playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

nd2-070856เมื่อวันที่ ๓-๔ สิงหาคม ๒๕๕๖ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือพอช.ร่วมกับสหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.) เครือข่ายที่ดินแนวใหม่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองแห่งชาติ (คทช.) สำนักเครือข่ายสื่อพลเมืองไทยพีบีเอส  และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้จัดประชุมเชิงปฎิบัติการนักข่าวพลเมือง ณ ห้องประชุมชั้น ๙ อาคารมาลัย หุวะนันทน์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการสื่อสารให้งานพัฒนาของขบวนองค์กรชุมชนท้องถิ่นประสบความสำเร็จ และให้ขบวนองค์กรชุมชนมีทักษะในการผลิตสื่อ การเล่าเรื่องเพื่อการสื่อสารอย่างมีประเด็น โดยมีผู้นำชุมชนเข้าประชุมกว่า 60 คน

               การประชุมเชิงปฏิบัติการนักข่าวพลเมืองในครั้งนี้เป็นการจัดสำหรับกลุ่มเป้าหมายต่อเนื่อง  ที่ผ่านการอบรมนักข่าวพลเมืองมาแล้ว เพื่อให้ผู้นำชุมชนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ได้ทดลองเล่าเรื่องและเขียนบทอย่างมีประเด็น โดยมีทีมวิทยากรที่มีประสบการณ์จากการเป็นนักข่าวพลเมืองและนักสื่อสารมวลชนอิสระคือ  นางสาวรวงทอง จันดา   นายโกวิท โพธิสาร และนายพิภพ พานิชย์ภักดิ์

        นายอัมพร แก้วหนู  ผู้ช่วยผู้อำนวยการพอช. ได้กล่าวเปิดamporn-070856ประชุมว่าสิ่งที่ทุกคนมาเรียนรู้ในวันนี้ หากเปรียบเหมือนการขับรถ เราก็กำลังจะมาทำความเข้าใจว่าเราจะขับรถอย่างไร บางคนอาจขับรถเป็นแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าเราขับไปเพื่ออะไร จะขับไปไหน จึงต้องมีการกำหนดเป้าหมายทิศทางในการขับรถ   และว่าปัจจุบันนี้สื่อส่วนใหญ่รองรับระบบทุนหรือการค้าขาย    จะหาสื่อที่จะทำหน้าที่สื่อสารประเด็นปัญหาประชาชนจริงๆได้ยาก เช่นประเด็นน้ำมันดิบรั่วกลางทะเล มีใครได้ยินเสียงชาวประมงบ้างไหม คนตัวเล็กๆ มีโอกาสยากมากที่จะได้พูด  นี่จึงเป็นที่มาของเวทีนี้ที่เราจะต้องลุกขึ้นมาทำการสื่อสารด้วยตัวเราเอง   ชุมชนต้องคิดว่าเราจะสื่อสารไปเพื่ออะไร   เพื่อการเปลี่ยนแปลงหรือเพื่อแก้ปัญหาของเรา ถ้านำเสนอข่าวสารแล้วนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงไม่ได้  ก็เท่ากับเราล้มเหลว แต่ถ้าเรานำเสนอข่าวสารแล้วสามารถเปลี่ยนแปลงได้ นั่นคือเราได้บรรลุเป้าหมายแล้ว    การสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลงจึงไม่จำเป็นว่าเราจะต้องนำเสนอผ่านสื่อกระแสหลักหรือสื่อใหญ่เท่านั้น     แต่สามารถสื่อสารได้ด้วยวิธีและช่องทางต่างๆอย่างหลากหลาย เมื่อก่อนนี้ขบวนชุมชนมีปัญหาเรื่องที่ดินการต่อสู้ต้องยึดที่ดิน  เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปปัจจุบันโลกของสื่อออนไลน์กำลังมีอิทธิพลมาก  ขบวนชุมชนจะต้องแย่งชิงพื้นที่กลางอากาศ เป็นเจ้าของสื่อด้วยตนเองให้ได้    ตัวชี้วัดของการสื่อสารชุมชนคือเมื่อสื่อสารไปแล้วทำให้ชุมชนเข้มแข็งหรืออ่อนแอ ไม่ใช่การออกสื่อได้เยอะหรือน้อย ถ้าออกสื่อได้เยอะแต่ชุมชนของเราอ่อนแอ นั่นแปลว่าเราล้มเหลว แต่ถ้าเราทำให้ชุมชนของเราเข้มแข็งแม้จะออกสื่อได้น้อย นั่นแปลว่าเราสำเร็จ

      ด้านนายพิภพ พานิชภักดิ์ นักสื่อสารมวลชนอิสระ  ได้พูดถึงการสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลง และเห็นด้วยที่จะให้ขบวนองค์กรชุมชนลุกขึ้นมาทำการสื่อสารด้วยตนเอง    เพราะปัจจุบันนี้สื่อกระแสหลัก ต้องพึ่งธุรกิจมากขึ้น และการที่สื่อต้องพึ่งธุรกิจมันเท่ากับเป็นการตีตราองค์กรที่ให้เงิน และปัจจุบันช่องทางการสื่อสารในภาคประชาชนมีเยอะขึ้น   แต่ก็ต้องดูด้วยว่า สื่อแบบไหนเหมาะกับใคร เช่น เฟซบุ๊คอาจไม่เหมาะกับคนแก่คนเฒ่า แต่ว่าถ้าหากมีลูกหลานเข้ามาสอนให้เล่น เมื่อเขาเล่นเป็นก็จะกลายเป็นการประสานวัฒนธรรมของคนสองวัย

      pipop-070856นายพิภพกล่าวต่อว่าเคยมีบางคนบอกว่า เฟซบุ๊คคือสื่อเทียม  ในความเห็นของตนเฟซบุ๊คไม่ใช่ตัวตีความว่าคือสื่อเทียม และความหมายของสื่อแท้คือการสื่อถึงสิ่งที่มีตัวตนแท้ๆ ถ้าท่านมีตัวตนแท้ ท่านก็คือสื่อแท้ แต่สื่อที่กำลังสร้างภาพนั่นแหละคือสื่อเทียม  โดยทุกวันนี้สื่อมีสองประเภทคือสื่อที่ดำเนินการด้วยตัวแทน มีผู้มาทำแทน มีการกำกับดูแล มีสภา  สื่อกระแสหลักหรือสื่อใหญ่จะมีความเป็นตัวแทนสูง ส่วนที่สองคือสื่อที่ดำเนินการโดยตัวจริง  จะมีความเป็นตัวแทนต่ำ ซึ่งทำได้ทั้งสื่อบุคคลและสื่อชุมชน คือมีการบริหารจัดการด้วยตนเองไม่ต้องผ่านตัวแทน เช่นการสื่อสารของชุมชนซึ่งมีช่องทางหลากหลายในปัจจุบัน ทั้งวิทยุชุมชน การกระจายเสียง หรือสื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ค ยูทูป ทวิตเตอร์  ที่สำคัญอย่าคิดว่าเมื่อเป็นสื่อชุมชนแล้วจะลงแต่เรื่องตนเอง หรือคิดทำแบบตัวแทน  ในความเป็นบุคคลมีตัวตนได้แต่ว่าชุมชนไม่หาย และให้คนหลายๆคนในชุมชนเล่นด้วย และไม่ว่าจะเป็นสื่อที่ทำโดยตัวตัวแทนหรือโดยตัวจริงก็ต้องมีการตรวจสอบว่าสิ่งที่นำเสนอมันเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริง

     นอกจากนี้นายพิภพ มีความเห็นว่าสื่อชุมชน ต้องทำงานเพื่อเสริมพลังของชุมชน  โดยหลักแล้วต้องทำให้คนในชุมชนได้รับการตอบสนอง  แต่ต้องไม่ละเลยมิติในการสื่อสารกับสังคมหรือคนนอกชุมชนด้วย 

           ด้านนางสาวรวงทอง จันดา นักข่าวพลเมืองได้แบ่งปันประสบการณ์การเป็นนักข่าวพลเมืองต่อเวทีปฏิบัติการครั้งนี้ว่า ตนไม่ได้มองว่าการเป็นนักข่าวพลเมือง คือการเป็นนักข่าวหรือเป็นเพียงการทำข่าว แต่มองว่านักข่าวพลเมืองเป็นเครื่องมือในงานพัฒนา เพราะมันตอบโจทย์ในชุมชนในพื้นที่ เราไม่ได้อยากพัฒนาถึงขั้นมืออาชีพ  เราเป็นอาสาสมัครแต่การทำงานเช่นนี้เป็นเรื่องที่ทำให้เรามีศักดิ์ศรี มีความภาคภูมิใจในตนเอง

    สำหรับสื่อวิดีโอนั้นปัจจุบันนี้มีช่องทางให้เราเผยแพร่ง่ายขึ้น rthong-070856เช่น ในยูทูปหรือการวางคลิปไว้ในเฟซบุ๊คหรือหน้าเพจต่างๆ ของโซเชียลมีเดียได้ เราทำวิดีโอขึ้นมาก็เพื่อให้คนเห็นคุณค่าตนเอง มันเป็นเครื่องมือให้คนเห็นคุณค่าตนเอง เห็นเป้าหมายการทำงานข้างหน้า สามารถเอาไปสื่อสารกับคนอื่นๆ ได้

           ด้านการอบรมเชิงปฏิบัติการสำหรับผู้นำชุมชนที่ต้องการเป็นนักข่าวพลเมืองในครั้งนี้มีนายโกวิท โพธิสาร  และนางสาวรวงทอง จันดา    เป็นวิทยากรจัดกระบวนการให้ผู้นำชุมชนฝึกการเขียนบทข่าวอย่างมีประเด็นและเห็นภาพ   โดยการเลือกประเด็นเนื้อหาที่เป็นเรื่องจริงจากชุมชนชนที่ต้องการนำเสนอสู่สาธารณะมาฝึกปฏิบัติ    ซึ่งมีเรื่องเล่าถึงการพัฒนาและประเด็นปัญหาจากชุมชนต่างๆจำนวน 21  เรื่อง   ซึ่งจะมีการพัฒนาเพื่อการสื่อสารกับสังคมต่อไป

         นายรุ่งโรจน์ เปรมจิรพงศ์ คณะทำงานสื่อ สอช. กล่าวว่าการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการนักข่าวพลเมืองครั้งที่สองให้กับองค์กรชุมชนในครั้งนี้ สามารถนำเอาใช้ได้กับชีวิตจริงทั้งในแง่การทำงานหรือการนำเสนอเพื่อสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายต่างๆทีทำงานด้วย   ซึ่งประโยชน์ที่เห็นชัดเจนคือการสอนการเล่าเรื่องและลำดับเรื่องราว      เพราะชาวบ้านปกติเขาคิดอะไรเขาจะคิดตรงๆ  ซึ่งทำให้บางครั้งสิ่งที่อยากจะสื่อสารแต่สื่อสารไม่รู้เรื่อง เรารู้ของเราอยู่คนเดียว แต่เพื่อนหรือคนรอบข้างต่างๆ เขาจะไม่รู้เรื่องด้วย แต่พอหลังจากมาอบรมการสื่อสารแล้ว กระบวนการคิดหรือการสื่อสารต่างๆ ของใครหลายคนก็จะมีการจัดลำดับที่ดีมากขึ้นและสามารถที่จะเอาไปใช้ในชีวิตได้จริง แต่เดิมเขาเคยคุยกันวันหนึ่งเป็นเก้าชั่วโมงสิบชั่วโมง แต่ปรากฏว่าคนที่เราสื่อรู้เรื่องมีเพียงสิบคน แต่พอเขาเปลี่ยนวิธีการอะไรใหม่ๆ สื่อกับเพื่อนรอบนอกมากขึ้น เขาใช้เวลา เพียงไม่กี่นาทีก็สามารถเชื่อมกับคนข้างนอกได้ ทำให้คนข้างนอกรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชุมชนเขา เขาต้องการความช่วยเหลืออะไรจากชุมชนภายนอก เขาต้องการร่วมมือกับหน่วยงานอะไร ยังไง ซึ่งตรงนี้มันเป็นประโยชน์ของการได้มาจากเวทีนี้    และเชื่อว่าชาวบ้านจะสามารถเป็นนักสื่อสารชุมชนที่ดีได้ แม้อาจจะไม่ถึงขั้นเป็นนักข่าวมืออาชีพ แต่ต้องใช้เวลาสะสมประสบการณ์เรื่อยๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ต้องใช้เวลานายรุ่งโรจน์ กล่าว

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter