playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

fd7-280556

ตำบลกรุงชิง อ.นบพิตำ จ.นครนครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่หนึ่งที่มีการพัฒนาในแนวทางจัดการตนเองหลายด้าน เช่นกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลกรุงชิงใช้หลัก “ใช้คนให้ถูกกับงาน  มีประสบการณ์  ชาวบ้านเชื่อถือ เชื่อมเครือข่ายทั้งภายในและภายนอก”  มาบริหารกองทุน  ใช้เวลาเพียง ๓ ปีพัฒนากองทุนให้เติบโต            มีสมาชิกกว่า  ๒,๒๐๐  คน  ตั้งเป้าหมายทำธุรกิจ “ข้าวสารชุมชน”  หวังพึ่งตัวเองในระยะยาว  ส่วนปัญหาภัยพิบัติน้ำป่าถล่ม  สภาองค์กรชุมชนและแกนนำในตำบลร่วมกันจัดตั้ง “เครือข่ายเฝ้าระวังภัยและช่วยเหลือผู้ประสบภัยตำบลกรุงชิง” มีอาสาสมัคร ๑๗๘ คน  เตรียมพร้อม   ๒๔ ชั่วโมง  นอกจากนี้ยังใช้ผังชุมชนเป็นเครื่องมือพัฒนาชุมชนรอบด้าน  ทั้งป้องกันยาเสพติด  ภัยพิบัติ  ฯลฯ

                กรุงชิงเป็นตำบลที่ตั้งอยู่ในหุบเขา   มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ  ๒๒๗,๘๐๕ไร่  สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงสลับกับภูเขา  อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติ   มีน้ำตก  ถ้ำ  ลำคลอง  หาดทราย และแก่งต่างๆ  จนได้รับการประกาศให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติเขาหลวง  และอุทยานฯ เขานัน  ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำลำธารหลายสาย

                มีประชากรทั้งหมดประมาณ ๙,๒๐๐ คน  จำนวน  ๓,๐๒๔  ครัวเรือน  ประกอบด้วย ๑๑ หมู่บ้าน   ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม  คือ  ทำสวนยางพารา  ปลูกผลไม้     นอกจากนี้ชาวบ้านยังได้รวมกลุ่มกันจัดตั้งกลุ่มอาชีพต่างๆ ขึ้นมา   เช่น  กลุ่มเลี้ยงผึ้งโพรง   กลุ่มสตรี   กลุ่มปุ๋ยหมัก  กลุ่มเลี้ยงปลาในกระชัง  กลุ่มเลี้ยงแพะ  เลี้ยงหมูพื้นเมือง  กลุ่มกองทุนข้าวสาร    ฯลฯ  

ปัญหาที่สำคัญในตำบล  คือ  ปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน  เนื่องจากพื้นที่ที่ชาวบ้านอยู่อาศัยและทำกินส่วนใหญ่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาหลวง  และอุทยานแห่งชาติเขานัน  ทำให้ชาวบ้านมีปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิ์ที่ดิน   และปัญหาเรื่องภัยจากธรรมชาติ  โดยเฉพาะปัญหาน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มที่เกิดขึ้นบ่อยในช่วง ๑-๒ ปีที่ผ่านมา   ทำให้บ้านเรือน  สวนยางพารา  สวนผลไม้ได้รับความเสียหาย  เส้นทางคมนาคมถูกตัดขาด  ฯลฯ

เส้นทางงานพัฒนาชุมชนคนกรุงชิง

                ชาวบ้านในตำบลกรุงชิงเริ่มมีการรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมพัฒนาชุมชนในช่วงปี ๒๕๓๔  เป็นต้นมา  โดยมีเจ้าหน้าที่จากกรมพัฒนาชุมชนเข้ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตขึ้นมา  มีหลายหมู่บ้านที่จัดตั้งขึ้นมาและยังดำเนินอยู่จนถึงปัจจุบัน   รวมทั้งกลุ่มการเงินอื่นๆ  เช่น   กลุ่มสัจจะออมทรัพย์   และธนาคารหมู่บ้าน  และสหกรณ์สวนยาง  ที่นำน้ำยางมาทำเป็นยางแผ่นรมควัน ในปี ๒๕๓๗   เพื่อรวมผลผลิตไปขายเพื่อแก้ไขปัญหาพ่อค้ารับซื้อยางกดราคา  ปัจจุบันสหกรณ์มีสมาชิกทั้งหมดประมาณ ๒๐๐ รายเศษ  มีเงินกองทุนประมาณ  ๓ ล้านบาท

รวมทั้งกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง (กทบ.)  หมู่บ้านละ ๑ ล้านบาททั่วประเทศ  ปัจจุบันพัฒนาเป็น “เครือข่ายกองทุนหมู่บ้านตำบลกรุงชิง”   เพื่อช่วยเหลือและแลกเปลี่ยนความรู้กัน  เช่น  การทำบัญชี  การปิดงบประจำปี   ฯลฯ

จากกองทุนหมู่บ้านสู่กองทุนสวัสดิการชุมชน

tawee-280556ทวี  ประหยัด  เลขานุการกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลกรุงชิง  กล่าวว่า  มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลในเดือนมีนาคม ๒๕๕๓  รับสมัครตั้งแต่เด็กแรกเกิด  โดยไม่จำกัดอายุ  สมาชิกจะต้องเสียค่าธรรมเนียมแรกเข้าคนละ ๒๐ บาท  และสมทบเงินเป็นรายเดือน (วันละ ๑ บาท)   มีสมาชิกรุ่นแรกจาก ๘ หมู่บ้าน  จำนวน ๖๐๘  คน  มีคณะกรรมการหมู่บ้านละ ๑ คน  และคณะกรรมการจะมีการประชุมร่วมกันเดือนละ ๑ ครั้ง   ทุกวันที่ ๑๙ ซึ่งเป็นวันเปิดทำการกองทุนฯ   ซึ่งคณะกรรมการแต่ละหมู่บ้านจะนำเงินสมทบของสมาชิกมารวมกันในวันนี้   ส่วนการเปิดรับสมาชิกใหม่จะเปิดรับปีละ ๑ ครั้ง

ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชน ระบุว่ากองทุนไม่ได้หวังทำกำไรในเชิงธุรกิจ แต่ต้องการช่วยเหลือกันเกื้อกูลกัน  ดังเนื้อร้องเพลง “สวัสดิการถ้วนหน้า” ที่ใช้ในการสื่อสารประชาสัมพันธ์ ท่อนหนึ่งว่า...

“กองทุนสวยหรูมีอยู่ทุกวัน   ไม่เอาเงินพัน   หนึ่งบาทเท่านั้น   ฝากกันทั่วไทย

สวัสดิการนำพา   สิ่งตามมาประชาสุขใจ   แนวทางสร้างสรรค์สิ่งใหม่  มีให้แก่ท่านพี่น้อง

มอบสิ่งดีๆ คงมีสุขหลาย   คำแนะนำมากมาย   รับไปจงได้ทดลอง

ให้สิทธิ์ทุกคน  ใครเห็นจะสุขสมปอง  วันละบาท  ไม่แพงพี่น้อง

รับรองคุ้มค่าเกินใคร...”

ปัจจุบัน (พฤษภาคม ๒๕๕๖)  กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลกรุงชิงมีสมาชิกทั้งหมด  ๒,๒๓๗  คน  มีเงินหมุนเวียนทั้งหมดประมาณ  ๑,๔๐๐,๐๐๐ บาทเศษ   ที่ผ่านมารัฐบาลสมทบเงินเข้ากองทุน ๒ ครั้ง รวม ๕๐๙,๗๖๕  บาท  และ อบต.กรุงชิงสมทบ  จำนวน  ๕๐,๐๐๐ บาท

สำหรับสวัสดิการที่ช่วยเหลือสมาชิกในปัจจุบัน   มีดังนี้   ๑. เกิด  ช่วยเหลือ  ๘๐๐  บาท   แม่นอนโรงพยาบาลช่วยคืนละ ๒๐๐ บาท   ไม่เกิน ๓  คืน  และให้แม่ปลูกต้นไม้ยืนต้นให้ลูก  ๕ ต้น  เพื่อเป็นสวัสดิการให้ลูก   ๒. เจ็บป่วยนอนโรงพยาบาล  ช่วยเหลือคืนละ  ๒๐๐ บาท   ญาติเฝ้าไข้ช่วยเหลือคืนละ ๑๐๐  บาท   ปีหนึ่งไม่เกิน ๓  ครั้ง   ครั้งหนึ่งไม่เกิน ๓  คืน   ๓. เสียชีวิต  เป็นสมาชิกครบ ๖ เดือนขึ้นไป   ช่วยเหลือ ๒,๕๐๐ บาท  พร้อมพวงหรีด,  ครบ ๑ ปีช่วยเหลือ ๔,๐๐๐ บาท,  ครบ ๓ ปีช่วยเหลือ ๖,๐๐๐ บาท  และเป็นสมาชิกครบ ๔ ปีขึ้นไปช่วยเหลือ ๘,๐๐๐ บาท   ส่วนผู้ที่ด้อยโอกาส  คนพิการ  คณะกรรมการกองทุนฯ จะให้สิทธิเป็นสมาชิกโดยไม่ต้องสมทบเงินหมู่บ้านละ ๑ คน  (ปัจจุบันมี ๑๑ คน)  

suban-280556สุบรรณ  สินตุ้น ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลกรุงชิง  กล่าวถึงแผนงานต่อไปว่า  กองทุนฯ มีแผนจะจัดทำสวัสดิการถ้วนหน้าเพื่อให้ครอบคลุมชาวบ้านทุกกลุ่มภายในปี  ๒๕๖๐  แต่ไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะต้องมีชาวบ้านทุกคนมาสมัครเป็นสมาชิก  เพราะต้องการให้แกนนำและชาวบ้านในแต่ละหมู่เห็นเป็นรูปธรรมว่ากองทุนฯ สามารถจัดสวัสดิการและช่วยเหลือสมาชิกได้  เมื่อเห็นผลและเกิดความเชื่อมั่นแล้วจึงค่อยมาสมัครเป็นสมาชิก

ส่วนการหารายได้เข้ากองทุนฯ เพื่อเลี้ยงตัวเองนั้น  ภายในปีนี้ (๒๕๕๖) จะเริ่มทำธุรกิจค้าข้าวสาร  เพราะปกติชาวบ้านทุกครอบครัวก็จะต้องซื้อข้าวสารมากินอยู่แล้ว  เนื่องจากในตำบลกรุงชิงไม่มีพื้นที่ทำนา  แต่จะเริ่มขายข้าวสารให้เฉพาะสมาชิกกองทุนฯ ก่อน 
สภาองค์กรชุมชนตำบลกรุงชิงตั้งเครือข่ายเฝ้าระวังภัยพิบัติ

สภาองค์กรชุมชนตำบลกรุงชิงจัดตั้งในเดือนตุลาคม ๒๕๕๓  โดยมีสมาชิกเข้าร่วมจำนวน  ๒๗  กลุ่ม  รวม   ๖ เครือข่าย  จำนวนสมาชิกสภา  ๔๔ คน   กำหนดประชุม  ๓ เดือนครั้ง 

ทวี  ประหยัด  ในฐานะเลขานุการสภาองค์กรชุมชนตำบลกรุงชิง   กล่าวว่า   จากการประชุมสภาฯ ครั้งแรกในช่วงปลายปี ๒๕๕๓    ที่ประชุมได้วางแผนการขับเคลื่อนงานในตำบล ๒  เรื่องหลัก  คือ  ๑.เรื่องปัญหาที่ดินของชาวบ้านที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาหลวง  และอุทยานฯ เขานัน   ๒.การประสานงานกับ อบต.เพื่อขอรับงบประมาณสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการชุมชน  โดยวางแผนจะเริ่มขับเคลื่อนงานทั้ง ๒ ประเด็นในช่วงต้นปี ๒๕๕๔   ซึ่งหลังจากนั้นจึงได้เริ่มเตรียมงาน   โดยเฉพาะประเด็นปัญหาที่ดินที่เป็นเรื่องใหญ่และยืดเยื้อมานาน   จึงต้องมีการสำรวจข้อมูล  สภาพพื้นที่ที่มีปัญหา 

“ในเดือนมีนาคม ๒๕๕๔ หลังจากเริ่มงานเรื่องที่ดินได้ไม่นาน   เกิดภาวะฝนตกหนักทั้งตำบล     ทำให้น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนชาวบ้าน  สวนยาง  สวนผลไม้เสียหาย  ถนน  สะพานขาด   ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน  ไม่สามารถใช้เส้นทางติดต่อกับภายนอกได้  และยังขาดอาหารและน้ำดื่ม   สภาฯ จึงต้องหยุดเรื่องที่ดินเอาไว้ก่อน  แล้วระดมคนมาช่วยเหลือเรื่องน้ำท่วม”   ทวีกล่าว 

เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นในตำบลกรุงชิง  นอกจากจะมีหน่วยงานต่างๆ จากภายนอก  ทั้งราชการและเอกชนเข้ามาให้ความช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภัยแล้ว  ชาวบ้านกรุงชิงเองต่างก็ให้ความช่วยเหลือจุนเจือกัน  หน่วยงานต่างๆ ในตำบลไม่ว่าจะเป็น อบต.  โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล  วัด  โรงเรียน   ต่างก็ระดมคนมาช่วยกันฟื้นฟูความเสียหายให้กลับคืนสู่สภาพปกติ  ในส่วนของสภาองค์กรชุมชนตำบลกรุงชิงและกองทุนสวัสดิการฯ ก็มีบทบาทในการประสานภาคีเครือข่ายจากภายนอกให้เข้ามาช่วยเหลือ  เช่น  เครือข่ายสวัสดิการชุมชนจังหวัดนครศรีธรรมราช  นำน้ำดื่ม  ข้าวสาร  อาหารแห้งมาช่วยเหลือ   โครงการคิดดี  ทำดี  ที่เมืองนคร  นำวัสดุอุปกรณ์มาช่วยสร้างบ้านเรือนให้ชาวบ้านที่ได้รับความเสียหายจำนวน  ๕ หลัง

หลังจากเหตุการณ์ภัยพิบัติ  สภาองค์กรชุมชนตำบลกรุงชิงและแกนนำชุมชนจึงได้ร่วมกันจัดอบรมอาสาสมัครภัยพิบัติขึ้นมา   โดยเจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญด้านการกู้ภัยมาเป็นวิทยากร  มีอาสาฯรุ่นแรกจำนวน ๑๒  คน   ต่อมาได้จัดตั้ง  “เครือข่ายเฝ้าระวังภัยและช่วยเหลือผู้ประสบภัยตำบลกรุงชิง”  เพื่อเป็นหน่วยงานอาสาของภาคประชาชน   หากเกิดภัยพิบัติขึ้นมาอีก   ชาวบ้านก็สามารถเตรียมตัวป้องกันและช่วยเหลือกันเองได้ 

หลังจากนั้นจึงมีการจัดอบรมอาสาสมัครเครือข่ายเฝ้าระวังภัยฯ ขึ้นมาอีกหลายรุ่น  มีการฝึกอบรมการกู้ชีพ  การกู้ภัยต่างๆ  เช่น   การผูกเชือก   โยงเชือกกับต้นไม้หรือเสาไฟฟ้าเพื่อใช้เป็นราวยึดเวลาเดินข้ามน้ำป้องกันไม่ให้ถูกกระแสน้ำพัด  การทำสะพานชั่วคราว   หรือใช้เชือกเพื่อช่วยคนที่กำลังจะจมน้ำ   การปฐมพยาบาลเบื้องต้น   การใช้วิทยุสื่อสารแจ้งเหตุ   การอ่านเครื่องวัดระดับน้ำ   รวมทั้งมีการซ้อมแผนอพยพ   มีการเตรียมอาหารแห้ง  น้ำดื่ม  ยารักษา  สิ่งของที่จำเป็น  และกำหนดสถานที่ให้ชาวบ้านใช้เป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวในตำบลจำนวน ๔ แห่ง  หากเกิดภัยพิบัติขึ้นมา  ใครอยู่ใกล้จุดไหนก็ให้อพยพไปยังศูนย์พักพิงที่กำหนดเอาไว้

ในช่วงต้นเดือนมกราคม  ๒๕๕๕  ได้เกิดภัยพิบัติซ้ำอีกครั้งหนึ่ง    สภาองค์กรชุมชนตำบลกรุงชิงจึงได้ทำโครงการจัดการตนเองด้านภัยพิบัติ จากการสนับสนุนงบประมาณของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) วงเงิน ๒๕๐,๐๐๐ บาท เพื่อพัฒนาศักยภาพแกนนำเครือข่ายเฝ้าระวังภัยและช่วยเหลือผู้ประสบภัยตำบลกรุงชิง   และทำฐานข้อมูลชุมชน  สำรวจพื้นที่เสี่ยงภัยและสภาพลุ่มน้ำ  เพื่อนำข้อมูลมาใช้วางแผนป้องกันภัย  รวมทั้งตั้งกองทุนภัยพิบัติขึ้นมาด้วย

  ปัจจุบันเครือข่ายเฝ้าระวังภัยฯ มีอาสาสมัครทั้งหมด  ๑๗๘ คน   ครอบคลุมทั้ง ๑๑  หมู่บ้าน   และมีวิทยุสื่อสาร (ว.แดง)  จำนวน  ๑๒๓  เครื่อง   มีเจ้าหน้าที่ที่คอยติดตามสถานการณ์และข้อมูลเรื่องลมฟ้าอากาศจากกรมอุตุวิทยา  รวมทั้งเชื่อมโยงกับศูนย์เตือนภัยระดับอำเภอและจังหวัดตลอด ๒๔  ชั่วโมง   หากได้รับแจ้งเตือนจากหน่วยงานเหล่านี้   เครือข่ายเฝ้าระวังภัยฯ จะใช้วิทยุสื่อสารแจ้งไปยังลูกข่ายหรืออาสาสมัครเพื่อให้เตรียมพร้อมทันที 

ขณะเดียวกันเมื่อเกิดฝนตกหนัก  อาสาสมัครที่อยู่ต้นน้ำก็จะแจ้งมายังเครือข่ายฯ  โดยดูจากเครื่องวัดปริมาณน้ำที่ติดตั้งเอาไว้  เมื่อปริมาณน้ำอยู่ในระดับที่อันตรายก็จะแจ้งกลับมายังเครือข่ายฯ เพื่อส่งสัญญาณเตือนภัยให้ชาวบ้านอพยพไปอยู่ยังศูนย์พักพิงจำนวน ๔ แห่งในตำบลซึ่งเป็นบริเวณพื้นที่สูงที่กำหนดเอาไว้แล้ว

การจัดการปัญหาที่ดินและการใช้ประโยชน์จากผังชุมชน

ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินของชาวบ้านในตำบลกรุงชิงเป็นปัญหาที่สะสมมายาวนานหลายสิบปี   เนื่องจากตำบลกรุงชิงมีสภาพเป็นป่าไม้และภูเขาที่อุดมสมบูรณ์   ซึ่งมีการประกาศจัดตั้งอุทยานแห่งชาติเขาหลวงในปี ๒๕๑๗   ครอบคลุมพื้นที่หลายอำเภอ   เช่น  พิปูน  พรหมคีรี  ลาน  สกา  ฉวาง  และนบพิตำ  รวมเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ  ๓๖๕,๒๕๐  ไร่   ส่วนอุทยานแห่งชาติเขานันประกาศเขตอุทยานในปี ๒๕๕๒   ครอบคลุมพื้นที่อำเภอนบพิตำ   สิชล  และท่าศาลา   รวมเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ  ๒๕๖,๑๒๑ ไร่   ขณะที่ข้อมูลของ อบต.กรุงชิงระบุว่า  อบต.มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ  ๒๒๗,๘๐๕ ไร่

การประกาศเขตอุทยานแห่งชาติทำให้ชาวบ้านไม่สามารถนำที่ดินไปขอออกเอกสารสิทธิ์การครอบครองที่ดินได้ ชาวบ้านส่วนใหญ่ยืนยันว่าตนเองอยู่อาศัยและทำกินโดยการปลูกสวนยางและสวนผลไม้  มาก่อนที่ทางราชการจะประกาศเขตอุทยานฯ  ส่วนผลกระทบที่ตามมาก็คือ  ชาวบ้านที่ปลูกสวนยางไม่สามารถขอรับการอุดหนุนจากสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.)  ได้  เพราะไม่มีเอกสารสิทธิ์รับรอง  นอกจากนี้ในช่วงปี ๒๕๕๕-๒๕๕๖  ที่ผ่านมา  อุทยานแห่งชาติเขานันได้ติดประกาศให้ชาวบ้านหลายสิบรายในอำเภอนบพิตำ  รวมทั้งตำบลกรุงชิง  รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและตัดโค่นต้นยางพารา   สวนผลไม้ที่รุกล้ำเขตอุทยานฯ  เนื่องจากกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๔

sutam-280556สุธรรม  รักแก้ว  รองประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลกรุงชิงกล่าวว่า  ที่ผ่านมาชาวสวนยางในตำบลกรุงชิง  รวมทั้งชาวสวนยางในพื้นที่อื่นๆ ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์รับรองการเข้าไปทำประโยชน์ที่ดิน   ต่างก็เสียสิทธิ์ที่จะได้รับการอุดหนุนจากสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.)  ทั้งที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างก็เข้าไปทำกินในที่ดินตั้งแต่สมัยรุ่นปู่  รุ่นพ่อ  แต่อุทยานฯ มาประกาศเขตพื้นที่ในภายหลัง  ซึ่งตามระเบียบของ สกย.จะส่งเสริมให้ชาวสวนยางที่ปลูกต้นยางมานานประมาณ ๓๐ ปี  โค่นต้นยางเดิมลง  เพราะมีน้ำยางน้อย  แล้วให้ปลูกใหม่  โดย สกย.จะอุดหนุนเรื่องปุ๋ย  ค่าแรง  กล้ายาง  คิดเป็นมูลค่าประมาณ ๑๖,๐๐๐ บาทต่อไร่  ต่อ ๖ ปี  แต่หากไม่มีเอกสารสิทธิ์ครอบครองที่ดินก็จะไม่ได้รับการอุดหนุน

 ทวี  ประหยัด  ในฐานะเลขาสภาองค์กรชุมชนตำบลกรุงชิง   กล่าวถึงการแก้ปัญหาที่ดินว่า  ที่ผ่านมาตัวแทนชาวบ้านได้ร่วมกับทางอุทยานฯ สำรวจพื้นที่ตั้งแต่ช่วงปี ๒๕๕๔  แล้ว  โดยสำรวจพื้นที่เป็นรายแปลงเพื่อกันพื้นที่ทำกินของชาวบ้านออกจากเขตอุทยานฯ  ซึ่งจากการสำรวจพบว่าในตำบลกรุงชิงมีชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนประมาณ  ๓,๐๐๐  รายเศษ  และมีประมาณ ๑,๐๐๐ รายอยู่ในเกณฑ์ที่ทางราชสามารถออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินได้  ส่วนอีกประมาณ  ๒,๐๐๐ รายไม่อยู่ในเกณฑ์  เนื่องจากเป็นพื้นที่ลาดชันและเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น ๑ ซึ่งทางราชการสงวนไว้เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธาร  ห้ามไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะพื้นที่ป่าไม้เป็นอย่างอื่นโดยเด็ดขาด

ส่วนแนวทางในการแก้ไขปัญหานั้น  ทวีกล่าวว่า  หากทางราชการไม่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ให้ชาวบ้านได้ก็อาจจะใช้แนวทางของโฉนดชุมชน  คือให้ชาวบ้านมีสิทธิ์ในการอยู่อาศัยและทำกินต่อไปได้   โดยออกเป็นโฉนดชุมชนเพื่อรับรองสิทธิ์ของชาวบ้าน  และใช้เป็นหลักฐานในการขอรับการอุดหนุนจาก สกย.   ส่วนคำสั่งของอุทยานฯ ให้ชาวบ้านรื้อถอนหรือโค่นต้นยางและสวนผลไม้นั้น  ขณะนี้ทางอุทยานฯ ควรจะชะลอเรื่องเอาไว้ก่อน   แล้วใช้วิธีการเจรจาร่วมกันเพื่อหาทางออกที่ดีกว่านี้

นอกจากประเด็นปัญหาเรื่องที่ดินแล้ว  กลุ่มสาสาสมัครตำรวจบ้าน (อส.ตร.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์และสภาองค์กรชุมชนตำบลกรุงชิงยังได้จัดทำโครงการ “ผังชุมชน” ขึ้นมาในช่วงปลายปี ๒๕๕๕  ที่ผ่านมา  โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสภาองค์กรชุมชนจำนวน ๑๕,๐๐๐ บาท  เพื่อนำผังชุมชนมาใช้ประโยชน์ในการจัดทำแผนพัฒนาชุมชน  และใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาชุมชนได้หลายด้าน  เช่น  นำมาใช้กับกองทุนสวัสดิการชุมชน   ทำให้รู้ว่าสมาชิกกองทุนฯ  ตั้งบ้านเรือนอยู่ตรงไหน  แต่ละครอบครัวมีสมาชิกกี่คน   ครอบครัวใดมีเด็ก   มีคนแก่  มีคนป่วย   พื้นที่เสี่ยงภัยอยู่บริเวณใด  หากเกิดภัยพิบัติก็สามารถประสานงานกับเครือข่ายอาสาสมัครเฝ้าระวังภัยฯ ในตำบลเพื่อเข้าไปให้ความช่วยเหลือได้รวดเร็ว  เพราะมีฐานข้อมูลอยู่แล้ว  รวมทั้งใช้ข้อมูลมาใช้ประโยชน์ในการป้องกันอาชญากรรมและปัญหายาเสพติดในพื้นที่ได้ 

  ผังชุมชนจึงเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งจะช่วยให้การจัดการตนเองของผู้นำและประชาชนในตำบลกรุงชิง เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชนตามความต้องการของคนในพื้นที่ต่อไป

                                               

 fd1-280556

 fd1-280556

 fd1-280556

 fd1-280556

 fd1-280556

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter