เมื่อวันที่ ๑๖-๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๖ มีการจัดเวทีพัฒนา(ร่าง)พระราชบัญญัติการบริหารราชการโดยใช้พื้นที่เป็นฐาน : จังหวัดจัดการตนเอง ภาคเหนือตอนบน ที่โรงแรมฮอลิเดย์ การ์เดน จ.เชียงใหม่ โดยขบวนภาคประชาสังคม และมีสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.), คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.), มูลนิธิทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และสำนักงานปฏิรูป (สปร.) เป็นองค์กรร่วมจัด ที่โรงแรมออลิเดย์ การ์เดน จ.เชียงใหม่ มีผู้ร่วมเวทีแลกเปลี่ยนกว่า ๖๐ คน
นายปฏิภาณ จุมผา ผู้จัดการสำนักงานภาคเหนือตอนบน พอช. กล่าวว่า กฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญที่เอื้อให้เกิดการขับเคลื่อนเรื่องจังหวัดจัดการตนเองอย่างเป็นรูปธรรม ใน ๘ จังหวัดภาคเหนือตอนบนมุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชุมชนท้องถิ่น อาทิ การเป็นผู้กำหนดทิศทางและเป้าหมายของอนาคตคนล้านนาโดยมีกลไกในการขับเคลื่อนของจังหวัด ได้แก่ สภาประชาชน นโยบายและยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนจังหวัด การสนับสนุนของรัฐที่เอื้อให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง
ทั้งนี้ได้มีการเปิดเวทีอภิปรายในหัวข้อ “จังหวัดจัดการตนเอง กฎหมายคือคำตอบสุดท้าย” โดยมี นายไพโรจน์ พลเพชร, ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ นางฑิฆัมพร กองสอนเป็นผู้ร่วมอภิปราย และมีนายสวิง ตันอุด เป็นผู้ดำเนินรายการ
นายไพโรจน์ พลเพชร กล่าวว่า รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ได้เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอกฎหมายด้วยตนเอง ซึ่งนับเป็นโอกาสการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ทำให้ภาคประชาชนไม่คิดว่ากฎหมายเป็นเรื่องไกลตัวและเข้าถึงยาก ซึ่งเป็นสืบเนื่องมาจากกระบวนการผลิตกฎหมายของสังคมที่ผูกขาดการออกกฎหมายมาตลอดโดยข้าราชการ ส่วนประชาชนเป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามเท่านั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากประชาชนจะหลีกเลี่ยงการปฏิบัติการตามกฎหมาย ซึ่งแน่นอนว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคือความขัดแย้งเชิงปฏิบัติขณะที่ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมแต่กลับถูกละเลยในการสนับสนุนเรื่องกระบวนการและสาระสำคัญในกฎหมายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังเช่น พระราชบัญญัติป่าชุมชน ที่เป็นกฎหมายของประชาชนฉบับแรก โดยมีประชาชนลงชื่อ ๕๐,๐๐๐ คน แต่ปัจจุบันก็ยังไม่มีความชัดเจนในทางปฏิบัติ
ปัญหาดังที่กล่าวข้างต้นจำเป็นทำให้ต้องเกิดองค์กรอิสระเข้ามามีบทบาทตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ เพื่อช่วยภาคประชาชนด้านกระบวนการของกฎหมาย เช่นเดียวกับคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย(คปก.)เกิดขึ้นภายใต้บทบาท ๒ ประการสำคัญ คือ การสนับสนุนด้านความรู้ความเข้าใจเชิงวิชาการในการผลักดันกฎหมายของภาคประชาชน ซึ่งหมายรวมถึงการผลิตกฎหมายรองรับที่เป็นรูปธรรมภายใต้รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ และ ๒๕๕๐ ที่ภาคประชาชนสามารถออกกฎหมายได้ ดังเช่นกรณีประชาชนเข้าชื่อสนับสนุนให้มีกฎหมายของประชาชน เพื่อนำไปสู่การผลักดันให้เกิดการกระจายอำนาจ และอีกบทบาทหนึ่งคือเป็นผู้กำหนดเนื้อหาสาระและนำเสนอกฎหมาย
ดร.บรรเจิด สิงหะเนติ กรรมการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวว่ากระบวนการปฏิรูปประเทศเป็นมิติสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพราะประชามติของคนในพื้นที่จะเป็นเกณฑ์สำคัญที่ต่อรองกับฝ่ายการเมืองได้ ทุกขั้นตอนของกฎหมายจึงเป็นเรื่องสำคัญ กฎหมายจัดการตนเองต้องเน้นหลักการพื้นฐานที่ทำให้เห็นจังหวัดที่แตกต่างกัน มีความหลายหลาย ดังนั้นแต่ละจังหวัดจึงต้องไปเขียนรายละเอียดเองเพื่อจะได้กำหนดให้สอดคล้องความต้องการกับท้องถิ่น แต่สิ่งที่ตนเห็นว่าสำคัญมีอยู่ ๗ ประเด็น ก็คือ
๑. ที่มาของคณะยกร่างกฎหมาย ควรเป็นสภาที่มาจากการเลือกตั้ง
๒. อำนาจหน้าที่มีความสัมพันธ์ในเชิงพื้นที่ต้องไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
๓. กำหนดรายได้ให้ชัดเจน เพราะการคลังและรายได้จะทำให้ท้องถิ่นบริหารจัดการอยู่ได้ในพื้นที่ กำหนดให้ชัดว่ารายได้ที่ควรอยู่ในพื้นที่เท่าไหร่และรายได้จำนวนเท่าไรที่ส่งให้ส่วนกลาง
๔. การจัดความสัมพันธ์ระหว่างส่วนกลางกับชุมชนท้องถิ่น ที่ข้ามพ้นภาพว่าการจัดการตนเองของท้องถิ่นเป็นภัยคุกคาม
๕. บทบาทของสภาพลเมืองเข้ามาช่วยควบคุมตรวจสอบ ทำให้เกิดการตัดสินใจมันมีส่วนร่วม มาเป็นองค์กรคู่ขนานกับมิติท้องถิ่น
๖. การกำหนดการส่วนร่วมของประชาชน
๗. เกณฑ์หรือตัวชี้วัดความพร้อมต่อการจัดการตนเอง หรือเกณฑ์ประชามติในพื้นที่จังหวัด ที่มาภาคประชาชนเป็นผู้กำหนดในการเคลื่อน อย่างมีน้ำหนักที่สามารถส่งผลให้ฝ่ายการเมืองออกพระราชกฤษฎีกา
นางฑิฆัมพร กองสอน ตัวแทนภาคประชาชนภาคเหนือตอนบนก็ได้กล่าวว่า พรบ.จังหวัดจัดการตนเองจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเคลื่อนงานของภาคประชาชน ๘ จังหวัดภาคเหนือตอนบน เพราะความพร้อมที่เกิดจากกระบวนการเรียนรู้ท่ามกลางการปฏิบัติของขบวนภาคประชาชน ต้องอาศัยเครื่องมือที่สนับสนุนและเอื้อให้สามารถจัดการตนเอง ที่ผ่านมาได้ใช้“พลิกฟื้นวิถีล้านนา สู่การจัดการตั๋วเก่า” เป็นวาระร่วมในกระบวนการเรียนรู้เพื่อเกิดการจัดการตนเองมากกว่าการรอการช่วยเหลือจากส่วนกลาง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วชุมชนท้องถิ่นสามารถจัดการตนเองได้แต่ขาดความเป็นเจ้าของ ทำให้ทิศทางของภาคเหนือมุ่งสู่การทวงคืนอำนาจของภาคประชาชนที่เป็นธรรม
ทิศทางของ พรบ.จังหวัดจัดการตนเองบนฐานการร่วมกำหนดโดยภาคประชาชน ๘ จังหวัดภาคเหนือตอนบนที่ทางคณะทำงาน คปก.จะได้นำไปสู่การพิจารณามี ๓ ประการ คือ
๑. ที่มาของผู้บริหาร (จะเลือกโดยตรง แบบบุคคลหรือแบบคณะ หรือเลือกโดยอ้อม(สภาฯเลือกเอง))
๒. ที่มาของสภาท้องถิ่น (จะเลือกแบบแบ่งเขต หรือ แบบทั้งจังหวัด / ขอบเขตพื้นที่เลือกตั้ง อำนาจหน้าที่ในการดูแลทั้งจังหวัด)
๓. สัดส่วนการจัดการรายได้จากภาษี /การจัดสัดส่วนรายได้จากภาษี (ท้องถิ่น:ส่วนกลาง)
๔. การจัดบทบาทหน่วยส่วนภูมิภาค ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อำเภอ จังหวัด / ตัวแทนส่วนกลางที่มาอยู่ที่จังหวัด
๕. รูปแบบโครงสร้างการบริหารจัดการ
๖. เกณฑ์จังหวัดจัดการตนเอง
ร่าง พรบ.จังหวัดจัดการตนเองร่างแรก กำหนดแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๖ รวมถึงการ่วมวางยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเพื่อผลักดัน พรบ.ฉบับนี้ให้เป็นรูปธรรม และถือเป็นโอกาสสำคัญในการกระตุ้นความต่อเนื่องของชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองอย่างมีกลยุทธ์




