playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

nt1-290756เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดนครปฐม ร่วมกับ หน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐม และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน จัดงานสมัชชาองค์กรชุมชน คนนครปฐม ขึ้น เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนขบวนชุมชนในจังหวัดนครปฐม มีผู้เข้าร่วมกว่า ๒๐๐ คน ณ อาคารกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐม อ.เมือง จ.นครโดยมีนายวันชาติ  วงษ์ชัยชนะ   ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานกล่าวเปิดงาน

                โดยผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐมได้มอบนโยบายในการพัฒนาของจังหวัดนครปฐม  ว่าสิ่งที่อยากจะฝากในการทำงานพัฒนาชุมชนและสังคมมีสามเรื่อง คือ (๑.) การหลุดพ้นจากความยากจน กล่าวคือ มีการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น (๒.) การมีสุขภาพอนามัย ที่ดีและแข็งแรง ทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะ และ (๓.) การพัฒนาอาชีพ อยากให้ส่งเสริมให้มีการปรับเปลี่ยนวิถีการผลิต เช่น การปรับเปลี่ยนอาชีพตามความเหมาะสมของพื้นที่ 

              ทั้งนี้ ในงานมีการแสดงนิทรรศการงานพัฒนาของขบวนองค์กรชุมชนในจ.นครปฐม

 การเสวนา “ สานพลังองค์กรชุมชน สู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง” โดยผู้แทนชุมชนและหน่วยงานดังนี้

การขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการชุมชนสู่ความยั่งยืน

          นายแก้ว  สังข์ชู ผู้แทนคณะทำงานสนับสนุนสวัสดิการชุมชน กล่าวว่า กองทุนสวัสดิการองค์ประกอบสำคัญสามประการคือ ประการแรก เป็นกองทุนที่สามารถพึ่งตนเองให้ได้ ท้งความรู้ คน การจัดการ  สามารถรายงานผลการดำเนินงานของกองทุนสวัสดิการชุมชนทุกๆ ๓-๔ เดือน ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับรู้และทั้งคนในตำบล ประการที่สอง มีความเข้าใจตนเอง และเปิดโอกาสให้กับทุกคนสามารถเข้าถึงกองทุนสวัสดิการได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้พิการ ผู้มีรายได้น้อย เป็นต้น เป็นการให้และดูแลกันให้อย่างมีคุณค่า รับอย่างมีศักดิ์ศรี และประการที่สาม คือ ให้ทุกคนในตำบลเป็นเจ้าของกองทุนร่วมกัน จะนำมาสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน 

เคล็ดลับการสนับสนุนของหน่วยงานท้องถิ่น

          นายกฤษดา  สมประสงค์ ผู้แทนกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กล่าวว่า สิ่งที่เป็นองค์ประกอบและเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุนงบประมาณกองทุนสวัสดการชุมชน มีเคล็ดลับง่ายๆ คือ (๑.) การเติบโตของกองทุน จะต้องเป็นกองทุนของคนส่วนใหญ่ในตำบล (๒.) การบริหารจัดการกองทุน มีการเปิดเผยในการบริหารจัดการและการสนับสนุนงบประมาณ (๓) การทำความเข้าใจและหมั่นพูดคุยกัน โดยเฉพาะภาคประชาชนต้องมีเวทีหรือเจรจากับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ (๔.) อย่าทำให้เป็นกองทุนการเมือง โดยมีปัจจัยเงื่อนไขคือ ต้องมีความชัดเจนของกองทุนและเงื่อนเวลา ซึ่งทิศทางเหล่านี้จะทำให้พี่น้องประชาชนเข้มแข็งและแข็งแรงขึ้น

            “หากประเทศไทยล่มสลายทางด้านเศรษฐกิจ เชื่อว่ากองทุนสวัสดิการสามารถดูแลความเป็นอยู่ของพี่น้องในสังคมให้อยู่รอดได้ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเองจะต้องสนับสนุนภาคประชาชนได้อย่างต่อเนื่องต่อไป”

บทบาทของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนในการสนับสนุนความเข้มแข็งของชุมชน

         nt3-290756 นายอัมพร  แก้วหนู ผู้ช่วยอำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) หรือพอช. กล่าวว่าสิ่งที่เห็นด้วยอย่างยิ่งคือการจัดการตนเองของกองทุน สิ่งที่ท้าทายคือ หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายใดเลย กองทุนที่ว่านั้นต้องอยู่ได้ ซึ่งปี ๒๕๖๐ เครือข่ายสวัสดิการชุมชน จะต้องมีสมาชิก ๑๐ ล้านคน นั่นคือกองทุนสวัสดิการชุมชนจะต้องมีสมาชิกเพิ่มกองทุนละ ๒๐๐ คน/ปี นั่นคือปีละ ๑ ล้านคน/ปี เมื่อเทียบกับกองทุนประกันสังคม ที่มีสมาชิกทั่วประเทศ หากเราให้สวัสดิการชุมชนเป็นสวัสดิการหลักเป็นที่พึ่งพิงของคนในประเทศได้ เราต้องทำให้ได้

            “ในบทบาทของ พอช. ในการสนับสนุนความเข้มแข็ง อยากให้ขบวนองค์กรชุมชนในพื้นที่ได้คุยกับท้องถิ่นให้มากขึ้น ซึ่งงบพัฒนาสามารถทำได้ทั้งระดับตำบลและจังหวัด รวมทั้งการสื่อสารภายใน เช่น การทำแผ่นป้ายประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจัดกองทุนสวัสดิการชุมชน มีการบริหารที่เปิดเผยโปร่งใส และดูแลทุกคนในพื้นที่ได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย เราไม่อยากให้คนด้อยโอกาสในตำบลไปออกทีวีเพื่อขอความช่วยเหลือผ่านสื่อ แต่อยากเห็นการช่วยเหลือกันโดยคนในตำบล หากเราสามารถจัดการเงินกองทุนเราได้ทั้งหมด จะเป็นหลักการพึ่งตนเองอย่างแท้จริง”

บทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนความเข้มแข็งชุมชน

          นางนันทนา  ทิมสุวรรณ  ประธานคณะกรรมาธิการสวัสดิการสังคม (สภาผู้แทนราษฎร์) กล่าวว่า สิ่งที่จะทำให้เกิดความยั่งยืนได้นั้นคือ พี่น้องประชาชนสามารถช่วยสะท้อนให้รัฐบาลเห็นว่าภาคประชาชนพึ่งตนเองได้ ซึ่งในพื้นที่แต่ละพื้นที่มีความเข้มแข็งแตกต่างกัน ในปัจจุบันในบางพื้นที่ก็ยังไม่มีความเข้มแข็ง รัฐบาลจึงต้องมีการสนับสนุนงบประมาณในเชิงสงเคราะห์ให้กับพี่น้องประชาชนที่ยังไม่สามารถพึ่งตนเองได้ นั่นคือ ขึ้นอยู่กับภาคประชาชนจะสร้างความเข้มแข็งในท้องถิ่นให้ยั่งยืน และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนเพื่อเกิดความเข้มแข็งต่อไป

สวัสดิการชุมชน กับสวัสดิการโลก

            รศ.ดร.ณรงค์  เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ให้ความรู้และเสนอข้อคิดเห็นเพื่อให้กองทุนสวัสดิการชุมชน   สามารถเป็นที่พึ่งพาของคนในชุมชนและเกิดความยั่งยืนว่า ในเมื่อเราพูดถึงเรื่องชุมชนเข้มแข็ง ชุมชนพึ่งตนเอง คำถามท้าทายคือ อีก ๑๕ ปีต่อไปใครทำต่อ? ในเมื่อเด็กไปสู่สังคมลูกจ้าง คนแก่ก็ไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร การที่จะให้ลูกๆ ดูแลก็ไม่ไหว ฉะนั้นหากจะพึ่งรัฐ รัฐก็ไม่มีเงินช่วยเหลือ สุดท้ายแล้วต้องกลับมาสู่ภาวะช่วยตัวเอง มีการช่วยเหลือจากรัฐบ้าง นายจ้างบ้าง นำมาสู่สังคมสวัสดิการ และสิ่งที่จะทำให้กองทุนสวัสดิการชุมชนยั่งยืนได้ต้องตั้งอยู่บน ๓ ฐาน คือ ฐานแรก ฐานสิทธิ เช่น สิทธิการรักษา นั่นคือ เราออม ๑ บาท รัฐสมทบ ๑ บาท ฐานที่สอง คือ ฐานสร้าง กล่าวคือจะต้องมีการออมอย่างต่อเนื่องและมากพอ จึงนำมาสู่การมองถึงการสมทบจากรัฐที่มีการสมทบให้เกิดผลที่มากกว่าเงินออม เช่น การจัดการเงินออมของชุมชนอารากอน แห่งแคว้นปาร์ค(Park) ประเทศสเปน เขามีทั้งธนาคารคนจน ธนาคารประชาชน มีเงินออมเหมือนเรา เขานำเงินออมนำไปบริหารจัดการ มีดอกมีผลที่มากกว่าเงินออม ปัจจุบันมีบริษัทของชุมชน ๘๘ บริษัท มีการลงทุนทั่วโลก มีกำไรนำมาปันผลให้กับผู้ออมและผู้ลงทุนทุกคน มีตั้งแต่การผลิต การค้า ธนาคาร มหาวิทยาลัย ฐานที่สาม คือ ฐานของทรัพยากร มีการบริหารจัดการและเข้าถึงทั้งทรัพยากรธรรมชาติเป็นสิทธิของเจ้าของประเทศ  และทรัพยากรมนุษย์ มีการพัฒนาทรัพยากรรุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทน ต้องดึงคนรุ่นใหม่ๆ ที่มีความคิดความอ่าน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ระหว่างกันให้ได้ เช่น การรวมกันทำวิสาหกิจชุมชน นอกจากสร้างความยั่งยืนออกดอกออกผลแล้ว ยังสามารถสร้างอาชีพให้กับลูกหลานเราได้ เราต้องคิดถึงการสร้างรากแก้วหรือรากฐานที่มีอยู่แล้วให้เข้มแข็งเติบโต ในการสร้างสรรค์กิจกรรมใหม่ๆ และดึงเยาวชนคนรุ่นใหม่เข้ามา

              ในการนี้ได้รับเกียรติจากนายปรีชา สรวิสูตร  ผู้ตรวจราชการnt4-290756 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มอบเกียรติบัตรให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ให้การสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชน คณะทำงานสนับสนุนสวัสดิการชุมชน จ.นครปฐม และหน่วยงานภาคีภาครัฐ จำนวน ๔๙ องค์กร พร้อมทั้งกล่าวปิดงานสมัชชาในครั้งนี้

             ปัจจุบันมีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบล/เมือง จำนวน๕,๕๒๙ กองทุน มีสมาชิกรวมทั้งหมด ๓.๖๐ ล้านราย มีเงินกองทุนรวมจำนวน ๔,๓๓๘ ล้านบาทเป็นเงินจากสมาชิกจำนวน ๒,๘๐๕.๘๕ ล้านบาท  ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม จำนวน ๑๐๓ กองทุน จากพื้นที่ทั้งหมด ๑๑๖ ตำบล สมาชิกรวมกว่า  ๓๒,๐๐๐ คน การดำเนินงานในพื้นที่มีการประสานความร่วมมือกับท้องถิ่นและระดับนโยบาย  เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับขบวนองค์กรชุมชนในทุกมิติ และะมีภาคีจากหลายภาคส่วนให้การสนับสนุนเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งในพื้นที่ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมได้อย่างแท้จริง ตั้งเป้าปี พ.ศ. ๒๕๖๐ นี้ และคาดหวังเพียงประชากรในตำบล ๑ ใน ๔ ของตำบล เป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนเท่านัน

           nt2-290756 ในด้านการกำหนดทิศทางในการขับเคลื่อนขบวนชุมชนสู่จังหวัดจัดการตนเอง   ขบวนชุมชนคาดหวังสู่การบริหารจัดการที่ดี สามารถตรวจสอบได้ มีการพึ่งพิงช่วยเหลือกันและกัน การสร้างเพื่อนเรียนรู้จาการจับคู่เรียนรู้ระหว่างตำบล มีการช่วยเหลือกันทุกรูปแบบและระดับตั้งแต่ตำบลถึงจังหวัด โดยให้ขบวนชุมชนมีสิทธิเข้าถึงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ และผสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเป็นการสานพลังสู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง โดยมีการพัฒนาศักยภาพขบวนองค์กรชุมชนอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่จะทำให้เกิดความสุขร่วมกันคือ การสร้างกองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นของชุมชน เพื่อชุมชน โดยชุมชน 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter