
วันที่ ๒๒-๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา คณะทำงานการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในขบวนองค์กรชุมชน และผู้แทนขบวนองค์กรชุมชน ๑๑ ภาค ร่วมกับ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) จัดเวทีสรุปบทเรียนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในขบวนองค์กรชุมชน ณ ห้องแมกไม้ โรงแรมลองบีช อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี โดยมีเป้าหมายในการสรุปบทเรียนเพื่อนำไปสู่การพัฒนากระบวนการขับเคลื่อนการพัฒนาคนในขบวน กระจายสู่พื้นที่ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
นายสุรินทร์ กิจนิตย์ชีว์ ประธานคณะทำงานร่วม กล่าวว่า การพัฒนาคนเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง จะต้องมีองค์ประกอบ ๒ ประการ ประการแรก ทุกคนสามารถพัฒนาได้ มนุษย์ทุกคนพัฒนาได้ แต่สิ่งที่ทำให้ติดกับและยังพัฒนาไม่ได้นั้นมีอยู่ ๒ อย่าง คือ เป็นน้ำล้นแก้ว และไม่อยากพัฒนาแล้ว และ อยากพัฒนา แต่พื้นที่และโอกาสมีน้อย ซึ่งบางครั้งเครื่องมือหรือวิธีการหรือกิจกรรมที่นำไปพัฒนาไม่สอดคล้องกับจริตของคนในพื้นที่ ตนมองว่ามนุษย์เป็นสัตว์ประเภทหนึ่ง เหมือนกับสัตว์ทั่วไป คือ “กิน ขี้ ปี้ นอน กลัว” แต่สิ่งที่สัตว์ไม่มี คือ “เมล็ดพันธุ์ทางปัญญา” มนุษย์แตกต่างจากสัตว์นั้นมันอยู่ในใจ แต่บังเอิญความมืดบอดไปคลุมอยู่ ถ้ากิจกรรมทั้งหลายไปทำให้สิ่งที่ครอบงำนั้นเปิด แววมันจะฉายออกมา เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงได้เลย ประการที่สอง เราเห็นข้อจำกัดอยู่มากในการพัฒนาคน เช่น ทำแบบแยกส่วน หรืออบรมตามหลักสูตรเพียงอย่างเดียว ซึ่งตนคิดว่าไม่พอ เราต้องทำเชิงระบบ ต้องเข้าสู่ระบบงานและเป็นองค์รวม เน้น กระบวนการเรียนรู้ กล่าวคือ คนสร้างงาน แล้วงานจะสร้างคน พัฒนาปัจเจกสู่การพัฒนาทีมงาน และเคลื่อนตัวอย่างเป็นขบวน รวมทั้งทำให้เป็นกระแส โดยเฉพาะเรื่องชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง แล้วผลักดันสู่นโยบายสาธารณะ โดยมีระบบการติดตามประเมินผล
ด้านนายชาติชาย เหลืองเจริญ ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนตำบลเนินฆ้อ จ.ระยอง กล่าวว่า สิ่งที่พวกเราทำมาหลายสิบปี ล้วนเป็นเรื่องที่สร้างความเปลี่ยนแปลงทั้งนั้น สิ่งที่ขบวนองค์กรชุมชนตำบลเนินฆ้อขับเคลื่อนและพัฒนาคนในขบวนตนนั้น ใช้หลักค่อยๆ เปลี่ยนวิธีคิด เริ่มตั้งแต่การสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคประชาชนด้วยกัน โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่า “การสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้ด้วยมือเรา” และต้องทำอย่างต่อเนื่องและหนักแน่น ขับเคลื่อนอย่างเป็นขบวน ไม่ใช่ตัวบุคคล และที่สำคัญคือมีระบบเศรษฐกิจรองรับ และใช้กลุ่มกิจกรรมเพื่อพัฒนาขบวนองค์กรชุมชน เช่น ออกแบบให้ทุกกลุ่มกิจกรรมมีเงินกองทุนของตนเอง และมีกองทุนกลางใหญ่อยู่ ๑ กองทุน เอาไว้ขับเคลื่อนงาน แม้เวลาจะผ่านไป ๑๐ ปี กองทุนต่างๆ ของเราก็จะโตขึ้นเรื่อยๆ จนก่อเป็นขบวนองค์กรชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ “ทำอย่างไรก็ได้ให้ชีวิตเราดี” แม้ไม่มีหน่วยงานมาสนับสนุน เราสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง ภายใต้ฐานคิดการฟื้นฟู คน ดิน น้ำ ป่า
“การพัฒนาศักยภาพขบวนองค์กรชุมชนในขบวน ไม่มีรูปแบบตายตัว เราจะสะสมไปเรื่อยๆ ที่เราเรียกว่า “การเรียนรู้” แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องตั้งคำถามและตอบให้ได้ว่า “เราทำไปทำไม ที่เราทำคือเราอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สังคมนั้นอยู่เย็นเป็นสุข” เราต้องเคลื่อนอย่างเป็นขบวน มีหุ้นส่วนที่จะนำไปสู่เป้าหมาย จึงจะเกิดพลังสู่การเปลี่ยนแปลง และเปลี่ยนแปลงเชิงรุกได้ หากเราตอบตนเอง ตอบครอบครัว ตอบเพื่อน ตอบภาคีได้ มันจะบรรลุ”
นายสิน สื่อสวน รองผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า การพัฒนาคนในขบวนนับว่าประสบความสำเร็จไประดับหนึ่ง เราพัฒนาคนในขบวนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง เคลื่อนไปสู่พลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลง เกิดความสมดุล คือ พัฒนาคน พัฒนาขบวน และพัฒนาไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยดูจากสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป อาทิ ๑.) ความคิด จิตสำนึก อุดมการณ์ ๒.) ความสามารถ ๓.) ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นไหม และ พอช. เองถูกออกแบบเพื่อเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน ซึ่งกระบวนการพัฒนาคน นอกจากจะสนับสนุนงบประมาณ และเจ้าหน้าที่ ถ้าเราเปรียบเหมือนการสร้างบ้าน พอช. เป็นแค่นั่งร้าน เรามีตำบลอยู่มากมาย มีขบวนชุมชนอยู่หลายหมื่น ให้ พอช. นั่งร้านบ้านนี้เสร็จ ก็ย้ายไปนั่งร้านบ้านอื่น แล้วเจ้าของบ้านก็ตกแต่งบ้านตัวเองที่สวยงาม
“การพัฒนาเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการพัฒนาทั้งหลาย โดยเฉพาะการพัฒนาความคิด การพัฒนาอุดมการณ์ ความรู้เป็นสิ่งจำเป็นแต่มันเป็นเรื่องที่ตามมา ซึ่งชุมชนเองก็ต้องมีระบบการรายงานอย่างเป็นระบบ มีข้อมูล เพื่อสรุปและติดตามประเมินผลการพัฒนาขบวน” นายสิน กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งนี้ในที่ประชุมมีการรายงานและสรุปผลการดำเนินงานจากขบวนองค์กรชุมชน ๑๑ ภาค ปี ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา พอช. ได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนงานพัฒนาคนในขบวนระดับภาคๆ ละ ๓.๖ แสนบาท โดยมีคณะทำงานฯ เป็นตัวแทนในระดับภาค ร่วมออกแบบกับขบวนองค์กรชุมชนในพื้นที่ ขับเคลื่อนการพัฒนาตามบริบทของพื้นที่ จนเกิดความหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผู้นำยุทธศาสตร์ และกองเลขาในระดับภาค ทั้งเรื่องเทคนิค ทักษะ แนวคิด อุดมการณ์ อันนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงจากฐานราก ภายใต้ยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง อาทิ ภาคกรุงเทพ และปริมณฑล มีการพัฒนา“วิทยากรแม่ไก่” เพื่อให้ขบวนชุมชนเป็นวิทยากรเองได้ สำหรับภาคเหนือตอนล่าง ใช้ประเด็นสถานการณ์ที่มีอยู่ในพื้นที่ นำมาสู่การออกแบบ และวางแผนไปสู่การพัฒนาคนในขบวนร่วมกับการปฏิบัติจริง โดยการสนับสนุนจาก คณะทำงาน/นักวิชาการ/กองเลขาฯ ซึ่งการจัดเวทีใน ๔ ตำบล ๔ ประเด็น คือ (๑) เหมืองทอง ต.บ้านม่วง จ.พิจิตร (๒) ผลกระทบการค้าชายแดนภูดู่ อ.บ้านโคก (๓) ประเด็นพลังงาน จ.สุโขทัย และ (๔) ปัญหาพืชผลทางการเกษตร จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งแต่ละเวทีจะต้องมีการทำเวทีระดับตำบล และหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบ โดยกระบวนการสำรวจและรวบรวมข้อมูลแล้วสังเคราะห์ข้อมูล และจัดเวทีย่อยใน ระดับหมู่บ้าน กระทั่งนำมาสู่กระบวนการเสนอข้อมูลต่อองค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นการพัฒนาจากฐานราก ที่เป็นรูปธรรม เป็นต้น
จากการสรุปบทเรียนดังกล่าว จึงมีแนวทางในการเคลื่อนงานพัฒนาคนในขบวนต่อ คือ การกระจายการบริหารจัดการลงสู่ภาค โดยเน้นการวางยุทธศาสตร์ระดับพื้นที่จังหวัด เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอำนาจ โดยมีการวางแผนพัฒนา รวมทั้งผลักดันให้มีการเชื่อมโยงจากจังหวัดสู่ระดับภาคและชาติต่อไป และในวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๗ คณะทำงานและผู้แทนขบวนองค์กรชุมชน ร่วม ๖๐ คน เดินทางลงพื้นที่เพื่อศึกษาดูงาน พร้อมทั้งศึกษาวิถีชีวิตวัฒนธรรมไทยทรงดำ ณ สถาบันการเงินชุมชนตำบลหนองปรง จังหวัดเพชรบุรี โดยได้รับเกียรติจาก นายวิสาห์ พูลศิริรัตน์ นายอำเภอเขาย้อยกล่าวต้อนรับ




