เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา ผู้แทนองค์กรชุมชนฅนอำนาจเจริญ กว่า ๕๐ คน ร่วมระดมความคิดเห็นเพื่อวางแผนปฏิบัติการเสนอต่อองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พร้อมดึงสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)หนุนงานวิจัยชาวบ้าน ใน ๕ ตำบลนำร่อง ณ ห้องประชุมโรงเรียนนาผือ โคกกอก ตำบลนาผือ อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ
นายไพศาล จันทรวารา รองนายกองค์การบริหารจังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฅนอำนาจเจริญต้องให้ความสำคัญ ด้วยจังหวัดอำนาจเจริญเป็นจังหวัดตั้งใหม่ซึ่งจะครบ ๒ ทศวรรษในวันที่ ๑ ธันวาคมนี้ ในการทำงานจึงมีข้อจำกัดมากพอสมควร อาทิเช่น ข้าราชการย้ายบ่อย ขาดความต่อเรื่องเชิงนโยบาย ผู้ว่าราชการที่ย้ายมามีความถนัดในด้านใดก็จะสนับสนุนด้านนั้น ขบวนชุมชนจึงต้องวางแผนการพัฒนาของตนเอง เราต้องจับมือกันเพื่อก้าวไปข้างหน้าร่วมกันให้ได้
“หวังว่าการขับเคลื่อนภาคประชาชนจะต้องเป็นหลักของจังหวัดอำนาจเจริญ
ด้วยข้อจำกัดที่พูดมาทั้งหมด ทั้งหมดนี้ก็เป็นจุดแข็งและจุดอ่อนที่จะเรียนให้หน่วยงานภาคีทุกฝ่ายได้รับทราบ เราจะนำภาษีของประชาชนมาใช้ในการแก้ไขปัญหาให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด ซึ่งอาจเรียงไปตามลำดับความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้น”
นายชาติวัฒน์ ร่วมสุข คณะทำงานขับเคลื่อนธรรมนูญฅนอำนาจเจริญ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากได้ประกาศว่าจังหวัดอำนาจเจริญจะเป็นเมืองธรรมเกษตร เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคมที่ผ่านมา เราได้วางแนวทางร่วมกันใน ๗ แนวทางและลงทำแผนในระดับตำบลทั้ง ๖๓ ตำบล พร้อมกับสร้างจิตสำนึกใหม่ในการกำหนดอนาคต แล้วเราจะมาร่วมกันประกาศใช้แผนในปี ๕๘ แต่การทำงานจะต้องมีการวางแผนปฏิบัติการการขับเคลื่อนเมืองธรรมเกษตรและเสนองบประมาณในการดำเนินงานต่อ อบจ.เพื่อทำข้อบัญญัติงบประมาณในปี ๒๕๕๗ ต่อไป
“การที่จะเปลี่ยนประเทศไทยเราทำจังหวัดเดียวไม่ได้ ต้องมีจังหวัดอื่นๆ ด้วย พี่น้องต้องไม่มองให้ใครมาช่วย พี่น้องต้องลุกขึ้นมาคิด กำหนดอนาคตของตนเอง สิ่งที่เรากำลังทำเราพูดถึงเรื่องของอำนาจ ไม่ใช่แค่เรื่องการมีส่วนร่วม ถ้าเราจะมีอำนาจเราก็ต้องเป็นเจ้าของหรือมีส่วนในการพัฒนา มันต้องอยู่บนวิถีชีวิตความทุกข์ยากของประชาชน ทำจริง ไม่ใช่แค่โครงการกิจกรรม เพื่อมุ่งมั่นไปสู่เป้าหมาย การออกแบบการเคลื่อนครั้งจะต้องแม่นยำ และลงไปถึงประชาชนให้ได้”
ด้านนางกรรณิการ์ บรรเทิงจิตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กล่าวว่า การเป็นเมืองใหม่ของอำนาจเจริญแม้จะดูเหมือนว่ามีข้อจำกัด หากมองในอีกแง่มุมหนึ่ง กลับเป็นเมืองใหม่ที่จัดการได้ดีกว่า จากการลงทำงานที่ผ่านมาได้เห็นศักยภาพของคนอำนาจเจริญโดยเฉพาะความเป็นพลเมืองที่ไม่ได้น้อยตามรายได้ ความเป็นพลเมืองนี้มีสูงมากเป็นอันดับ ๑ ของประเทศ และยังมีธรรมนูญ ประชาชนฅนอำนาจเจริญฉบับแรกของประเทศไทย นี่คือ ทุนของคนอำนาจเจริญ เพราะความเป็นพลเมืองก็คือ การมีจิตสำนึกต่อบ้านต่อเมืองไม่ใช่การรอพึ่งรัฐ ถ้าคนคิดอย่างนี้ชุมชนท้องถิ่นก็จะไปได้
“ถ้าเราอยู่ในบ้านเมืองเราแล้ว เรามีความสุข ดำรงวัฒนธรรมของเราอยู่ได้
อันนี้ก็เป็นทุนของเรา ซึ่งยังไม่เคยเจอว่าจะมีจังหวัดไหนที่ชูภาคประชาสังคมเข้มแข็งดังคำขวัญที่เราตั้งไว้ เราน่าจะเอาศักยภาพหรือทุนที่มีอยู่นี้ไปใช้ในการจัดทำแผนปฏิบัติการต่อไป”
ทั้งนี้ ขบวนองค์กรชุมชนฅนอำนาจเจริญ ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.) สำนักจัดการความรู้และประเมินผล ทำวิจัยชาวบ้านเริ่มจากตำบลที่มีความพร้อมก่อน ๕ ตำบล ได้แก่ ตำบลป่าก่อ ตำบลเทศบาลเสนางคนิคม ตำบลไก่คำ ตำบลเคียงใหญ่ และตำบลกุดปลาดุก โดยหลักการสำคัญของการวิจัยครั้งนี้ คือ เจ้าของพื้นที่ต้องลุกขึ้นมาทำเอง เป็นงานวิจัยกินได้ เกิดการแก้ไขปัญหาในเรื่องนั้นๆ ได้จริง และเป็นพื้นที่รูปธรรมมีการดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่อง และสิ่งที่สำคัญคือ ต้องเริ่มจากระดับตัวคนในพื้นที่
ในการนี้ ฅนอำนาจเจริญ ได้วางแผนปฏิบัติการฅนอำนาจเจริญ สู่เมืองธรรมเกษตร ๒๕๕๖-๒๕๕๘มีเป้าหมายในการดำเนินการเคลื่อนทั้ง ๖๓ ตำบล ใน ๖ ด้าน (๑) การสร้างสำนึกความเป็นพลเมือง (๒) การพัฒนา“สภากลาง” (๓) การจัดทำผังชีวิตคนอำนาจเจริญ (๔) การสร้างพื้นที่รูปธรรมจัดการตนเอง ทั้งเชิงประเด็น และพื้นที่เด่นระดับนโยบาย จำนวน ๓๐ พื้นที่ (๕) การสื่อสารประชาสัมพันธ์ และองค์ความรู้ ทั้งภายในและภายนอก และ (๖) ยกร่างกฎหมาย พ.ร.บ.อำนาจเจริญจัดการตนเอง ซึ่งการขับเคลื่อนแผนฯ ในระดับจังหวัดจะต้องมีการจัดตั้งกลไกสภากลาง ที่มีองค์ประกอบจากหลากหลายส่วน เป็นกลไกหลัก และมีสภากลางระดับตำบล ดำเนินการแล้ว ๓๐ตำบล ซึ่งขณะนี้ผู้ว่าฯ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งสภากลางระดับจังหวัดแล้ว โดยให้สำนักงานจังหวัดเป็นเลขาฯ และในวันที่ ๒๑พ.ค. นี้ จะมีการเปิดสภากลางเป็นครั้งแรก ถือเป็นมิติการพัฒนาใหม่ ที่มีผู้คนจากหลายภาคส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง




