เมื่อวันที่ 4-5 กรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) นักกฎหมายจากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม นักวิชาการผังเมือง สถาปนิกชุมชนจากเครือข่ายวางแผนและผังเมืองเพื่อสังคม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และเครือข่ายชุมชนในภาคกลาง จัดประชุมหารือเพื่อออกแบบการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายสร้างสุขภาวะภาคกลาง ในหัวข้อ “พลังชุมชน...กำหนดอนาคตตนเอง” ณ โรงแรมซันธารา รีสอร์ท แอน โฮเต็ล อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อวางแผนการทำงานร่วมกัน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้การสร้างพลังชุมชนด้วยการเชื่อมโยงผังชุมชน ผังตำบล ผังเมือง สู่การออกแบบการเรียนรู้เพื่อกำหนดอนาคตที่ยั่งยืน โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 50 คน
กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร รองเลขาธิการ สช. กล่าววัตถุประสงค์
ของการประชุมหารือในครั้งนี้ว่า วันนี้ทาง สช.ร่วมกับภาคี มาร่วมกันสร้างชุดความรู้ จากประสบการณ์ที่มาจากภาคีเครือข่ายในการทำงานเรื่องผังชุมชน ผังตำบล ผังเมือง เพื่อการขยายผลสู่จังหวัดอื่นๆ สร้างการเรียนรู้ของชุมชนทั่วประเทศในอนาคต ที่เป็นชุดความรู้ใหม่ในการขยายผล ซึ่งเวทีนี้เป็นนับจุดเริ่มเรียนการจัดการตนเอง การจัดทำผังในระดับต่างๆ ส่งต่อถ่ายทอดความรู้ที่มีพัฒนาเป็นความรู้ใหม่ โดยใช้กระบวนการแลกเปลี่ยน
การทำผังเป็นศาสตร์สำคัญ ที่เข้าใจยาก เข้าถึงยาก และมีความจำเพาะ คนส่วนใหญ่ถ้าไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงเรื่องผังสำหรับเขาจะไม่มีความสำคัญ ทำให้ความเข้าใจในเรื่องนี้ยังน้อย ผังตำบลเชื่อมกับผังเมือง ผังจังหวัด ผังประเทศอย่างไร ที่ในท้ายสุดพัฒนาเป็นนโยบายสาธารณะได้อย่างไร นโยบายจะเกิดเกิดจากจุดนี้ พัฒนาสู่นโยบายสาธารณะ ค้นหาคุณค่า เชื่อมต่อจากจุดเล็กๆ ตำบล จังหวัด สู่ภูมินิเวศ พัฒนาเป็นธรรมนูญสุขภาพ หรือธรรมนูญตำบล ที่เป็นการสร้างข้อตกลงร่วมของคนในพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาต่อไป อ.กรรณิการ์ กล่าว
เรียนรู้ผังเมือง สร้างวัคซีนให้ตัวเราเปลี่ยนพลังเดี่ยวเป็นพลังร่วม กำหนดผังสู่นโยบายสาธารณะ
ภารนี สวัสดิรักษ์ นักวิชาการผังเมืองอิสระ ประมวลประสบการณ์การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่เห็นว่า พลังจากการมองเห็นการเปลี่ยนแปลง จากสิ่งที่เราอยากทำ จากสิ่งที่เรากำลังเผชิญหน้า หากเรามาร่วมวิเคราะห์เครือข่ายเพื่อสร้างให้เกิดพลัง แล้วเคลื่อนหาเพื่อนที่เป็นพลังเดี่ยวให้เกิดหลากหลาย เราอาจใช้เครื่องมือ การจัดการข้อมูล การจัดเวที การสร้างการมีส่วนร่วม การใช้สื่อ หรือแม้กระทั่งผังเมือง เป็นเครื่องมือที่อยากใช้ อยากทำแต่มีปัญหาเรื่องการบังคับใช้ การประกาศใช้ การขาดข้อมูลข่าวสารและความเข้าใจผังเมืองอยู่
ผังเมืองเป็นเครื่องมือกำหนดอนาคตได้ ใน 26 จังหวัดภาคกลาง มีผังเมืองแล้วไม่กี่จังหวัด และเป็นผังหลายแบบ แต่ละแบบมีขั้นตอนไม่เท่ากัน จะยื่นหนังสือทำอย่างไรให้สิ่งที่เราคิดเข้าไปในผังได้ ทั้งเรื่องความเข้าใจผัง ผังที่อยากทำ อนาคตของชุมชนเกี่ยวโยงกับประเทศเกี่ยวโยงกับโลก มองความเชื่อมโยงอย่างไร อนาคตจะสำเร็จชุมชนต้องทำความเข้าใจ ผังเกี่ยวกับอนาคตชุมชนอย่างไร สีบ่งบอกอย่างไร ประเทศ ภาค เกี่ยวข้องอย่างไรกับชุมชน แต่ละขั้นตอนเราจะเตรียมข้อมูลอะไรให้หน่วยงาน ชุมชนนอกเขตผังในเขตผัง แต่ละขั้นตอนกำหนดสี เราให้ความเห็นอย่างไร สีใครกำหนด กำหนดจากอะไร พื้นฐานขั้นต้นที่ชุมชนต้องมีในเรื่องอะไรบ้าง หากเราขอแก้ผังแก้อย่างไร คำถามเหล่านี้เราจะทำให้ชุมชนเครือข่ายมีความชัดเจนอย่างไรเป็นเรื่องที่ต้องร่วมกันคิดต่อ
อ.ภารนี กล่าวต่อว่า รู้เขารู้เรา รู้ข้อมูล นำไปสู่ฐานคิดกำหนดอนาคต เรียนรู้ปฏิบัติการจากการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงข้อมูล บนฐานข้อมูลชาวบ้าน จากนั้นมาประเมิน กำหนดอนาคต วิธีการกำหนดอนาคต แบบหนึ่งอาจเป็น อนาคตที่เราอยากเห็น หรืออนาคตที่อยากเห็นแต่มีเงื่อนไข ปัจจุบันมีการกำหนดอนาคตด้วยใบสั่ง เราจะสร้างทางเลือก การประเมินผลผัง จะนำผังไปใช้ประโยชน์ ผังเมืองกับชุมชน ภาค ระบบนิเวศ ประเทศ การใช้ประโยชน์ป้องกันผลกระทบ หลายเรื่องเกี่ยวข้องกับกฏหมาย อย่างนิคมถูกทำคลอดด้วยกฏหมายสิ่งแวดล้อม อยากแก้ผัง เชียร์ ค้านผังทำอย่างไร การต่อสู้ทั้งหมดที่กล่าวมาเราต้องใช้ข้อมูลในการต่อสู้ทั้งนั้น
อย่างไรก็ตามจากการพูดคุย สถานการณ์ด้านผังเมืองวันนี้ จัดกลุ่มแบ่งได้ 4 ประเภท 1) มีนโยบาย/โครงการ ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 2) กำลังมีการทำผังเมืองแต่มีปัญหา 3) มีผังเมืองแล้ว จะนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร 4) ไม่มีความรู้ผังเมือง แต่ผังเมืองและนโยบายโครงการกำลังจะมา และการกำหนดภาพอนาคตที่ชัดเจน ผังเมืองเป็นเรื่องผลประโยชน์ที่มาจากข้างบน เรายื้อ รื้อ แก้ สร้างวัคซีนให้ตัวเราเอง อาจสร้างมาตรการพื้นที่สีเขียว เราต้องสร้างพลังเดี่ยวเป็นพลังร่วม สู่การผลักดันนโยบาย วันนี้เปรียบเรากำลังตัดเสื้อ เรากำลังสร้างรูปแบบ หรือ Pattern ชุมชนต้องมีทางเลือก มีส่วนในกำหนดอนาคตตนเองต่อไป
วิรัช เตรียมพงศ์พันธ์ ที่ปรึกษาโครงการบ้านมั่นคง พอช. กล่าวให้ความเห็นว่า ยุทธศาสตร์การดำเนินงานพัฒนา ที่มีความแตกต่างวิธีการ กลุ่มเป้าหมาย แต่เป้าหมายเดียวกันคือชุมชนสามารถจัดการตนเองได้ โดยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เครื่องมือการกำหนดผังเป็นเงื่อนไขในการกำหนดชีวิตตนเองได้ในทุกระดับ เครื่องมือผังตำบล พอช.เริ่มใช้เพื่อการแก้ปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย เพราะตราบใดที่ชาวบ้านยังไม่มีกรรมสิทธ์ในที่ดิน นับเป็นเรื่องยากที่ชีวิตจะมีความมั่นคง
จากประสบการณ์ในระหว่างการดำเนินงาน ทำให้เห็นโอกาสแก้ปัญหา เครื่องมือผังชุมชน ผังตำบล ผังเมือง จะทำให้เห็นภาพรวมในการแก้ปัญหา เป็นเครื่องมือที่ให้ชาวบ้านเกิดการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ สังเคราะห์ เพื่อกำหนดแนวทาง วิธีการทำงาน วิธีการแก้ไขปัญหา การจัดการทรัพยากร แก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ผังยังเป็นตัวช่วยให้ชาวบ้านมองเห็นพื้นที่ มองเห็นข้อมูล ปัญหาต่างๆ ในเชิงกายภาพ 3 มิติ นำไปสู่การแก้ปัญหาได้จริง อ.วิรัช กล่าว
ความเห็นของ อ.วิรัช มองว่าพื้นที่ในการขับเคลื่อน พื้นที่ปฏิบัติการที่น่าจะเหมาะสมคือ พื้นที่ระดับตำบล เพราะถ้าเป็นชุมชนก็ขนาดเล็กไป อำเภอก็มีประชากร 7-8 หมื่นคน ยิ่งในระดับจังหวัดก็มีขนาดใหญ่เกินไป ในระดับตำบลจึงเป็นพื้นที่เหมาะสม สามารถเชื่อมโยงกับท้องถิ่นผลักดันให้ออกเทศบัญญัติได้ และขยายสู่ระดับอื่นๆ สู่จังหวัดจัดการตนเองต่อไป
ส่วนการทำงานของ สช.ที่ทำงานผ่านเครือข่าย ประเด็นโดยส่วนใหญ่จะเป็นประเด็นผลกระทบที่เกิดจากนโยบายการพัฒนา ความขัดแย้งระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตร การขยายตัวของการพัฒนาที่ริดรอนสิทธิ เครื่องมือผังเมืองอย่างมีส่วนร่วม ความรู้สู่การปฏิบัติต้องอาศัยการเชื่อมโยง ขยายความรู้สู่ผู้มีส่วนได้เสีย เป็นยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน นี่คือกระบวนการเปลี่ยน
อ.วิรัช กล่าวทิ้งท้ายว่า เสียงของความต้องการ ความกระตือรือร้น สอดคล้องกับสิ่งที่มีในปัจจุบัน ที่ผ่านมายังไม่ยั่งยืน มีทั้งแพ้ ชนะ ระหว่างการต่อสู้ ความต้องการที่ครอบคลุมจากตำบลสู่ภาค ภูมิเวศ พลิกจากรับให้เป็นรุก การรวมกลุ่มแก้ปัญหา กลุ่มจังหวัด มีตัวแทนฝ่ายต่างๆ การต่อสู้โดยไม่ขยายฐานความรู้ลงข้างล่างนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และสิ่งที่เรากำลังเริ่มต้นในการค้นหาสถานภาพ และความรู้ ประสบการณ์เรื่อง “ผัง” จากภาคีเครือข่าย เป็นเรื่องที่เราต้องร่วมกันคิดต่อข้างหน้า
สถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มอนาคต
ทั้งนี้ที่ประชุมได้แบ่งกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์ และแนวโน้มอนาคต ภาพอนาคตที่อยากเห็น รวมถึงปัจจัยที่สนับสนุนและเป็นอุปสรรค สมารถประมวลสรุปสถานการณ์ได้ดังนี้ สถานการณ์ปัจจุบันวิถีชีวิตของผู้คนยังสัมพันธ์กับฐานทรัพยากรเป็นหลัก สะท้อนได้จากอาชีพที่พึ่งพาทรัพยากร ในบางพื้นที่กลุ่มภาคประชาชนค่อนข้างมีความเข้มแข็ง มีกระบวนการต่อสู้หลากหลาย ทรัพยากรเริ่มถูกบุกรุก เช่นที่ดินมีการรุกพื้นที่เกษตรในพื้นที่ป่า เกิดมลภาวะ เกิดปัญหาขยะ เกิดการเปลี่ยนแปลงฐานทรัพยากร การจัดการน้ำจัดการไม่ดีพอ ความหลากหลายน้อยลง คนแย่งอาชีพกันมากขึ้น สถานการณ์เศรษฐกิจเริ่มตกต่ำ การขยายตัวของเมือง การท่องเที่ยว เปลี่ยนจากสังคมชนบทเป็นเมือง จากเมืองเป็นอุตสาหกรรม สังคมผู้สูงอายุสูงขึ้น คนเป็นปัจเจกมากขึ้น คิดเฉพาะเรื่องตัวเองสูงขึ้น ที่ดินเปลี่ยนมือ มีเก็งกำไร การใช้ประโยชน์ที่ดินเปลี่ยน อุตสาหกรรมหนักเริ่มเข้ามามากขึ้น
ภาพอนาคตเป้าหมายที่อยากเห็นอีก 20 ปี
สังคมอยู่เย็นเป็นสุข ก้าวพ้นการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ก่อผลกระทบ มีการส่งเสริมภาคเกษตรที่สอดคล้องกับวิถีระบบนิเวศ โดยยึดสิทธิชุมชนเป็นสำคัญ เน้นการพัฒนาคนมากกว่าโครงสร้าง แผนการพัฒนาในทุกระดับภาคประชาชนควรมีส่วนร่วม มีการค้นหาความรู้พัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น สร้างคนให้มีสำนึกพลเมือง เปลี่ยนการกำหนดผังจากข้างบนลงสู่ข้างล่างอย่างที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม
ปัจจัยที่สนับสนุนให้ไปสู่เป้าหมาย
การตื่นรู้ ความเข้มแข็งของพลเมือง ข้อมูลความรู้ชุมชนต้องศึกษา เพื่อการสร้างอำนาจต่อรองในพื้นที่ เกิดสถาบันเครือข่ายภาคประชาชน การกำหนดความเข้มแข็งชุมชนให้สอดคล้องกับวิถีและความต้องการ มีการก่อการรวมกลุ่มลงมือปฏิบัติการ สร้างการมีส่วนร่วม การตัดสินใจต้องอยู่กับชุมชน รวมถึงเพิ่มช่องทางการสื่อสารในชุมชน ใหช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการท้องถิ่น


ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคไม่ไปสู่เป้าหมาย
ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคที่สร้างความอ่อนแอให้กับภาคประชาชนคือ กลไกรัฐ สื่อ คนขาดจิตสำนึก ปกป้องตัวเองปกป้องทรัพยากร อีกทั้งยังมีกฏหมายไม่เป็นธรรม ความไม่วางใจระหว่างรัฐกับชุมชน อิทธิพลทางการเมือง ค่านิยมบริโภคเปลี่ยน เด็กรุ่นใหม่ไม่รู้เท่าทัน มีการจัดการแบบแยกส่วน สิทธิการจัดการทรัพยากรอยู่กับรัฐ รัฐไม่ให้ข้อมูลที่เป็นจริงต่อชุมชน ผู้นำชุมชนเป็นนายหน้าค้าที่ดิน มีการละเมิด ไม่เอาพื้นที่ตั้งเอานโยบายเป็นสำคัญ
คุณค่า และความสำคัญของพลังชุมชน
จากการพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงคุณค่าและความสำคัญของพลังชุมชน ที่ประชุมได้มองถึงการสร้างความเป็นเจ้าของ การเข้าถึงความจริง สร้างความยุติธรรมโดยเป็นผู้กำหนดนโยบาย คนที่เดือดร้อนต้องลุกขึ้น ความสำเร็จคือการที่ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเอง สร้างคุณค่าตัวเอง คือการมีส่วนร่วมในชุมชน ทุกข์ร่วมก่อพลัง ผู้ร่วมชะตากรรม เห็นคุณค่าตนเอง ก่อพลังจากภายในจากฐานของวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น
เครื่องมือที่ใช้ และกระบวนการทำงาน
การแลกเปลี่ยนทำให้เห็นเครื่องมือที่ภาคีเครือข่ายใช้อยู่มีความหลากหลาย ทั้งจากการรู้ตนเอง ถอดบทเรียนจากเจ้าของปัญหา ชี้สถานการณ์ในอนาคต เพื่อสร้างต้นทุนนโยบายให้ท้องที่รับรู้ ใช้พลังเครือข่ายปลุกคนในพื้นที่ ปลุกความต้องการทำการจัดการตนเอง สร้างเวทีใช้เทคโนโลยี เรียนรู้โปรแกรม ผังเมือง ผังตำบล ผังชุมชน ตอบโจทย์เรื่องผังเมือง สร้างความเข้าใจ สร้างความตื่นรู้ เพื่อให้รัฐรับรู้ ยอมรับ บางพื้นที่มีการใช้การท่องเที่ยวเพื่อสร้างให้เห็นคุณค่า ใช้ธรรมนูญชุมชน หรือการใช้ประโยชน์น้ำ ดิน การผลักเทศบัญญัติ หรือการใช้อำนาจศาลปกครอง หรือการรวมกลุ่มอาชีพ เครื่องมือ 4 รู้ งานวิจัยชุมชน ธรรมนูญสุขภาพ
การพูดคุยเริ่มจากเล็ก ขยายกลุ่ม การศึกษาข้อมูล การต่อรอง เอาทุกข์ไปบอกคนอื่น สร้างเครือข่าย ทำข้อมูลหลากหลายมิติ สร้างกติการ่วมในชุมชน อย่างป่าชุมชน หรือผังชุมชน หลายอย่างต่อยอดจากจุดเล็กๆ
กระตุ้นความถนัดจากปัญหา การจัดการข้อมูลกายภาพ ชีวภาพ เวทีการมีส่วนร่วม กระบวนการต่างๆ ข้อมูลในพื้นที่ ปัญหาใกล้ตัวเข้ามาจัดการอย่างไร? ทำความเข้าใจ จัดเวทีการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การรวมกลุ่มของผู้เดือดร้อน นักพัฒนาเป็นผู้ก่อการเวทีพื้นที่ สู่เวทีจังหวัด ให้ข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลผังเมือง ตำบลทำผัง ใช้สื่อ ใช้มวลชน ใช้เวทีปรึกษาหารือ สร้างความร่วมมือท้องถิ่นท้องที่ ต้องมีตัวแทนหน่วยงาน ตัวแทนผู้เดือดร้อนเข้าร่วม
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
เรื่องผังเมืองปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมครบทุกพื้นที่ อีกทั้งยังขาดองค์ความรู้ คนยิ่งทำยิ่งน้อย ต้องขยายเครือข่าย นโยบายบางมีบางแห่งไม่มี ปัญหาผังเมืองเป็นเรื่องที่คุยฉพาะในกลุ่มผู้รู้ หากภาคประชาชนจะให้ความสำคัญกับเรื่องผังเมือง เป้าหมายต้องชัดเจนแล้วเดินหน้าพุ่งชน ร่วมมือกันคิดวิเคาระห์ ลงมือทำ ากข้อมูลสู่การกำหนดเป็นนโยบาย
แผนการทำงาน
ในระยะเร่งด่วน ระยะกลาง ระยะยาว เราต้องเรียนรู้การ “ยื้อรื้อถอดแก้” ผังเมืองของภาครัฐ ว่าส่งผลอย่างไรต่อชุมชน เพื่อปฏิรูปกระบวนการทำผังเมืองประเทศไทย เปลี่ยนกฏหมายผังเมือง โดยเฉพาะผู้มีส่วนได้เสียให้มีส่วนร่วมอย่างสำคัญ รวมถึงกระบวนการยุติธรรมชุมชนในกรณีที่เกิดจากผังเมือง ผังเมืองที่ต้องรู้ น่าจะทำเอกสารสื่อสาร มีการออกมาเคลื่อนไหวติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง อาจเริ่มจาก 4 ระดับ เรื่องร่วมทำก่อน การใช้สิทธิรื้อแก้อย่างไร การเคลื่อนไปสู่อนาคต ป้องกันผลกระทบ ยื้อรื้อแก้เราจะทำอย่างไร ต้องมีการพัฒนาพูดคุยอย่างต่อเนื่องต่อไป
ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมประชุมได้ร่วมกันมองภาพ ต้นไม้แห่งความหวัง หรือภาพที่อยากเห็นในอนาคต โดยสรุปภาคประชาชนควรมีกัลยาณมิตร มีเครือข่ายที่ขยายกว้างขึ้น ชุมชนสามารถกำหนดการดูแลสุขภาพได้เอง มีแผนชุมชน สังคมมีความสุข มีการเอื้อเฟื้อแบ่งปัน มีการจัดโซนอุตสาหกรรมแยกออกจากภาคเกษตรให้ชัดเจน สังคมภาคเกษตรกรรมมีความยั่งยืน ปกป้องพื้นที่ผลิตอาหาร หยุดการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ก่อผลกระทบที่ขาดการมีส่วนร่วม มีส่วนกำหนดอนาคตการพัฒนา สร้างเครือข่ายผังเมือง เป็นเครื่องมือทำงานปฏิบัติการในพื้นที่ เรียนรู้ กำหนดแผน เห็นคน กำหนดอนาคต เป็นกระบวนพัฒนาสู่ชุมชนท้องถินจัดการตนเองต่อไป




