ระหว่างวันที่ ๑๔-๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๖ ที่ผ่านมาสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ (สท.)สังกัด กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัด เวทีสมัชชาพัฒนาสังคมระดับชาติ ครั้งที่ ๑ ประจำปี ๒๕๕๖ ภายใต้หัวข้อ “เพิ่มช่องทางสิทธิ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม” ขึ้น ณ ห้องแกรนบอลล์รูม โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กทม. และเมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๖ ได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี เป็นองค์ปาฐกถาพิเศษ ภายใต้หัวข้อสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ : สร้างคน สร้างสิทธิ
นพ.ประเวศ วะสี กล่าวว่าเรื่องสำคัญที่สุดของสังคมทั่วโลก คือการสร้างความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดคือสหรัฐอเมริกา มีคนที่ติดอยู่ในคุกมากที่สุดถึง ๒ ล้านคน เพราะปัญหาจากความเหลื่อมล้ำ ส่วนประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำน้อยที่สุดคือญี่ปุ่น ในขณะที่ประเทศไทยก็มีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในเอเชีย ดังนั้น ความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาใหญ่เชิงโครงสร้างที่ยากจะเข้าใจและแก้ไข เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายทุกภาคส่วนต้องช่วยกันพิจารณา
ทางรอดประเทศไทย : สร้างความมุ่งมั่นร่วมก่อเกิดสังคมเข้มแข็ง
การมีสมัชชาถือเป็นเครื่องมือที่ทุกภาคส่วนจะเข้ามาช่วยกันทำเรื่องยากๆ อยากให้เกิดสมัชชาฯ ครั้งต่อไปเรื่อยๆ เพื่อสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งประเทศไทยมีความสมบูรณ์เราควรสร้างประเทศไทยที่น่าอยู่ได้ หากเราสร้างความเข้าใจ ช่วยกันทำ เราต้องสร้างความมุ่งมั่นร่วมกัน เพราะคนไทยไม่มีความมุ่งมั่นหรือมีวัตถุประสงค์ร่วมกัน เมื่อไหร่มีวัตถุประสงค์ร่วมกันจะสร้างพลังได้มาก เราต้องสร้างสังคมที่คนไทยไม่ทอดทิ้งกัน เรามีเมล็ดพันธุ์ความดีอยู่ในตนอยู่แล้ว เรามีเครื่องมือ มีทรัพยากร มีกลไกต่างๆ อยู่ทั่วประเทศ ที่จะทำพร้อมกันทั้งประเทศได้
“เราขาดความเข้าใจ เพราะเราอยากให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี ศีลธรรมดี เราก็พัฒนาเศรษฐกิจ การเมือง ศีลธรรม แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ แม้เราจะพัฒนาเศรษฐกิจมา ๔๐ ปี พัฒนาการเมือง ๘๐ ปี พัฒนาศีลธรรมมีพระสอนศีลธรรมทุกวัน ก็ไม่สามารถพัฒนาสังคมเข้มแข็งได้ เพราะเราขาดความเข้าใจว่าเราจะทำอะไรจึงจะเกิดผลดี สิ่งนั้นคือสังคมเข้มแข็ง อันหมายถึง การรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ หากต่างคนต่างอยู่ก็ไม่สามารถสร้างสังคมเข้มแข็งได้”
ในขณะเดียวกันบ้านเรามีตัวอย่างที่ชุมชนท้องถิ่นร่วมกันหาทางออกในการแก้ไขปัญหาตนเอง เช่น อ.สิเกา จ.ตรัง เขาให้สัมปทานป่าชายเลน ชาวประมงที่ยากจน ทรัพยากรที่เป็นของส่วนรวมถูกเอาไป เป็นการปล้นสิทธิทำกิน กุ้งหอยปูปลาไม่มีที่เพาะพันธุ์ มีการร้องเรียน เรือประมงขนาดใหญ่ก็มากวาดเอาสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ไปหมด หญ้าทะเลก็เอาไป ชาวบ้านมารวมตัวกัน หล่อคอนกรีต โรยในระยะ ๓ กม. เรือประมงเข้ามาอวนก็ขาด เขาก็เอาหญ้าเทียมลง ปะการังเทียมลง กุ้งหอยปูปลาก็กลับมา ชาวประมงพื้นบ้านก็มีที่ทำกินมากขึ้น และรวมตัวกันขยายเพื่อรักษาทรัพยากรชายฝั่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถือเป็นการสร้างสังคมเข้มแข็ง ต่อต้านความชั่ว เป็นการดูแลให้คนทำถูกต้อง
การพัฒนาต้องมาจากฐาน พร้อมส่งเสริมชุมชนท้องถิ่นดูแลผู้ด้อยโอกาส
ที่ผ่านมาประเทศเราพยายามสร้างองค์เจดีย์จากยอด จึงไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมักสร้าง
จากยอดไม่มีฐานรองรับก็พังลง เราจะทำให้แข็งแรงได้ต้องสร้างที่ฐานของประเทศ ชุมชนท้องถิ่น ที่ครอบคลุมทุกสิ่งของประเทศ ทั้งฐานทรัพยากรต่างๆ รวมถึงการเมือง ต้องส่งเสริมให้ “ชุมชนท้องถิ่นดูแลผู้ด้อยโอกาส” ที่ต้องประกอบด้วย (๑.) ส่งเสริมท้องถิ่นสำรวจผู้ด้อยโอกาส ทั้งหน่วยงาน อปท. เราจะเป็นสังคมที่คนไทยไม่ทอดทิ้งกัน ซึ่งเราต้องไปส่งเสริมตรงนี้ (๒.) จัดให้มีอาสาสมัครทุกตำบล (๓.) บูรณาการกลไกต่างๆ จากทุกกองทุนในชุมชน เพราะฐานของชุมชนมีทั้งคนและเงินจากกองทุนต่างๆ เช่น กองทุนสัจจะ กองทุนสุขภาพ หรือการส่งเสริมเรื่องสถาบันการเงินชุมชนระดับตำบล โดย ธกส. ซึ่งเราต้องเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง อย่าเอาหน่วยงานเป็นตัวตั้ง ในพื้นที่มีความหลากหลาย ต้องมีการถักทอให้เกิดขึ้น (๔.) มีการสนับสนุนทางวิชาการ มีมหาวิทยาลัยอยู่ในพื้นที่หลายแห่ง บางพื้นที่มีนโยบาย ๑ มหาวิทยาลัย ๑ จังหวัด ต้องส่งเสริมให้สถาบันการศึกษาเข้าไปสนับสนุนทางวิชาการ (๕.) การสนับสนุนทาง กม. เช่น คนไร้สัญชาติ ต้องอาศัยกรม กระทรวงต่างๆ เข้ามา หากมีประเด็นทางกฎหมายเราต้องเข้าไปสนับสนุน เพื่อสนับสนุนแนวคิดคนไทยไม่ทอดทิ้งกัน (๖.) สนับสนุนชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง เกิดนวัตกรรมที่เกิดขึ้น ๔๐ จังหวัด ๒๐๐ กว่าตำบล เช่น อำนาจเจริญ มีการรวมตัวกันของภาคประชาชน ๖๓ ตำบล ทำธรรมนูญ มีเป้าหมายทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ทางการศึกษา สาธารณะสุข วัฒนธรรม และประกาศต่อหน้าพระพุทธอุทธยาน เขาไม่คิดเชิงปฏิปักษ์ ร่วมกันทั้งประชาสังคม หน่วยงานท้องถิ่น อบจ. ผู้ว่าฯ นายก อบจ. มหาวิทยาลัยมหิดล ฯลฯ ประกาศสนับสนุนงบ ๑๐๐ ล้าน เพื่อให้ชุมชนจัดการตนเอง
ซึ่งเหล่านี้วัฒนธรรมของประเทศฝั่งตะวันตก อย่างอเมริกา เขาก็ไม่รู้จะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างไร ประชาชนก็รอเพียงแค่จะมีใครมาจ้างงานหรือไม่ เพราะเศรษฐกิจไปอยู่กับสถาบันการเงินรายใหญ่ อเมริกาเขาก็อยากพัฒนา เพราะในช่วง ๓ ทศวรรษคนจนไม่ได้รับการพัฒนาเลย หรือแม้ประเทศฝรั่งเศสเอง ต้องการปฏิวัติอีกครั้งแต่ก็ไม่รู้จะปฏิวัติอย่างไร เพราะปัญหาสังคมซับซ้อนมากขึ้น แต่บ้านเราก้าวหน้ากว่าเขามากทั้งเรื่อง ชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง อย่าง อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี ที่นี่ใช้ความดีกู้เงินได้ ถือเป็นนวัตกรรมทางสังคม ซึ่งคำว่านวัตกรรม คนมักเข้าใจว่า เป็นเทคโนโลยี สิ่งที่ต้องการนวัตกรรมทางสังคม สถาบันการเงินของชุมชน ใช้ความดีเป็นเครดิตกู้เงินได้ เขาสามารถดูแลผู้สูงอายุได้มาก และสามารถรองรับผู้สูงอายุจากในเมืองได้ด้วย รวมถึงชุมชนท้องถิ่นจัดการที่ดิน อย่างพื้นที่ ต.บ่อลูกรัง จ.สระแก้ว หรือ จ.น่าน มีสำรวจข้อมูลที่ดิน และเจรจากับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง จนได้เนื้อที่ทำกินเพิ่มมากขึ้น สิ่งดีๆ ในพื้นที่มีมากมาย เราไม่ควรมองแค่เรื่องการเมืองเท่านั้น
เวทีสมัชชาฯ : เครื่องมือถักทอทางสังคม...เรื่องที่ทำไม่ได้นั้นทำได้
การถักทอกันทางสังคมสามารถทำให้ปัญหาที่มีเกิดความคลี่คลาย เช่น อ.แม่เสรียง จ.แม่ฮ่องสอน มีเด็กออกจากโรงเรียนมาก ครูไปตามเด็กที่บ้าน พบว่า พ่อแม่ไม่มีกำลังส่งเนื่องจากความยากจน โรงเรียนไม่สามารถรองรับได้ แต่มี อบต. เทศบาล มูลนิธิไทยรัฐ และนายอำเภอ มาร่วมด้วยช่วยกันแก้ไขปัญหาได้ ในช่วงที่ประชุมก็มีการถ่ายทอดวิทยุชุมชน ผู้ว่าราชการได้ฟัง จึงสนใจและสร้างความร่วมมือกัน ในการจัดารทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่
“เราควรใช้เวทีสมัชชาฯ ให้เป็นเครื่องมือในการให้คนรวมตัวกัน อาจจะให้มีเวทีสมัชชาระดับพื้นที่ สมัชชาเชิงประเด็น สมัชชาระดับชาติ ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวให้สังคมเข้มแข็ง เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงกัน ๓ ฝ่าย คือ ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคการเมือง ขณะนี้ภาคธุรกิจเข้มแข็ง เช่น สภาหอการค้าไทย มีการสนับสนุน ๑ ไร่ ๒ แสน เพราะทำให้เกิดรายได้มากขึ้น”
แนะ พม. เป็นกระทรวงเกรดเอ : สร้างสังคมเข้มแข็ง เป็นปัจจัยชี้ขาดอนาคตของประเทศ
มีไตรยางค์แห่งสังคมเข้มแข็ง คือ (๑.) สร้างจิตสำนึกของควาเป็นพลมเอง หรือจิตสำนึกสาธารณะ ต้องสร้างคนไทยที่พึงปรารถนา ส่งเสริมให้คนไฝ่เรียนรู้ มีจิตสำนึกพลเมือง และมีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ (๒.) รวมตัวร่วมคิดร่วมทำในทุกพื้นที่ ในทุกองค์กร ในทุกเรื่อง (๓.) กระจายอำนาจให้ชุมชน ท้องถิ่น จังหวัดจัดการตนเองให้มากที่สุด เป็นการเปิดพื้นที่ทางสังคม และพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง
ทั้งนี้ พม.ต้องเป็นกระทรวงเกรดเอ เพื่อทำงานเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ ที่มากกว่าการลงมือทำเอง ซึ่งต้องสนับสนุนทางวิชาการและนโยบาย ประสานการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนของประเทศ และจัดทำ Mapping เพื่อเป็นแผนแม่บทที่จะนำไปสู่การปฏิบัติ
ด้านนายอนุสันต์ เทียนทอง รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้วยโอกาสและผู้สูงอายุ ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดงานสมัชชาพัฒนาสังคมระดับชาติครั้งที่ ๑ ประจำปี ๒๕๕๖ กล่าวว่า ในปัจจุบันยังมีกลุ่มคนบางกลุ่มที่ยังไม่ได้รับการคุ้มครองพิทักษ์สิทธิอย่างที่ควรจะเป็น และไม่ได้รับการยอมรับในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มบุคคลที่คณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ ได้กำหนดและประกาศให้เป็นบุคคลที่ต้องได้รับการจัดสวัสดิการสังคม ๕ ประเภท อาทิ ๑. คนจน ๒. คนเร่ร่อน เป็นผู้ที่ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ๓. ผู้ที่มีปัญหาสถานะบุคคล ๔. ผู้ที่ได้รับเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ และ ๕. ผู้ที่ถูกส่งกลับคืนชุมชนหรือผู้ที่พ้นโทษ
“จากการจัดทำสถานการณ์ของผู้ด้อยโอกาสซึ่ง ๕ กลุ่มนี้พบว่า มีมากถึง ๙.๙ ล้านคนทั่วประเทศ และกลุ่มดังกล่าวนี้ยังเข้าไม่ถึงและไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิ หรือยังไม่ได้ถูกให้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมนั่นคือการมีส่วนร่วมในกิจกรรมพัฒนาของประเทศ และยังพบว่าการบริหารจัดการทรัพยากรของรัฐยังไม่ทำให้ผู้ที่ประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมสามารถเข้าถึงได้อย่างมีศักดิ์ศรี"
นายอนุสันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดประชุมสมัชชาพัฒนาสังคมระดับชาติครั้งที่ ๑ จึงมีการกำหนดประเด็นสำคัญที่คิดว่าหากเร่งดำเนินการดังกล่าวจะช่วยลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำลงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเข้าถึงกองทุนสวัสดิการชุมชน ที่เน้นศักยภาพของกองทุนฯในการจัดสวัสดิการแก่คนด้อยโอกาสในแต่ละชุมชน รวมทั้งสิทธิของคนไร้ที่พึ่ง ตามเจตนารมณ์ของ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ... ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนด้อยโอกาสทุกกลุ่ม
"การจัดสมัชชาพัฒนาสังคมครั้งนี้ จะให้สังคมมีความเข้าใจและมีเจตคติที่ดีต่อคนที่ยังประสบปัญหาทางสังคมและด้อยโอกาส และเราคาดหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ร่วมกันสร้างโอกาสให้กับกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญ เพื่อร่วมกันผลักดันให้ความหลากหลายเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยมีการทำงานแต่ละประเด็นทั้ง ๔ เรื่องนี้ที่มุ่งเน้นเรื่องของสิทธิมนุษยชนเป็นพื้นที่ฐานเป็นสำคัญ" นายอนุสันต์ กล่าวย้ำ
ทั้งนี้ในวันที่ ๑๕ สิงหาคม ที่ผ่านมา ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์
เลขานุการรมว.พม. ให้เกรียติเป็นประธานปิดงานสมัชชาพัฒนาสังคมระดับชาติครั้งที่ ๑ พร้อมรับฟังข้อเสนอมติสมัชชาพัฒนาสังคมระดับชาติจากผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนกว่า ๕๐๐ คน ขณะเดียวกันหารือเพื่อจัดทำข้อเสนอทางนโยบายในการจัดสวัสดิการคนเร่ร่อน ตลอดจนสิทธิของคนไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร์ โดยเน้นการส่งเสริมสิทธิและแนวทางขั้นพื้นฐานแก่บุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร์ และการส่งเสริมบทบาทและการมีส่วนร่วมของผู้ด้อยโอกาสในการเข้าถึงสิทธิและพัฒนาสังคม มีกระบวนการแสวงหามติที่ประชุมจากห้องประชุมทั้งหมดเพื่อพิจารณาร่วมกันให้เป็นมติสมัชชาพัฒนาสังคมระดับชาติ ครั้งที่ ๑ ปี ๒๕๕๖ ประกอบด้วย ๖ ประเด็น ดังนี้
๑. ปรับปรุงแก้ไข เพิ่มเติม กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้ด้อยโอกาสให้สามารถดำรงชีวิตอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และผลักดันให้มีกฎหมายคุ้มครองผู้ด้อยโอกาส เช่น ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ....
๒. กระตุ้น เสริมสร้างพลังคุณค่าภายในของผู้ด้อยโอกาส และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมกับสังคม เพื่อเป็นพลังในการขับเคลื่อนสังคม
๓. ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องสนับสนุน ส่งเสริมให้ผู้ด้อยโอกาสได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น สิทธิในสถานะบุคคล การฟื้นคืนความเป็นมนุษย์ เสริมสร้างสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจ การรักษาพยาบาล การศึกษา อาชีพและการมีงานทำ การสร้างโอกาสทางสังคม การพัฒนาคุณภาพชีวิต การมีที่อยู่อาศัย ป้องกันการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม
๔. พัฒนาขีดความสามารถของกลไกทุกภาคส่วนอย่างประสานสัมพันธ์เพื่อสนับสนุนให้ผู้ด้อยโอกาสได้รับสวัสดิการอย่างเหมาะสม และมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
๕. เตรียมความพร้อมระบบบริการด้านสวัสดิการ และมีงานทำของผู้ด้อยโอกาสอันเกิดจากการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน
๖. พัฒนาระบบการบริหารจัดการงานผู้ด้อยโอกาสให้มีประสิทธิภาพ และการจัดทำแผนที่เพื่อการเข้าถึงผู้ด้อยโอกาส
“การจัดสมัชชาพัฒนาสังคมครั้งนี้ จะให้สังคมมีความเข้าใจและมีเจตคติที่ดีต่อคนที่ยังประสบปัญหาทางสังคมและด้อยโอกาส และเราคาดหวังด้วยว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ร่วมกันสร้างโอกาสให้กับกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญ เพื่อร่วมกันผลักดันให้ความหลากหลายเป็นหนึ่งเดียวกัน”
โดยมีการทำงานแต่ละประเด็นทั้ง ๔ เรื่องนี้ ที่มุ่งเน้นเรื่องของสิทธิมนุษยชนเป็นพื้นที่ฐานเป็นสำคัญ โดยเน้นประเด็นการส่งเสริมสิทธิแก่ผู้ด้อยโอกาส แบ่งออกเป็น ๔ ประเด็น ได้แก่ ๑. การเข้าถึงกองทุนสวัสดิการชุมชน ๒. สิทธิของคนไร้ที่พึ่ง ๓. สิทธิของคนไม่มีสถานะทางทะเบียน และ ๔. การส่งเสริมบทบาทและการมีส่วนร่วมของผู้ด้อยโอกาสในการเข้าถึงสิทธิและพัฒนา
ภาพ : สุภาภรณ์ ดำรงพันธ์




