playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

n1-240956เมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๖ ขบวนชุมชนจังหวัดน่าน ร่วมกับวิทยาลัยชุมชนจังหวัดน่าน และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ได้จัดกิจกรรมเปิดเวทีรู้เท่าทันสื่อ ที่ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดน่าน โดย นายเดช ทะลือ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชนจังหวัดน่านให้เกียติเป็นประธานกล่าวเปิดงานและมีนักวิจัยชำนาญการจากสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ธาม เชื้อสถาปนศิริ เป็นวิทยากรตลอดกระบวนการ และมีผู้นำชุมชน นักศึกษาวิทยาลัยชุมชน เข้าร่วมรับฟังกว่า ๗๐ คน

ธาม เชื้อสถาปนศิริ ได้กล่าวให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมรู้เท่าทันสื่อได้เข้าใจว่าสื่อคืออะไรและปัจจุบันนี้สื่อแทบทั้งหมดที่เรากำลังรับเสพกันนั้นแท้จริงเป็นการพูดความจริงไม่หมด “วิชาชีพสื่อในปัจจุบันแทบจะกลายเป็นวิชาของการโกหก หรือพูดความจริงครึ่งเดียวหรือส่วนเดียว แล้วส่วนที่เขาไม่พูดนั้นคืออะไรเรารู้หรือไม่ ในสาขาวิชานิเทศนั้นความเป็นกลางเป็นสิ่งที่ไม่มี มีแต่รายงานตรงไปตรงมา ไม่เลือกข้าง”

 ขณะที่ในส่วนงานสื่อโฆษณานั้นธามก็มองว่า แนวคิดสำคัญของสื่อโฆษณาโดยเฉพาะโฆษณาสินค้าความสวยความงามนั้นส่วนใหญ่จะมีจุดเริ่มต้นที่บอกให้เราไม่พอใจตัวเอง เพราะถ้าคนเรารู้สึกว่าตนเองดีอยู่แล้ว เพรียวอยู่แล้ว จะเข้าไปซื้อเครื่องสำอางไหม ไม่มีใครซื้อ แต่ที่ต้องซื้อเพราะสื่อต้องทำให้เราไม่พอใจตัวเอง แทนที่จะทำให้ผู้หญิงรู้จักคุณค่าของตัวเอง เชื่อมั่นในตนเอง แต่วิธีการของนักโฆษณาคือ ทำให้คนดูไม่มั่นใจแล้วตบท้ายให้มั่นใจด้วยสินค้าตัวนั้น

time-240956“หรือละครหลังข่าว เรารู้หรือไม่ว่าละครสุภาพบุรุษจุฑาเทพทำยอดโฆษณาไปทั้งหมดเท่าไหร่ ๘๐๐ กว่าล้าน นั่นแสดงว่านอกจากเราได้ดูละคร เรายังเป็นกลุ่มเป้าหมายของสินค้าที่ต้องการใส่โฆษณาให้เรารับชม ขณะเดียวกันในเนื้อหาของละครสุภาพบุรุษจุฑาเทพนั้นก็ยังมีเนื้อหาของการไต่เต้าไปสู่ชนชั้นที่ดีกว่าของผู้หญิง ผู้ชายเป็นใหญ่กว่าผู้หญิง ดังนั้น ขณะดูเราเองก็ต้องเท่าทันสื่อเหล่านี้ด้วย”

ซึ่งเหตุผลสำคัญที่เราจะต้องเท่าทันสื่อในปัจจุบันนั้น (ต่างจากอดีตที่สื่อไม่ได้มีอิทธิพลมากขนาดนี้) ธามได้แจกแจงให้เห็นว่า  นั่นเป็นเพราะ ๑.เราบริโภคสื่อมากขึ้น ๒.สื่อประกอบสร้างความจริงมากขึ้น ๓.อุตสาหกรรมสื่อซับซ้อนขึ้น ๔.เราจำยอม / ยินยอมสื่อมากขึ้น ๕.สื่อมีความน่าเชื่อถือต่ำลง ๖.สื่อหลอมรวมมากขึ้น ๗.สื่อกลายเป็นชุมชน/ สังคมมากขึ้น (โซเชียลมีเดีย)

ดังนั้น การจะเท่าทันสื่อให้ได้จึงต้องมี ๕ แก่นความคิดในการรู้เท่าทันสื่อ นั่นคือ ๑. ให้เราเข้าใจได้ว่า เนื้อหาสื่อล้วนถูกสร้างขึ้น ๒.สื่อมีวิธีการสร้างเนื้อหาสื่อแต่ละแบบของมันเอง ๓.แม้จะเป็นเนื้อหาสื่อเดียวกัน แต่ผู้คนก็รับรู้ต่างกัน ๔.เนื้อหาสื่อแฝงค่านิยม ทัศนคติบางอย่างเสมอ ๕.เนื้อหาสื่อหวังประโยชน์บางอย่างเสมอ

และหลักการสำคัญที่จะทำให้เราเท่าทันสื่อได้นั้น เราไม่อาจพึ่งใครได้ในยุคนี้เพราะสื่อกระจายมาหาเราทุกทิศทาง ดังนั้น หลักการรับสื่อที่ดีที่สุดก็คือหลักกาลามสูตร ๑๐ ประการของพระพุทธเจ้านั่นเอง

๑. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา

๒. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อๆ กันมา

๓. อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ

๔. อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา

๕. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา

๖. อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา

๗. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล

๘. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน

๙. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อถือได้

๑๐.อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน

จากนั้น ผู้เข้าร่วมอบรมได้แบ่งกลุ่มย่อยแลกเปลี่ยนถึงผลกระทบที่ชุมชนได้รับจากการรับสื่อในปัจจุบันโดยมองว่า ทุกวันนี้สื่อเข้ามาหาประชาชนทุกทิศทาง ไม่ว่าในโทรทัศน์ ป้ายโฆษณา หรือเฟซบุ๊ค แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยได้วิเคราะห์หรือแยกแยะได้ว่าเรากำลังตกเป็นเครื่องมือของอะไร เพราะสื่อเหล่านั้นจะเข้ามาอย่างแนบเนียนซึ่งอาจอยู่ในโฆษณา ผลิตภัณฑ์สินค้า หรือข่าวสารที่ไม่ยอมพูดความจริงทั้งหมด จึงทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคมไทยมากขึ้น ซึ่งสิ่งที่ทุกคนจะช่วยกันเฝ้าระวังสื่อได้ก็คือต้องช่วยกันให้ความรู้คนใกล้ตัว ให้รู้จักวิเคราะห์แยกแยะสารที่ส่งเข้ามาจากสื่อต่างๆ เหล่านี้

นายสว่าง เปรมประสิทธิ์ กำนันตำบลสะเนียน อ.เมือง จ.น่านdej-240956 ได้กล่าวว่าช่องทางของสื่อที่เข้าถึงเรามีทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และสื่อโซเชียลมีเดีย ที่เราต้องเฝ้าระวัง แต่ไม่ใช่การเลิกติดตามเพราะว่าขณะเดียวกันเราก็ต้องสื่อสารเรื่องราวของเราออกไปด้วย เช่น ประเด็นปัญหาที่ดินในจังหวัดน่าน เพราะการสื่อสารมีความจำเป็นต่อการแก้ไขปัญหาที่ดินมาก ไม่ว่าในระดับที่ต้องสื่อสารกับครม. (คณะรัฐมนตรี) หรือระดับภาคประชาชนเพราะต้องให้มีการกดดันรัฐบาล หรือการที่จะต้องสื่อสารกับภาคีเครือข่ายเพื่อให้มีแนวร่วมมากขึ้น ดังนั้น กลุ่มประเด็นที่ดินจึงมีรูปแบบการสื่อสารที่หลากหลายมาก ซึ่งที่ผ่านมาจะมีทั้งการเขียนไปรษณียบัตรถึงรัฐมนตรี การขี่มอเตอร์ไซค์จากภาคเหนือลงกรุงเทพฯ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งที่คนทำงานประเด็นที่ดินพยายามทำมาทั้งหมดนี้คือการพยายามลดความขัดแย้ง ลดความความเข้าใจผิด และเป็นการสื่อสารกับสังคมให้เข้าใจถูกต้อง เพื่อจะได้แก้ไขปัญหาได้”

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter