
27 มิ.ย. 2556 เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนติดตามนโยบายการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน จัดสัมมนาวิชาการการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน ของรัฐบาล เรื่องใหญ่ที่ต้อง “รู้” เรื่องร้อนที่ต้อง “คิด” ออกแถลงการณ์ “ทบทวนนโยบายการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน ก่อนสร้างความหายนะกับบ้านเมือง” ที่ ห้องประชุม ดร.สมศักดิ์และคุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกลู ชั้น 2 อาคารสยามบรมราชกุมารี นิด้า
จากสถานการณ์การเกิดเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติ “มหาอุทกภัย” ครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ในปี 2554 ส่งผลกระทบทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนรัฐบาลได้วางแผนพัฒนาโครงการพื้นฐานและการพัฒนาแหล่งน้ำ ด้วยการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 เพื่อกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท เมื่อเดือนมกราคม 2555 โดยให้เหตุผลในการอ้างความเร่งด่วนจากวิกฤตน้ำท่วม
แต่หลังจากพระราชกำหนดกู้เงิน 3.5แสนล้าน มีผลบังคับใช้มานานกว่า 1 ปี กลับพบว่ามีการเบิกจ่ายเงินกู้ก้อนนี้เพียงแค่ 5,900 ล้านบาทเท่านั้น ในขณะที่ตามเงื่อนไขของพระราชกำหนดดังกล่าวจะต้องเซ็นสัญญาเงินกู้ทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนมิถุนายน 2556 คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย(กบอ.) จึงได้คัดเลือกบริษัทต่างๆ ที่เสนอโครงการฯ เข้าประมูลงานให้เสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2556 ก่อนที่ พ.ร.ก. ดังกล่าวจะหมดอายุลงจึงถูกจับตาและวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากนักวิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และพรรคฝ่ายค้านว่า “ไม่จำเป็นเร่งด่วน”“ไม่โปร่งใส” “ไม่เหมาะสม” และ“ขาดการมีส่วนร่วม”และโครงการมาถึงปัจจุบัน ไม่น่าจะเร่งด่วนอีกต่อไป เห็นควรให้ใช้งบปกติ เพื่อที่สภาและประชาชนตรวจสอบได้

นางปฐมมล กัณหา ตัวแทนเครือข่ายฯอ่านแถลงการณ์โดยระบุว่า เพื่อติดตามตรวจสอบนโยบายรัฐในการพัฒนาโครงการพื้นฐานและการพัฒนาแหล่งน้ำ ที่ก่อผลกระทบต่อชุมชน ผลกระทบสิ่งแวดลอ้ม และความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะพื้นที่ชลประทานถ้ามีการผันน้ำ หรือเป็นพื้นที่รับน้ำในอนาคต อีกทั้งเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการติดตามผลกระทบที่เกิดจากนโยบายรัฐ

เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนติดตามนโยบายการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน เห็นถึงความสำคัญของปัญหาซึ่งเป็นวาระเร่งด่วนในการติดตามและตรวจสอบนโยบายรัฐกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานฯ ที่จะก่อให้เกิดผลกระทบกับชุมชนท้องถิ่นความมั่นคงทางอาหาร และระบบนิเวศของประเทศไทยในอนาคต จึงมีข้อเสนอดังนี้
1) ให้รัฐบาลและกบอ. ทบทวนยุทธศาสตร์นโยบายการบริหารจัดการน้ำ ให้สอดคล้องกับระบบภูมินิเวศทางสิ่งแวดล้อม และสังคม
2) รัฐบาลต้องปฏิบัติตามกฏหมาย ในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการประเมินผลกระทบทางสังคมโดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ
3) ให้รัฐบาลระงับการเซ็นสัญญากับบริษัทที่ยื่นมาก่อนหน้านี้ ซึ่งไม่เป็นไปตามเจตนาของการแข่งขันการประมูล ที่ยังไม่มีราคากลางในระหว่างที่มีการคัดเลือกบริษัทเหล่านั้น
4) รัฐบาลต้องจัดให้มีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการบริหารจัดการน้ำ3.5 แสนล้าน โดยเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามีส่วนในการวางแผน ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ และร่วมรับผิดชอบร่วมกัน เป็นไปตามหลักกฎหมายและรัฐธรรมนูญกำหนด
และเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน จะรวมกันเพื่อติดตามการดำเนินการของรับบาลและคณะกรรมการบริหารจัดากรน้ำแบะอุทกภัย (กบอ.)ในการดำเนินการให้เป็นไปตามข้อเรียกร้องดังกล่าว เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้เครือข่ายองค์กรภาคประชาชน ติดตามนโยบายการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน ประกอบด้วยเครือข่ายภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบ องค์กรพัฒนาเอกชน สภาองค์กรชุมชน และนักวิชาการดังนี้
1) คณะทำงานประชาสังคม
2) คณะประสานงานองค์กรชุมชน (คปอ.)
3) คณะกรรมการดำเนินงานสภาองค์กรชุมชน
4) ศูนยศึกษาสันติภาพและความขัดแย้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
5) มูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย)
6) สำนักงานปฏิรูป (สปร.)
7) มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
8) เครือข่ายวาระเปลี่ยนตะวันออก
9) เครือข่ายภาคประชาชนติดตามเงินกู้ 2.2 ล้านล้าน
10) เครือข่ายประมงเรือเล็กภาคตะวันออก
11) ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
12) เครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดระยอง
13) เครือข่ายอนุรักษ์วิถีเกษตรกรรม
14) เครือข่ายลุ่มน้ำภาคเหนือ




