playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

hm1-050956สภาองค์กรชุมชนตำบลหินมูล อ.บางเลน จ.นครปฐม จดแจ้งจัดตั้งเมื่อวันที่  ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๒ เริ่มจาก ๘ หมู่บ้าน ปัจจุบันครอบคลุมทั้ง ๑๒ หมู่บ้าน ได้ใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนช่วยแก้ปัญหาทั้งดิน น้ำ ที่อยู่อาศัย และความมั่นคงทางอาหารหลังชุมชนประสบภาวะภัยพิบัติน้ำท่วมเมื่อปี ๒๕๕๔

          ทั้งนี้มีการทำงานพัฒนาที่ยกระดับจากเรื่องสาธารณสุข อสม. ได้ต่อยอดสู่การจัดการภัยพิบัติโดยใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเวทีกลางในการร่วมแก้ไขปัญหากับชุมชน เมื่อปี ๒๕๕๔ พื้นที่ตำบลหินมูล อ.บางเลน            จ.นครปฐม เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่ เต็มพื้นที่ รวม ๑,๖๒๐ ครัวเรือน ๑๒ หมู่บ้าน ทั้งความเสียหายด้านเศรษฐกิจที่ไม่ก่อเกิดรายได้ มีแต่รายจ่าย ข้าวของเครื่องมือทำมาหากินเสียหาย ชุมชนถูกตัดขาดเพราะถือว่าเป็นพื้นที่ที่อยู่ไกลจากตัวเมือง พืชพันธุ์ทางการเกษตรที่เป็นแหล่งอาหารสำคัญได้รับความเสียหายอย่างประเมินมูลค่าไม่ได้  อีกทั้งสภาพจิตใจชาวบ้านย่ำแย่ ขาดอาหาร น้ำดื่ม และ พลังงาน ชุมชนต้องอยู่กับน้ำนาน ๔ เดือน

hm3-050956

          ในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในช่วงต้นๆ ผู้นำชุมชนและสมาชิกสภาองค์กรชุมชน จึงใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนปรึกษาหารือแก้ไขปัญหาของคนในชุมชน  มีการระดมทุนจากผู้นำและประชาชนในชุมชนด้วยเงินส่วนตัว และไปซื้อของช่วยชาวบ้าน และคุยกันต่อว่าในการช่วยเหลือพี่น้องจะเป็นเรื่องยากเพราะมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ จึงได้ใช้เวทีสภาเชื่อมโยงหน่วยงานภายนอกมาช่วยเหลือ มีการรับเงินบริจาคในการซื้อของบริจาคให้กับชุมชน ได้รับการสนับสนุนจาก พอช. ที่อนุมัติงบภัยพิบัติ ๑๐๐,๐๐๐ บาท แต่ให้หลังจากที่น้ำลด อันนำมาสู่เวทีปรึกษาหารือเพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างยั่งยืน

          นางชนาวรรณ  บุญประเสริฐ เลขานุการสภาองค์กรชุมชนตำบลหินมูล กล่าวว่า “ในช่วงน้ำท่วมตำบลหินมูลมีปัญหาในการเดินทางมาก ต้องใช้การโทรศัพท์คุยกันในเวทีสภา หลังน้ำลดมีการคุยกันต่อในการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยมีแนวคิดให้ชาวบ้านพึ่งตนเอง  จึงมีการเชื่อมโยงกับกองทุนสวัสดิการชุมชน และตั้งกองทุนสวัสดิการในการจัดการภัยพิบัติ เริ่มที่หมู่ ๘ หมู่ ๙ และหมู่ ๑๐ รวม ๑๙๗ ครัวเรือน เริ่มจากผู้ที่สนใจก่อน ทำนำร่องให้เขาได้เห็นตัวอย่าง โดยระดมทุนจากชาวบ้าน ๑๐๐ บาท/ครัวเรือน/เดือน ซึ่งไม่ได้ช่วยในเรื่องแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างเดียว  รวมถึงน้ำแล้ง ปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับพืชผลทางการเกษตร เช่น ปัญหาเรื่องเพี้ยกระโดด เป็นต้น คิดว่าอนาคตน่าจะทำได้ทั้งหมด เพราะตอนนี้ชาวบ้านยังไม่เห็นว่าเงินเหล่านี้จะไปช่วยเหลือเขาอย่างไร

          ในขณะที่สภาองค์กรชุมชนเองมีบทบาทในการเปิดพื้นที่กลาง และchanawan-050956เชื่อมร้อยองค์กรในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมาให้การสนับสนุนและหนุนเสริมในการแก้ไขปัญหา โดยมีการสำรวจเส้นทางน้ำ และสำรวจคูคลอง พบว่า ศักยภาพของคลองไม่สามารถรับน้ำที่เข้ามาจากแม่น้ำท่าจีนได้ และคลองตัน จึงทำข้อเสนอไปยัง อบต. ให้หน่วยงานดังกล่าวหาวิธีการจัดการ

          ในปี ๒๕๕๕ ใช้เวทีสภายกระดับความรู้ชาวบ้าน โดยการสำรวจข้อมูลและจัดลำดับความสำคัญของปัญหา คือ ๑.) ความเดือดร้อนที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน  ๒.) ภัยพิบัติ(น้ำท่วม) และ ๓.) การเกษตร กระทั่งเกิดโครงการบ้านมั่นคงขึ้นในพื้นที่  จากการสำรวจ ๑,๖๐๐ ครัวเรือน พบว่ามีผู้มีปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน จำนวน ๒๕๗ ครัวเรือน แบ่งเป็น ๓ ประเภท คือ กลุ่มที่หนึ่ง เช่าที่ดินทำกินในที่ดินคนอื่น กลุ่มที่สอง ผู้บุกรุกอยู่ในที่ดินของชลประทานและที่ดินของราชพัสดุ และกลุ่มที่สาม กลุ่มบ้านเช่าและครอบครัวขยาย ปัจจุบันอยู่ในการกระบวนการรอผลการอนุมัติโครงการจาก พอช.

          และส่วนในเรื่องภัยพิบัติน้ำท่วม พบว่า พื้นที่ได้รับปัญหามากที่สุดคือ ปัญหาเรื่องอาหาร ในช่วงน้ำท่วมพืชที่ปลูกตายหมด ทำให้ต้องซื้อกินทั้งหมด จึงมีแนวคิดในการสร้างแหล่งอาหารขึ้นในชุมชนเวลาเกิดปัญหาก็จะพึ่งพาภายนอกเพียงอย่างเดียว จึงคิดร่วมกันคือ ประการแรก ให้ชาวบ้านปลูกพืชที่กินได้ ในพื้นที่หัวไร่ปลายนา หรือกระถางต้นไม้หน้าบ้าน หากน้ำท่วมก็จะมีไว้กิน และแลกเปลี่ยนกัน ประการที่สอง ใช้วิธีการขยายพันธุ์พืช ไปฝากเพื่อนปลูก เป็นการรักษาพืชไว้ ประการที่สาม ตั้งกองทุนพันธุ์ข้าว เป็นศูนย์พันธุ์ข้าว อยู่ในพื้นที่ หมู่ที่ ๙ เพื่อรักษาแหล่งอาหารของชุมชน ได้รับการสนับสนุนงบประมาณของจังหวัด จำนวน ๓ ล้านบาท โดยการส่งเสริมจากเกษตรอำเภอ ลงผ่านสภาองค์กรชุมชน และโยงกับกองทุนสวัสดิการเพื่อบริหารจัดการ โดยกองทุนให้เมล็ดพันธุ์ข้าวให้เกษตรกรยืมไปปลูก โดยปกติซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ตลาดหรือร้านค้าจะต้องซื้อด้วยเงินสด หรือไปซื้อแบบผ่อนจะถูกคิดดอกเบี้ย ร้อยละ ๑๐ หลังเก็บเกี่ยวแล้วค่อยนำเงินมาคืนกองทุน ภายใน ๔ เดือน พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๒ ต่อเดือน กองทุนเองยังรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวทั้งหมด ถือเป็นสวัสดิการให้กับชุมชนได้ เพื่อให้สมาชิกอื่นมายืมพันธุ์ข้าวต่อ

          นางชนาวรรณ  กล่าวเพิ่มเติมว่า “เราเพึ่งเริ่มทำแปลงเพาะเมล็ดพันธุ์ข้าว เมื่อ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา จำนวน ๙ ไร่ คิดเฉลี่ยผลผลิตที่ได้ ๑ ไร่ ประมาณ ๘๐ ถัง และมีการรับสมัครสมาชิกในการทำแปลงข้าว รวม ๑๕ ราย โดยมีเงื่อนไขที่ว่า สมาชิกนาที่เข้าร่วมทำแปลงเพาะพันธุ์ข้าวนี้ ต้องแบ่งแปลงจำนวน ๒ ไร่ของตน เพื่อทำแปลงข้าว และต้องดูแลแปลงนาเป็นอย่างดีให้เมล็ดพันธุ์สะอาดและคุณภาพที่ดี  ไม่ให้เกิดข้าวดีด และมีคณะกรรมการจำนวน ๒๕ คน แบ่งบทบาทกันรับผิดชอบ เช่น มีคณะกรรมการลงไปตรวจแปลง และเชื่อมโยงกับเษตรอำเภอ ในการให้ความรู้กับเกษตรกร หลังได้เมล็ดพันธุ์ กองทุนสวัสดิการรับซื้อไป และให้สมาชิกกองทุนไปรับเมล็ดพันุ์มาปลูก และในอนาคตจะทำเป็นข้าวปลอดสารพิษและขายให้กับสมาชิกเราได้กินและได้ขายสร้างรายได้ต่อไป”

          hm2-020956นับได้ว่าตำบลหินมูลได้มีการรู้จักปรับและเรียนรู้ในการพัฒนาพื้นที่ โดยให้สภาองค์กรชุมชนเป็นเวทีเรียนรู้และเวทีกลางในการคลี่คลายปัญหา ซึ่งปัญหาที่คนหินมูลเองได้ประสบพบเจอนั้นเป็นปัญหาใหญ่ รวมถึงปัญหาครั้งใหม่ที่เกิดขึ้นคือ  ปัญหาที่นายทุนมากว้านซื้อที่ดินที่เป็นพื้นที่ทำการเกษตร เพื่อทำเป็นโรงงานพลังงานแสงอาทิตย์ ในการทำโรงงานดังกล่าวผู้รับเหมาได้ถมคลองในที่ดินสาธารณะของ ๓ ตำบล เพื่อใช้สำหรับทำทางเชื่อมให้รถขนดินขับมาถมที่ดังกล่าว ทำให้น้ำในคลองไหลไม่ได้    เพราะน้ำในคลองต้องนำมาใช้ในการเกษตร ๓ ตำบล ประกอบด้วย หินมูล ไทรงาม และบางหลวง จึงใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนมาคุยและหาทางออก เชิญกำนันทั้ง ๓ ตำบล หน่วยงานในท้องถิ่น และนายทุนใหญ่ มาสร้างความเข้าใจและมีข้อเสนอไม่ให้โครงการดังกล่าวทำลายวิถีชีวิตของชุมชน จนได้ทางออก คือ ผู้รับเหมายอมขุดดินออก และยอมรับเงื่อนไขของชาวบ้าน เช่น ถ้าสร้างสะพานต้องสร้างตามที่กรมชลประทานออกแบบ หากเป็นวัสดุที่เขากำหนด ชุมชนเองจะไม่ยอมรับ และทำการบันทึกรายงานการประชุมเป็นลายลักษณ์อักษรคนละชุด โดยกำหนดระยะเวลา ในการในการถมดิน และทำท่อระบายน้ำ รวม ๘ เดือน เพื่อขนดิน และถ้าถนนพัง บริษัทยินดีที่จะซ่อมถนนให้ดีเหมือนเดิมทุกประการ เป็นการแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งของชาวบ้าน

          “เริ่มแรกเริ่มงานสภา ยอมรับว่าทุกคนไม่รู้ว่าทิศทางของสภาคืออะไร ไม่รู้จะขับเคลื่อนสภาอย่างไร จนได้รับการดูงานและได้รับการให้ความรู้จากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนงาน และนำมาสู่กระบวนการเรียนรู้และเข้าใจบทบาทของสภา หลังจากทำไป ๑ ปีกว่า ทำให้ชุมชนเองมีการหล่อหลอมให้คนในตำบลเป็นหนึ่งเดียวกันได้  ทำให้เราเห็นพลังของเวทีสภาองค์กรชุมชนที่เป็นทางออกให้ชุมชนในการแก้ปัญหา เปรียบเหมือนกับชีวิตของพวกเราและเป็นเวทีที่ยกระดับการจัดการความรู้ของชุมชน เพราะทุกอย่างคุยในเวที และทุกอย่างเกิดการมีส่วนร่วมๆ กันในเวที ทั้งภายในและภายนอกตำบล” นางชนาวรรณ  กล่าวทิ้งท้าย

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter