ฉะเชิงเทรา/ เครือข่ายที่ดินแนวใหม่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองแห่งชาติ ภาคตะวันออก 8 จังหวัด ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สำนักงานภาคตะวันออก (พอช.) จัดสัมมนาขบวนที่ดินภาคตะวันออก วันที่ 14-15 มีนาคม 2556 ณ บ้านชาติภูไท เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อประเมินสถานการณ์การพัฒนาที่มีผลกระทบ สรุปผลการดำเนินงานแก้ปัญหาที่ดินในแต่ละจังหวัด และภาพรวมระดับภาค ทบทวนวางแนวทางในการจัดทำผังชีวิตชุมชนระดับภาค วางแผนการขับเคลื่อนงานที่ดินในระดับจังหวัด ภาค สร้างและพัฒนาทีมทำงานเพื่อหนุนเสริมช่วยกัน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 50 คน จากทีมยุทธศาสตร์ ทีมเทคนิค ทีมเบิกจ่าย และเครือข่ายภัยพิบัติภาคตะวันออก
นายหลิม สาธุชาติ นายกอบต.ท่าตะเกียบ อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวว่า เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน อยู่ในพื้นที่รอยต่อ 5 จังหวัด คนที่ท่าตะเกียบส่วนใหญ่ทำเกษตรกรรม และรับจ้าง มีฐานะยากจน สมัยก่อนมีพี่น้องอยู่แถบบ้านชาติภูไทมาจับจองเข้ามาอยู่ในพื้นที่ รอบเขตรักษาพันธุ์ฯ ต่อมามีการขอพื้นที่คืน มีการอพยพเวณคืน และจัดที่ทำกินให้ใหม่ ซึ่งบริเวณนี้จะมีปัญหาช้างป่าออกมาหากินพืชไร่ของชาวบ้าน และมีปัญหาการบุกรุกป่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของช้าง ชาวบ้าน ป่าไม้มีปัญหากระทบกระทั้งกัน โดยชาวบ้านสงสัยว่าเจ้าหน้าที่เอาช้างบ้านมาปล่อย
และเรื่องที่สำคัญคือที่ดินแถบนี้ อยู่ในมือบริษัทเอกชนที่มาสัมปทานเช่าที่ปลูกยูคา และนายทุนรายใหญ่ ทำให้ชาวบ้านหากินไม่ได้เพราะมีการขุดร่องป้องกันพื้นที่จากเอกชน คิดว่าทางตำบลจะต้องขอพื้นที่คืนมาให้ชาวบ้านทำกินบ้าง เพราะเขามาเช่าป่าในอนาคตอาจมีการต่อรอง ซึ่งการทำแผนที่ทำมือ จะทำให้ชาวบ้านรวมตัวกันได้ และเอกชนน่าจะให้โอกาสชาวบ้านมีที่ทำกินได้ต่อไป
นายละอองดาว สีลาน้ำเที่ยง ประธานเครือข่ายแก้ไขปัญหาที่ดินตำบลคลองหินปูน จ.สระแก้ว
กล่าวว่า ตำบลคลองหินปูนกว่าจะมาถึงวันนี้ผ่านความทุกข์ยาก ผ่านระยะเวลา การทำเรื่องดินของภาคเราต้องมาช่วยกันมองทิศทาง ภาพรวมยุทธศาสตร์ประเทศ จังหวะก้าวเป็นอย่างไรใน 6 เดือนข้างหน้า ภายในเมษายน 6 จังหวัดจัดตัวชัด เดือนพฤษภาคมทำแผนที่ทำมือครบ จนเกิดพื้นที่รูปธรรมในทุกจังหวัด จะนำไปสู่การผลักดันในเชิงนโยบาย เสนอต่อท้องถิ่นจนถึงรัฐบาล รวมถึงการเกิดขึ้นของกองทุน
128 ตำบลในพื้นที่ภาคตะวันออก มีเพียงสระแก้ว และปราจีนบุรีเท่านั้นที่เคลื่อนงานได้ ยังมีอีก 6 จังหวัดที่ยังขยับไม่ได้ เป้าหมายเราคือส่งเสริมให้คนในพื้นที่มีที่ดินทำกินที่เหมาะสมกับวิถีชีวิต โดยอาศัยการทำผัง และแผนตำบลสู่การจัดการทุกมิติ สร้างกองทุนที่ดินระดับตำบล จังหวัด ภาค ชาติ
ปัญหาหลักของภาคตะวันออกคือเรื่องคนทำงาน 1) เราต้องสร้างทีมจากตำบล โยงขบวนจังหวัด และจัดระบบหนุนเสริมสร้างความเข้าใจเสริมความรู้พัฒนาบุคลากร อบรมจีพีเอส จีไอเอส การเบิกจ่าย หรือความรู้เรื่องกฏหมาย จัดกระบวนการเรียนรู้ศึกษาดูงานการแก้ปัญหาที่ดิน 2) พัฒนาและเชื่อมโยงเครือข่ายที่ดินภาคตะวันออก ในการจัดทำผังตำบลทุกพื้นที่ รวมถึงการโยงคณะยุทธศาสตร์ หน่วยงานภาคี หรือโยงในเชิงประเด็นปัญหา ที่สำคัญคือการติดตามประเมินผล 3) ในกรณีเร่งด่วนอย่างกรณีไล่รื้อ ความขัดแย้งจะมีทีมเคลื่อนที่เร็วไปหนุนเสริมการทำงาน 4) พัฒนากองทุนเพื่อแก้ปัญหา 5) ผลักดันผังและแผนสู่การผฏิบัติ และ6)การจัดระบบองค์กร จัดระบบข้อมูล พัฒนาระบบบริหารจัดการ ที่เราพี่น้องต้องช่วยกันทำ
นายสมภพ พร้อมพอชื่นบุญ ที่ปรึกษาเครือข่ายที่ดินแนวใหม่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองแห่งชาติ (คทช.) กล่าวตอกย้ำหลักคิดเรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดิน การยึดคน ยึดดิน ยึดระบบ และผลกระทบต่างๆจากการพัฒนาประเทศ โดยระบุว่า การขยับงานที่ดินในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมา เริ่มเห็นความก้าวหน้าจากการขยับมากว่า 7 ปีที่ผ่านมา ทำให้มีการออกโฉนดกว่า 4 พันแปลง เกิดการแก้ปัญหาที่ดินทำกินที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งเริ่มจากการที่ชาวบ้านไม่มีความรู้ในเรื่องต่างๆ แม้กระทั้งคอมพิวเตอร์ยังใช้ไม่เป็น แต่ทุกวันนี้หลายคนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญช่วยงานผังตำบลให้กับหน่วยงานในท้องถิ่น
นายสมภพ กล่าวต่อว่า ต้นน้ำของการทำเรื่องที่ดินนั้นเริ่มจากการแก้ปัญหาอุทยานทับที่ดินทำกินใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้ง การใช้ความรุนแรง เหตุที่ไปทำเนื่องจากปัญหาหนักมาก ชาวบ้านไม่สามารถเข้าไปเก็บผลผลิตในที่ดินทำกินของตนเองได้ ชาวบ้านทำมาหากินไม่ได้ และเรื่องความไม่เป็นธรรมอีกหลายเรื่อง เราเริ่มที่ตำบลปะลุกาสาเมาะ จ.นราธิวาส ถ้าที่นี่ทำได้ที่ไหนก็สามารถทำได้
จาก 3 จ.ชายแดนใต้สู่ภาคตะวันออก เพราะอนาคตการแย่งที่ดินจะรุนแรงจากการที่จะเปิดเสรีอาเซียน อย่างที่นาแถบพื้นที่ภาคกลางตกไปอยู่ในมือต่างชาติโดยการถือครองผ่านนอมอนี หรือที่ดินในเมืองพัทยาก็ตกเป็นของคนอิตาลี รัสเซีย กว่าครึ่ง นับเป็นปรากฏกการณ์ที่เป็นเหตุให้เรามาคุยกันเรื่องผังตำบล เพราะถึงแม้กฏหมายจะเข้มแข็งแค่ไหนก็ไม่สามารถรักษาที่ดินไว้ให้ลูกหลานได้ กฏหมายหวังพึ่งไม่ได้อย่างที่ดินไม่สามารถขายให้ต่างชาติแต่ในทางปฏิบัติกลับไม่เป็นจริง
บ้านเรามี 7 หมื่นกว่าตำบล มีพื้นที่ 320 ล้านไร่ แต่ข้อมูลจากหน่วยงานราชการกลับมีพื้นที่รวมกันจากการแบ่งเขตการปกครอง อบต. เทศบาล ฯลฯ 500 กว่าล้านไร่ แสดงว่าข้อมูลที่หน่วยงานมีไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่ถ้าทำเรื่องผังตำบลชาวบ้านสามารถรู้ข้อมูลที่เป็นจริงจากการเริ่มต้นทำแผนที่ทำมือ ถ้าทั้งประเทศมีการจัดทำข้อมูลรายแปลงที่ชัดเจน ปัญหาการซื้อขายที่ดินต่างชาติเราก็สามารถจัดการได้ หากลองพิจารณาที่ดินที่มีอยู่จะพบว่าใน 320 ล้านไร่ 120 ล้านไร่เป็นของหน่วยงานราชการ 100 ล้านไร่อยู่ในมือต่างชาติ ที่ดินที่เหลือ 100 ล.ไร่ มี 20 ตระกูลถือครองที่ 90 เปอร์เซ็นต์ เหลือที่ดินเพียง 10 เปอร์เซ็นต์อยู่ในมือเกษตรกร ที่ภาคอีสานเกษตรกรถือครองที่ดินเฉลี่ย 1 คน ต่อ 20 ไร่ ภาคใต้ 2 ไร่ ภาคเหนือ 5-7 ไร่ ที่ภาคตะวันออกเฉลี่ย 2 ไร่ แต่คนตะวันออกบอกว่าถ้าขยันมี 1 ไร่ ก็อยู่ได้
สิ่งที่เราทำคือการปฏิรูประบบที่ดินในประเทศไทยโดยประชาชน เราใช้ชื่อการทำผังตำบล ผังชีวิตชุมชนที่สามารถทำให้เรารู้ว่าตรงไหนพื้นที่เราเป็นอย่างไร ตรงไหนทำประโยชน์อะไร เราทำเพื่อลูกหลานได้มีที่ดินทำกินอยู่อาศัย ปัจจุบันทั้งประเทศมีการทำเรื่องนี้ 603 ตำบล ซึ่งมีเพิ่มขึ้นทุกเดือน ในจำนวนทั้งหมดมีตำบลเกรดเอ ประมาณ 60 ตำบล ส่วนใหญ่เพิ่งเริ่มต้น และในภาคตะวันออกมี 128 ตำบล 10 กว่าตำบลเป็นตำบลที่กระปี้กระเปร่า แต่ส่วนใหญ่อยู่ในอาการงง ผังตำบลยังไม่รู้จัก และมีบ้างที่เสนอเพราะอยากได้เงิน
เรากำลังรักษาที่ดินโดยใช้เครื่องมือแผนที่ทำมือ ผังตำบล เป็นเครื่องมือรวมพี่รวมน้อง สร้างคน สำคัญที่สุดคือการสร้างความเข้าใจในปํญหา ซึ่งการทำแผนที่ ผังตำบล ทำให้เห็นสภาพทำให้เห็นการจัดการวางแผนซึ่งเชื่อมโยงไปถึงการจัดตั้งกองทุนของชุมชนจัดการตนเองวางแผนการจัดการที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาในพื้นที่ เพราะจากผังจะไปสู่การวางระบบของหมู่บ้านไปสู่ตำบลในการกำหนดความเป็นไป อนาคตของคนในตำบล และสำคัญที่สุดคือเรื่องการส้รางการมีส่วนร่วมของพี่น้องทั้งหมู่บ้านทั้งตำบล
เราต้องทำให้เสร็จก่อนปี 58 ทางเดินที่พวกเราต้องเดินคือทำแผนที่ทำมือที่ต.ดงขี้เหล็กในห้ฟังว่าอดและการลงมืการลงมือทำ การสร้างข้อตกลง การประชุมอาจไปไม่ถึง หนทางคือการลงมือทำ เราต้องทำด้วยตัวเอง และเชื่อมโยงช่วยเพื่อน เพื่อช่วยกันต่อๆ ไป
ขอย้ำว่าทางรอดคือการทำ เรามีกำลังเรามีเพื่อนพ้อง ทำทุกวันก็สำเร็จทุกวัน
นายบรรจง พรมวิเศษ ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลดงขี้เหล็ก จ.ปราจีนบุรี เล่าแนวคิดทำไมทำเรื่องดินและทำอย่างไรให้คนลุกขึ้นมา ในการทำกลุ่มนั้นเริ่มที่ดงขี้เหล็กเริ่มจากการออมทรัพย์ ปัจจุบันมีตำบลดงขี้เหล็กมีสมาชิก 4,000 กว่าคน เราเริ่มจากปัญหาระดับจังหวัด จะมีอุตสาหกรรมมาลง เรามาช่วยกันคิดเครื่องมือที่จะป้องกัน เราจะปกป้องการเกษตรความอุดมสมบูรณ์ของอาหารการกิน เราเปิดเวทีจังหวัดผ่านเวทีสภาองค์กรชุมชน และมีมติร่วมกันว่าที่ตำบลจะรักษาพื้นที่อาหาร มีกิจกรรมคือผังตำบล ที่ทุกตำบลมีกิจกรรมผังตำบล
เริ่มแรกไม่มีทุนที่จะทำ แต่เราก็ลงมือก่อน ที่ต.ดงขี้เหล็กมีวงเงินที่เกิดจากการออมกว่า 200 ล้าน ถ้าเราไม่เอาผังตำบลมาเป็นเครื่องมือในการกำหนดออกแบบตำบล เราชี้ให้เห็นปัญหา หาเครื่องมือป้องกันตนเอง ที่ผ่านมาทำเวทีความเข้าใจ 5 เวที ไม่มีเงินเราก็ทำ ในเรื่องแผนที่ทำมือ เราใช้เงินเป็นเครื่องมือ หมู่บ้านละ 500 ให้ทำแผนที่ทำมือทั้ง 14 หมู่บ้าน และมีการนัดหมายวันเพื่อมาเวิร์คช็อป ให้ความรู้เรื่องจีพีเอส จีไอเอส และมีการนำมาต่อเป็นภาพตำบลเป็นจุดเริ่มและโอกาสที่ดี เชื่อมั่น ศรัทธาเกิดและจะทำอะไรได้
ต้องใช้เทคนิค เวลาประชุมมีการออกเสียงตามสายเพื่อให้ชาวบ้านได้ยิน ชาวบ้านรับรู้เรื่องราว และก็ถามหาคนร่วมประชุมจากทุกๆหมู่ ทำไมต้องรีบทำ เพราะคนกำลังลุกขึ้นมา ต้องหาทางให้พี่น้องเดิน แม้ไม่มีเงินที่นี่อบต.สำรองให้จัดเวทีก่อน มีการออกแบบวิธีเก็บข้อมูล ครัวเรือน รายแปลง วางแผนปฏิบัติการ และมีการเชื่อมกับแผนสาธารณสุข ประกบกับแผนอบต. ฯลฯ และมีทีมทำงานหมู่บ้านละ 5 คน มีการชวนเด็กเข้ามาเรียนรู้
ในการเสนอแผนอบต. ต่อไปเวลานำเสนอแผนคงมีการใช้แผนที่ตำบลในการนำเสนอ และการตัดสินใจ และต้องบอกความสำคัญของผังตำบลและเครื่องมือในการจับพิกัด สำคัญและต้องมีการใช้สื่อ สร้างความเข้าใจ สื่อสิ่งดีๆ ความร่วมมือการมีส่วนร่วมก็เกิดขึ้นจากทุกฝ่าย เช่นการขอแผนที่จากสำนักงานที่ดินจังหวัด ขณะนี้มีการจับพิกัดเสร็จแล้วหลายหมู่ อนาคตข้างหน้าคงได้พิกัดรอบตำบล เมื่อลงมือทำจะพบข้อเท็จจริงของแผนที่และความเป็นจริง สร้างความเข้มแข็งจากความคิด สร้างความเชื่อมั่นศรัทธา
สร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมาตำบลของเราไปข้างหน้าได้
วางแผนปฏิบัติการร่วมระดับจังหวัด ภาค พร้อมหนุนเสริมซึ่งกันและกัน
ทั้งนี้จากการประเมินจ.สระแก้วและจ.ปราจีนบุรี มีประสบการณ์ที่สามารถเป็นพี่เลี้ยงต้นแบบให้กับอีก 6 จังหวัดคือ นครนายก ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด แต่ละจังหวัดต้องรู้ตน รวมคน สร้างความเข้าใจ ชี้เห็นประโยชน์ รู้ทิศ ลงมือวาดจำลองพื้นที่ ลงสถานที่สำคัญ ลงละเอียดรายแปลง
การสร้างพื้นที่รูปธรรม การขยายผล การสร้างทีมทำงานหนุนเสริมในระดับจังหวัด โดยทิศทางของ 8 จังหวัดภาคตะวันออก ในการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินด้วยการใช้เครื่องมือแผนที่ทำมือ การทำผังตำบล เพื่อกำหนดอนาคตร่วมกันของคนในตำบล
เน้นการสร้างความเข้าใจในเรื่องผังชีวิตชุมชน แผนที่ทำมือ วิธีการทำอาศัยการจัดประชุมปฏิบัติการ เสริมหนุนจัดระบบข้อมูลและติดตาม สร้างทีมงานกำหนดเวที/พื้นที่ ประชุมคณะทำงาน เสริมศักยภาพตัวแทนตำบล เชื่อมโยงหน่วยงานภาคี และประเด็นงาน ถออดบทเรียนองค์ความรู้ และการสื่อสารประชาสัมพันธ์งานที่ดินเผยแพร่ขยายเครือข่าย และใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกในการขับเคลื่อนต่อไป




