playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

3253-01

“ที่ไหนมีการกดขี่ที่นั่นมีการต่อสู้ ซึ่งในการต่อสู้การไม่สู้คือการสู้แบบหนึ่ง” บางช่วงตอนจากการเล่าของ
นายประยงค์ ดอกลำไย นักพัฒนารุ่นเก๋า ผู้ผ่านประสบการณ์การต่อสู้เรื่องที่ดิน เรื่องสิทธิทำกินมายาวนาน กว่า 25 ปี จากการต่อสู้เพื่อของหน้าหมู่ ป่าสาธารณะหรือป่าชุมชนที่จ.ลำพูน ถึงการผลักดันกฏหมาย 4 ฉบับ ประยงค์หรือที่ใครๆ ในแวดวงงานพัฒนาเรียกว่าพี่เป็ด คนยุคเจนเนอร์เรชั่นเอ็กซ์ สถานะปัจจุบันเป็นผู้บริหารอยู่ที่มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ เป็นที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) เป็นที่ปรึกษาเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) เป็นที่ปรึกษาสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) และยังมีตำแหน่งในองค์กรภาคประชาชนอื่นๆ อีกหลายบทบาท

3253-02 3253-03

จากครอบครัวชาวนา สู่รั่วมหาวิทยาลัย

นายประยงค์ เล่าให้ฟังว่า ตนเป็นลูกครอบครัวชาวนามีพี่น้องทั้งหมด 4 คน ซึ่งทุกคนรับราชการ นอกจากตนเองที่เลือกเส้นทางนักพัฒนา จุดหักเหของชีวิตจากที่เคยเกเรประชดชีวิตแต่ก็เอาตัวรอดเรื่องเรียนมาได้โดยตลอด แม้จะเป็นหัวโจ็กของเพื่อนๆ ก็ตาม เคยผ่านความล้มเหลว แต่ก็ลุกขึ้นพยายามเรียนจนที่สุดได้ทุนบรรหารแจ่มใส ส่งให้เรียนจนจบ ม.ปลาย ท้ายสุดเมื่อตั้งใจก็สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยศิลปากรได้

การสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้นั้น นับเป็นการพิสูจน์ตนเองครั้งแรก แต่เมื่ออยู่มหาวิทยาลัยก็ใช้ชีวิตแบบเดิมร่วมกับเพื่อนที่มาจากบ้านนอก ใช้ชีวิตในรั่วมหาวิทยาลัยศิลปากร เคยคุ้ยขยะหาของกิน เสาร์-อาทิตย์ลอบตกปลาที่ทับแก้ว ตกกลางคืนกินเหล้า ใช้ชีวิตเสเพพอสมควร เป็นคนชั้นกลางระดับล่างที่รวมกลุ่มทำกิจกรรม ทำค่ายอยู่ชมรมอนุรักษ์ ไม่ค่อยได้เรียนทางวิชาการ ตอนเรียนย้ายคณะจากศึกษาศาสตร์ไปอยู่คณะอักษรศาสตร์

เมื่อจบคิดหาทางไปทำงานที่ไม่ใช่ราชการ เลยมุ่งหน้ามาที่สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร เป็นบัณฑิตอาสาช่วยงานหมออนามัย นอกจากฉีดยา และผ่าตัดแล้วตนเองก็ทำทุกอย่าง ต่อจากนั้นขยับไปเป็นอาสาสมัครต่อที่ มอส. จากที่ได้อ่านแม่จันทร์สายน้ำไม่ไหลเปลี่ยน เลยได้ไปสอนหนังสือเด็ก แต่ด้วยความไม่อยากเป็นครู พี่แดง (เตือนใจ ดีเทศน์) ให้ไปช่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม ทำเกษตรแนวระดับ เกษตรยั่งยืน

จากงานอาสาสมัครสู่นักพัฒนา

ช่วงหนึ่งทำงานเคลื่อนไหวคัดค้านเขื่อน มีการสรุปว่าสิ่งที่ทำไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง จึงหันไปทำงานสานเครือข่าย เป็นรุ่นแรกๆ ที่ทำงานร้อนๆ อย่างเรื่องป่าห้วยแก้ว การสร้างเขื่อน การประกาศอุทยานทับที่ชาวบ้าน มีชาวบ้านเดือดร้อนจำนวนมาก สร้างเครือข่ายชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ ทำอยู่ได้ระยะหนึ่งคิดว่าไปต่อไม่ไหวเพราะทำงานหลายหน้า เลยตัดสินใจช่วงปี 35 ก็กลับไปจัดตั้งเครือข่ายแก้ปัญหาที่ดินทำกิน

ที่ผ่านมาต่อสู้กับวาทกรรม ชาวเขาทำลายป่าต้นน้ำ จากการทำไร่เลื่อนลอย ไร่หมุนเวียน ตนได้ไปศึกษาต้นทุนชาวบ้าน ใช้บทเรียนชวนพี่บำรุง จัดตั้งกลุ่มเครือข่าย คกน.เครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ จัดตั้งมาสู้ เร่งออก พ.ร.บ.จัดตั้งป่าชุมชน เพื่อมีกฏหมายมารองรับสิทธิชาวบ้าน เมื่อก่อนใช้เวลา 2 ปี ล่ารายชื่อ 5 หมื่นเพื่อเสนอกฏหมาย การต่อสู้ ยาวนานมากใช้การรณรงค์หลายรูปแบบ

เมื่ออกหักจาก พ.ร.บ.ป่าชุมชน พี่น้องบางส่วนจะกลับไปเผาป่า เราหยุดความรู้สึกคับแค้นของชาวบ้าน ไม่ได้ สุดท้ายกฏหมายก็ตกไป และมีการนำกลับมาเสนอยุค สนช. มีการยื่นให้ตีความ ชาวบ้านมีสิทธิตาม รธน.หรือไม่ สุดท้ายการออกกฏหมายจำกัดสิทธิชาวบ้านก็ยังไม่มีการวินิจฉัย

เชื่อเรื่องมวลชน แต่การชุมนุมไม่ใช่คำตอบ!!

หลังจากนั้นมีการเคลื่อนที่ซ้อนๆ ขึ้นหลายอย่าง ผ่านการจัดตั้งเครือข่ายชาวบ้านมา 10 กว่าองค์กร มีข้อสรุป 1) ความเชื่อ 2) สถานการณ์ต่าง วิธีการต่าง ยึดกุมพื้นที่ได้ อย่างสะเอียบ สู้ถึงที่สุด ใช้วิธีปิดพื้นที่ อะไรคือความไม่ถูกต้อง ความเป็นธรรมต้องชัดเจน จะมีความยั่งยืน นำมาสู่การคิดเรื่องการต่อสู้

จริงที่ว่าคนชนชั้นไหนเขียนกฏหมาย กฏหมายก็รับใช้ชนชั้นนั้น ถ้าชาวนากรรมกรรวมกันได้จะเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ทุนเปลี่ยนความคิดคน อย่างเรื่องความเหลื่อมล้ำ การลดคือการถีบขึ้นไป ทุกคนต่างเอาตัวรอด เลยเลือกประเด็นบางประเด็น อย่างการเข้าถึงที่ดิน เบื้องหลังความเชื่อ กลายเป็นความไร้เอกภาพ แต่เป็นไปไม่ได้ในการต่อสู้ ปัจจัยอะไรไปด้วยกันได้ ทำด้วยกันได้ เนื่องจากเชื่อต่าง เราพร้อมที่จะสู้แบบไหน ตายดีกว่าที่จะอยู่แบบไร้ศักดิ์ศรี นักรบต้องมีบาดแผล อย่างบ่อนอก หินกรูด สู้ไปเกิดความต่าง ยุทธศาสตร์คือไม่เจรจา

แนวเจรจา คิดว่ายอมเสียส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่ ผมเชื่อเรื่องมวลชน แต่การชุมนุมไม่ใช่เป็นคำตอบ การเคลื่อนไหวรวมตัวจะสร้างอำนาจต่อรอง ถ้าจะชนะต้องมีปัจจัยตัวแปรหลายอย่าง ทำอย่างไรประสานเคลื่อน การเจรจาต้องมี การรวมตัวชุมนุมสร้างอำนาจในการต่อรองให้กับกลุ่มคนได้ รวมตัวจัดตั้งองค์กร ให้เกิดการเคลื่อนไหว

บทเรียนการต่อสู้

ช่วงหลังมีรูปแบบการเคลื่อนที่หลากหลาย ยุทธศาสตร์ที่ต่าง จะเกิดเอกภาพที่เป็นพลังได้อย่างไร ประเด็นที่จะเคลื่อนต่อ 3 ช่วงชีวิต ก่อนเข้าสู่ช่วงตะวันตกดินตอนอายุ 60 สัมภารหนักขึ้นเรื่อยๆ ความสัมพันธ์ในครอบครัว ต้องหางบประมาณดูแลคนทำงาน คิดในเชิงบริหารมากกว่าการต่อสู้ อีกไม่นานจะทำอะไรไม่ได้เลยต้องอยู่แบบไม่อิสระ ชีวิตต้องหาเงิน บริหาร โครงการ บริหารคน ทำงานแบบนี้สูญเสียดุลภาพในชีวิตไปเยอะมาก

จากบทเรียนป่าชุมชน กับการตัดสินบนพื้นฐานผลประโยชน์ ทุกครั้งที่พี่น้องรวมตัวชุมชนุม จะได้ผลทุกครั้ง มากน้อยต่างไป วาทกรรมเรื่องคนจนเริ่มมีคนตั้งคำถาม ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ใช้แกนความไม่เป็นธรรมในการต่อสู้ แต่เหลื่อมล้ำขายไม่ออก เหลื่อมล้ำแล้วยังไงคนในสังคมไม่เข้าใจ3253-04

บทเรียนการใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฏหมายนั้น สุดท้ายจะไปจบที่สภาฯ ขยับเคลื่อนกฏหมาย 4 ฉบับ กฏหมายระบุ 1 หมื่น แต่เราจะระดมคน 1 ล้านรายชื่อ กิจกรรมจะหลากหลายมาก หนึ่งแสน เครือข่ายน่าจะหาได้ แต่อีกเก้าแสน ต้องอาศัยเครือข่ายอื่นๆ

ทำอย่างไรให้สาธารณะอิน มีส่วนร่วม มีโจทย์ท้าทายหลายๆเรื่อง เชื่อขบวนการเคลื่อนไหวของพี่น้อง ใช้ควบคู่กับการเจรจา การคิดแบบคู่ตรงข้ามไปไม่ได้ คนคิดถึงแต่ตัวเอง พูดอะไรที่คนในสังคมได้ด้วยคนกลุ่มต่างๆ ได้อะไรเราต้องตอบได้ ตนนั้นขี่มอเตอร์ไซด์ 2 รอบ เดินเท้า 1 รอบ ชีวิตผ่านมา เราเชื่อว่าทฤฎีชนชั้นยังใช้ได้แต่ ที่ไหนมีการกดขี่ที่นั่นมีการต่อสู้ การไม่สู้คือการสู้แบบหนึ่ง

ตอนนี้ก็จับตาสลัมคลองเงินที่เชียงใหม่ การสู้เพื่อมีชีวิตที่ดีกว่า การเคลื่อนไหวแบบรวมกลุ่มชุมนุมเจรจาต่อรองจะน้อยลง กิจกรรม ต้องคิดค้นการสื่อสารในหลายรูปแบบ ทะลุพื้นที่สาธารณะ เหลืองแดง เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ไม่มีคำตอบว่าจะไปอย่างไร ทำอย่างไรให้เป็นเหมือนวงดนตรี ไม่ต่างคนต่างไปอีกต่อไป... นายประยงค์ ทิ้งท้ายด้วยคำถามฝากไว้ให้พวกเราได้คิดต่อ

………………………………………………………………………………………………………………………………..
เรียงเรียงจากคำบอกเล่าในเวทีสานเสวนาพลังความร่วมมือว่าด้วยอนาคต รวมพลคนอยากเปลี่ยนแปลง...ปฏิรูปสังคม ปฏิรูปประเทศไทย วันที่ 15 สิงหาคม 2556 ณ โรงแรมบัดดี้ นนทบุรี จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)
………………………………………………………………………………………………………………………………..

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter