
กรุงเทพฯ/ เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๖ มูลนิธิเพื่อ “คนไทย” และภาคีเครือข่ายการพัฒนา กว่า ๒๐๐ องค์กร จัดมหกรรมงานจิตอาสาแห่งปี “คนไทยขอมือหน่อย” คนละไม้ คนละมือ เพื่อสังคมน่าอยู่ ระหว่างวันที่ ๒-๓ มีนาคม ๒๕๕๖ ณ โรงแรมอโนมา ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) เพื่อมุ่งเชิญชวนมาสัมผัสกับงานพัฒนา แต่ไม่ว่าเราจะเป็นใครก็ตาม เราสามารถสร้างให้สังคมน่าอยู่ได้ทั้งสิ้น
นพ.พลเดช ปิ่นประทีป คณะกรรมการจัดงาน กล่าวว่า ย้อนหลังไป ๕๐ ปี ในเส้นทางการพัฒนาประเทศที่ผ่านมา มีกลุ่มนักคิดนักพัฒนาได้ก่อตัวขึ้นมาคอยเฝ้าระวังผลกระทบจากแผนพัฒนาที่เอาเศรษฐกิจเป็นนตัวตั้ง คนกลุ่มนี้ทุ่มเท ฝังตัว ค้นค้วารูปแบบการสร้างความเข้มแข็งของชมชนท้องถิ่น จากวันนั้นถึงวันนนี้ขบวนการชุมชนเข็มแข็งผ่านการเดินทางไกล จนสามารถยกระดับเป็นทฤษฎีใหม่ที่แพร่หลาย
จากวันนั้นถึงวันนี้ ได้เดินทางมาอย่างโชกโชน ผ่านช่วงทศวรรษที่ ๓ และ ๔สามารถยกระดับความรู้เป็นแนวทางปฏิบัติ จัดให้มีการเรียนการสอน จนได้รับการเผยแพร่อย่างแพร่หลาย และได้รับการยอมรับ ทุกวันนี้งานพัฒนาชุมชนความเข้มแข็ง จะต้องมีความสมดุลย์ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความเป็นมนุษย์ ไปพร้อมกัน และขยายตัวไปสู่มิติที่หลากหลายทั้งชนบท เมือง ทั้งการแก้ปัญหาความยกาจน ยาเสพติด สิ่งแวดล้อม วิสาหกิจชุมชน มูลนิธิกองทุน งานแก้ปัญหา งานสันติวิธี งานการเมือง ภาคพลเมือง และงานพัฒนานโยบายสาธารณะ
ณ ปัจจุบัน ที่กล่าวมาในข้างต้น มีนำเสนอในเวทีวิชาการของมหามวลมิตร ที่มีเจตนารมณ์ เพื่อให้เป็นการชุมชนใหญ่ ในการพัฒนาสังคมมิติต่างๆ มารวมตัวกันระดมความคิด สะท้อนปญหาในมุมต่าง ๆ สะท้อนปัญหาที่มีความสำคัญเร่งด่วน ผ่านกิจกรรมปาฐกถา และเวทีเสวนาวิชาการ นอกจากนั้นในงานยังมรกิจกรรมพัฒนาสังคม ภายใต้งาน “คนไทยขอมือหน่อย” เพื่อเชิญชวนประชาชน คนรุ่นใหม่ เข้ามาสัมผัสกับนักพัฒนาตัวจริง เสียงจริง พร้อมกับไปด้วยความเชื่อมั่นว่าสามารถทำงานพัฒนาสังคม ในนามคณะกรรมการจัดงาน ขอขอบคุณผู้มีเกียรติ ที่ร่วมบุกเบิก และค้ำจุนงานพัฒนาชุมชนท้องถิ่น และร่วมลงขัน ลงแรงในการจัดงานครั้งนี้ นพ.พลเดช กล่าว
เบญจไพบูลย์ธรรม “มหามวลมิตรพัฒนาประเทศไทย”
ศ.นพ.ประเวศ วะสี กล่าวปาฐกถาไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ครั้งที่ ๑ หัวข้อ “มหามวลมิตรพัฒนาประเทศไทย” Grand Alliance for Thailand Development โดยกล่าวถึงคุณไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เมื่อครั้งยังมีชีวิตท่านเป็นผู้อุทิศเพื่อมนุษย์ โดยเฉพาะกับคนยากจน คุณไพบูลย์ทำงานทั้ง ๔ ระดับทั้งกับนักพัฒนา ผู้บริหาร เป็นผู้พัฒนานโยบายการพัฒนา และเป็นนักวิชาการ สำหรับการเป็นนักพัฒนานั้นได้ลงไปช่วยคนยากจน ชาวนาชาวไร่ คุณไพบูลเป็นผู้บริหารมูลนิธิพัฒนาชนบท ท่านเป็นนักจัดการ และต้องมีองค์กรจัดการ ถึงจะสามาถรแก้ปัญหาต่างๆ ได้ จึงได้ผลักดันให้เกิดการจัดตั้ง พอช. ขึ้น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คนจนเมือ่ง ชนชท มีองค์กรในการจัดการเรื่องราว เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาได้
คุณไพบูลย์ ยังบริหารองค์กรอื่นๆ เป็น ผอ.ธนาคารออมสิน เป็นต้น และในระดับนโยบายเพื่อ่การพัฒนา เป็น รมว.พม. พยายามทำนโยบายการพัฒนา และสร้างเครื่องมือ ผลักดัน สร้างให้ออกกฎหมายสภาองค์กรชุมชน คือ องค์กรชุมชนก็จัดการชุมชนเอง เพื่อผลักดันนโยบาย เพราะนโยบายที่ไมถูกต้องจะส่งผลกระทบ การมีนโยบายดีๆ เป็นเรือ่งยาก นอกจากประชาชนจะรวมตัวกัน และขับเคลื่อให้นโนบายออกไปเป็นผลได้อ ไพบูลย์ทำงานตรงนี้
สำหรับการทำงานเป็นนักวิชาการพัฒนา เป็นวิทยากร เรื่องการพัฒนาไปทุกระดับ และทำงานกับชาวบ้าน องค์กร มหาวิทยาลัย เมื่อเป็นผู้บริหารมูลนิธิพัฒนาชนท เป็นวิทยากรสอนเรือ่ง AIC เป็นกระบวนการทัศน์ใหม่ในการพัฒนาในยุคนั้น
ศ.นพ.ประเวศ กล่าวต่อว่า “ไพบูลย์ธรรม” (ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม)คือธรรมะที่มีอยู่ในตัวคุณไพบูลย์ ซึ่งมีลักษณะ ๑)เห็นแก่ส่วนรวม คนเห็นแก่ตนไปไม่รอด ๒) มีความสุจริต ๓) มีปัญญาเชิงจัดการ เป็นปัญญาที่ให้เกิดความสำเร็จ การจัดการทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้ ๔) การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ สร้างกระบวนทัศน์ใหม่ในการพัฒนา ๕) ความเชื่อถือไว้วางใจ ขยายเครือข่ายการพัฒนา เท่ากับธรรมะแห่งการพัฒนา
เบญจไพบูลย์ธรรม เมื่อสรุปก็จะเป็นธรรมะแห่งการพัฒนา ซึ่งไปไกลกว่าการเมตตา กรุณา ซึ่งเมืองไทยใช้เรื่องเมตตาในการแก้ปัยหาไม่สามารถทำได้ เราจะต้องต่อจากเมตตา กรุณา และเห็นว่าการพัฒนาเป็นธรรมะ เป็นคุณธรรม เมื่อมาถึงจุดนี้จึงเป็นที่มาของการประชุมกัน มหามวลมิตรพัฒนาประเทศไทย ตรงนี้น่าจะเป็นทิศทางของประเทศไทยที่จะเดินต่อไป
เพราะการใช้อำนาจไม่สามารถพัฒนาประเทศได้ แต่การพัฒนามีความสำคัญกว่าซึ่งถือเป็นเรื่องกว้างใหญ่ กว่าการใช้อำนาจ น่าจะเป็นทิศทางในการเดินร่วมกัน ขยายพื้นที่ ลดพื้นที่การใช้อำนาจ ที่นำไปสู่ความขัดแย้ง และไม่ได้ผลของการพัฒนา เป็นที่มาของการมาประชุมกันวันนี้
๑) สร้างคุณค่า หากจะทำเรื่องนี้และจะเดินต่อไป สิ่งนั้นจะต้องมีคุณค่านำ เพื่อเป็นพลังของการเคลื่อน เติมธรรมะเข้าไปอีกข้อ คือนอกจากเมตตา กรุณา ก็เพิ่มพัฒนาเข้าไปอีกข้อ (เมตตา กรุณา และพัฒนา มหากาพย์การพัฒนา ภาพยนต์) ปัจจุบันการพัฒนามีมาก แต่การสื่อสารมีน้อย ซึ่งการสื่อสารมักสื่อสารเรือ่งการเมือง อยากเห็นการเขียนมหากาพย์การพัฒนาแผ่นดินไทย และอาจจะทำเป็นภาพยนต์ เพื่อจะส่งผลกระทบต่อจิตใจมากกว่าวิชาการ เพื่อเป็นการสื่อสารคุณค่าตรงนี้ออกไป ขอเรียนว่าบ้านเมืองไม่ได้มีแต่นักการเมือง ที่แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย เราควรจะมีนักการบ้านเมือง ที่มีแนวทางสายกลาง ไม่แบ่งข้าง ขั้ว ทำงานเพื่อเพื่อนมุนัษย์ด้วยวิธีการต่างๆ มีเต็มแผ่นดิน บ้านเมืองเป้นของพลเมืองไทยทั้งหมด ไม่ใช่ของนักการเมือง (ลงมือทำดีไม่ต้องขออนุมัติ) ประกาศอิสระภาพสังคมไทย
๒) สร้างเป้าหมายร่วม สัมมาชีพเต็มพื้นที่ เป็นทั้งเศรษฐกิจ ศีลธรรม สังคม สิ่งแวดล้อมอยู่ในตัว ไม่ควรเอาอย่างแบบอเมริกา หรือยุโรป เพราะฉะนั้นเราขับเคลื่อนไปทุกพื้นที่จะต้องสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่เพื่อสร้างสังคมร่วมเย็นเป็นสุข
ชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง เป้นการเปิดพื้นที่ทางสังคม ทุกุมชนจะจัดการเรื่องเศรษฐกิจ สังคม เป็นการสร้างพลเมือง จิตสำนึกพลเมืองในการจัดการตนเอง ขณะนี้กำลังเคลื่อนไหว เช่น ที่อำนาจเจริญเชียงใหม่ โดยมีหน่วยงานสนับสนุนน เช่น พอช. เพื่อส่งเสริมชุมชนท้องถิ่นจัดการตเนอง มี สสส. ที่ได้จากภาษีสรรพสามิต มีกลไกในการจัดการ สนับสนุนไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอย มีเครื่องมือสนับสนุน
จุดสำคัญหากเข้าใจเศรษฐกิจชุมชน กับเศรษฐกิจมหาภาคซึ่งเชื่อมโยงเกื้อกูลกัน ก็จะทำให้เกิดพลัง ได้ประโยชน์ทั้งคู่ ทั้งเศรษฐกิจชุมชน และเศรษฐกิจมหาภาค
๓) Mapping งานและองค์กรพัฒนา ควรมีการทำแผนที่องค์กร และงานพัฒนาทั้งประเทศ ซึ่งถือเป็นเครื่องมือของนักยุทธศาสตร์ การขยายภาคีพัฒนา พัฒนานโยบายว่ามีเรื่องอะไรที่ติดขัด เพื่อให้ครบวงจรในการขับเคลื่อน เมื่อวงจรครบการมาประชุมแต่ละปี ก็จะมีการปรึกษาหารือกัน ว่าทำอย่างไรจะดีขึ้น
เรามาประชุมกันในคราวนี้ ที่เรียกว่า มหามวลมติร เพื่อมาประกาศอนาคตประเทศไทย คนไทยจะรวมตัวกัน ทำการพัฒนาประเทศไทย ตามแนวทางสายกลางไม่แบ่งข้างไม่เป็นปฏิปักิษ์ ใช้สติปัญญา ความรู้ร่วมในการปฏิบัติ เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ตามที่อาจารย์ป๋วยตั้งปณิธาน จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน มีคุณภาพ มีชีวิตที่สันติ ประเทศไทยมีทรัพยากร มีแผ่นดินกว้างกว่าหลายประเทศ มีความหลากหลาย มีทุนทางสังคม ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ทุนทางปัญญามากมาย ขึ้นอยู่กับการจัดการว่าเราจะจัดการอย่างไร เพื่อสร้างประเทศไทยในที่น่ายอยู่ โอกาสที่เรารำลึกถึงคุณไพบูลย์ ขอให้ตั้งปณิธานร่วมกันว่า คนไทยจะร่วมกันสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ในแผ่นดินนี้
ซึ่งในงานนี้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ร่วมจัดงานเปิดบูธนิทรรศการ “ชุมชนท้องถิ่นไทย จัดการตนเอง” นำเสนอรูปธรรมการพัฒนาสังคม “สวัสดิการชุมชนท้องถิ่น ใครๆ ก็ทำได้” “กองขยะ...สร้างกองบุญชุมชนเข้มแข็ง” “ส้มตำกับการกินอย่างยั่งยืน” และ “สืบทอดอุดมการณ์ อ.ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม สานต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน”
นอกจากนั้นยังจัดการแสดงศิลปวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนประสบการณ์และร่วมทำบุญกับหลวงพี่ช้าง ที่บูธ ๓๕-๓๗ และ ๔๐-๔๒ และร่วมจัดเวทีวิชาการ ปาฐกถาไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ครั้งที่ ๑ หัวข้อ “มหามวลมิตรพัฒนาประเทศไทย” เวทีเสวนา “จากแนวคิดสู่การปฏิบัติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย” ในวันที่ ๒ มี.ค. เวลา ๐๘.๓๐-๑๒.๐๐ น. ณ โรงแรมอโนมา และในวันที่ ๓ มี.ค. เวลา ๑๐.๐๐-๑๒.๐๐ น. จัดสานเสวนาไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม หัวข้อ “อนาคตประเทศไทยในมือเรา” ต่อจากนั้นเวลา ๑๓.๐๐-๑๕.๐๐ น. จัดเสวนากลุ่ม “ปลดโซ่ตรวนชุมชนท้องถิ่นไทย เป็นไทไม่เป็นทาส” ณ ห้อง Mini Theater ๒ ชั้น ๘ ทีเคปาร์ค
ทั้งนี้เครือข่ายองค์กรชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาและโครงสร้างการปกครองประเทศในทุกด้าน วิเคราะห์และเห็นพ้องต้องกันว่าควรปลดโซ่ตรวนเพื่อกระจายอำนาจ ให้ชุมชนได้บริหารจัดการทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นการเกษตร การศึกษา การรื้อฟื้นประเพณีวัฒนธณรมท้องถิ่น การแลสุขภาพ การวางแผนพัฒนาชุมชน การจัดสวัสดิการชุมชน ภายใต้แนวคิด ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ชุมชนเป็นแกนหลัก พื้นที่เป็นตัวตั้ง บนฐานประเด็นการเคลื่อนงานพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงทางด้านอาหาร ความมั่นคงในที่อยู่อาศัย การจัดสวัสดิการชุมชน ให้อย่างมีคุณค่า รับอย่างมีศักดิ์ศรี และจิตอาสาชนบทอุ้มชูคนเมืองในช่วงภัยพิบัติน้ำท่วมที่ผ่านมา เพราะวิถีเช่นนี้เท่านั้นที่จะขจัดเหตุแห่งความยากจนและคงความมั่นคงให้กับสังคมต่อไป
“ไม่มีมือไหนที่จะเปลี่ยนประเทศให้ดีขึ้นได้นอกจากมือของคนไทยด้วยกันเอง”














