playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

pp2-260956เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๖ ที่โรงแรมเชียงใหม่ฮิลล์ จ.เชียงใหม่ คณะยุทธศาสตร์ภาคเหนือตอนบนได้จัดเวที “ประชุมพลังองค์กรชุมชน พลังภาคี พลังพอช.เพื่อชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองในภาวะปัจจุบันและอนาคต” โดยมีคณะยุทธศาสตร์ภาคเหนือตอนบน ภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม ตัวแทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตัวแทนคณะกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่พอช. กว่า ๗๐ คนเข้าร่วมประชุม

นายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้อำนวยการพอช. กล่าวว่าปัจจุบันนี้ ลักษณะการทำงานกับภาคประชาชนแทบทุกภาคส่วนของสังคมไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว ทั้งนี้เป็นเพราะขบวนประชาชนไม่เหมือนก่อน พวกเขาได้ลุกขึ้นมาจัดการตนเองกันแล้ว ดังนั้น แนวทางการทำงานของพอช. จึงต้องสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของสังคมและภาพรวมของประเทศ และรวมไปถึงการต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในการเปิดประตูสู่อาเซียนที่จะมีแรงงานนอกระบบเข้ามามากขึ้น

จากนั้น ผู้อำนวยการพอช. ได้นำเสนอภาพรวมของโครงสร้างประเทศโดยชี้ให้เห็นว่า ปัญหาของสังคมไทยยังคงเป็นปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำและความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ความไม่เท่าเทียมกันในการรับสวัสดิการของประชาชนในแต่ละกลุ่มอาชีพ โอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร (ดิน น้ำ พลังงาน) และการบริการของภาครัฐ ความไม่มั่นคงของคนชายขอบรวมกว่า ๓ ล้านคน

ด้วยเหตุดังนี้ การจะพัฒนาประเทศจึงต้องมียุทธศาสตร์ที่เหมาะสมกับสภาพปัญหา และนโยบายสำหรับขับเคลื่อนประเทศไทยจึงต้องตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาและรับมือกับปัญหาข้างต้น อันได้แก่ สังคมไทยจะต้องลดช่องว่างระหว่างคนรวย คนจน ความเหลื่อมล้ำจะต้องลดลง ขณะที่มิติด้านเศรษฐกิจ ประเทศเราก็คาดหมายจะเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาค อีกทั้งยังจะเป็นผู้นำในการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

pp1-260956ดังนั้น การทำงานของพอช. จะต้องสอดรับกับการแก้ไขปัญหาของประเทศ เราจะทำงานภายใต้รูปแบบเดิมๆ ไม่ได้ เพราะบัดนี้รอบๆ ตัวเราไม่ว่าภาคการเมืองหรือภาคประชาชนได้เปลี่ยนแนวทางวิธีการแล้ว จึงต้องขอให้ทุกคนร่วมระดมความคิดเห็นเพื่องานพัฒนาที่พอช.สนับสนุนอยู่ในระบบพื้นที่ ระบบตำบล ระบบภูมินิเวศน์ให้มากขึ้น แต่จะออกมาในรูปแบบไหน อย่างไร ทุกคนต้องช่วยกันออกแบบ เพื่อให้แนวคิดชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองเป็นจริง สี่ปีข้างหน้าเราจะรวมพลังขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยการจัดการตนเอง

นายรุ่งสุริยา เชียงชีระ นายก อบต.ข่วงเปา อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่  ได้แสดงความเห็นว่า ปัจจุบันนี้สายงานพัฒนากับงานภาคท้องถิ่นมีความร่วมไม้ร่วมมือกันมากขึ้นเพราะว่าท้องถิ่นเองก็ต้องการทำงานกับประชาชนในพื้นที่เพราะนั่นก็คือผลงานของเขา ซึ่งท้องถิ่นบางพื้นที่นั้นมีศักยภาพ สามารถสนับสนุนการจัดการองค์กรชุมชนท้องถิ่นให้เข้มแข็งได้ เช่น งานสวัสดิการชุมชนที่เปิดโอกาสให้ท้องถิ่นมาสนับสนุน

แต่ปัญหาบางอย่างที่ตนเองเคยประสบมาก็คือ โครงการงานบางอย่างยังไม่ชัดเจน บางทีงานซ้ำซ้อนกัน ทั้งที่เป็นคณะทำงานชุดเดียวกัน ซึ่งเราสามารถมาคุยกันได้ ถ้าเราปรับโครงสร้างเพื่อให้งานร้อยเข้าด้วยกัน หรือเป็นเรื่องเดียวกัน และให้คณะทำงานเป็นชุดเดียวกัน ขบวนชุมชนจะเข้มแข็งได้แน่นอน

ขณะที่ พระครูสมุหวิเชียร เจ้าอาวาสวัดพวกช้าง จ.เชียงใหม่ ได้กล่าวถึงความสำคัญของงานเผยแพร่ เพราะการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้เข้าใจงานต่างๆ ไม่ว่างานสวัสดิการ งานสภาองค์กรชุมชน หรือเรื่องของกฎหมายต่างๆ ยังไม่เข้าถึงชาวบ้านได้ไม่เต็มที่ ซึ่งถ้าเข้าถึงชาวบ้านได้ก็จะทำให้การทำงานของชาวบ้านง่ายขึ้น และถ้าหากชาวบ้านเข้าใจได้ เราก็แทบไม่ต้องพึ่งกฎหมาย ไม่ต้องมีกฎหมายก็ได้ เราจัดการกันเองได้ ดังนั้น ประเด็นสำคัญคือ ทำอย่างไรเราจะสื่อกับชาวบ้านได้เข้าใจ

pp3-260956นายภาณุวุธ บูรณพรม นายกอบต.ผาสิงห์ อ.เมือง จ.น่าน ได้กล่าวว่าตนเองเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะให้ชุมชนท้องถิ่นชูธงจังหวัดจัดการตนเอง ให้คนจัดการตนเอง ไม่ต้องรอ ทำไปเลย และขอให้เข้าใจอย่างจริงจังในพื้นที่ที่เขาเป็นไม่ใช่อย่างที่เราอยากให้เป็น อีกประเด็นหนึ่งที่ตนเองอยากเสริมคือ ท้องถิ่นมีส่วนสำคัญ หรือส่วนของเอ็นจีโอ นักวิชาการ แม้ไม่ใช่เป้าหมายแต่เป็นภาคีร่วมกับภาคสังคมอื่นๆ ดังนั้น ทำอย่างไรจึงจะให้เกิดการหนุนเสริมช่วยงานอย่างเป็นขบวนการมากซึ่งตอนนี้ยังมองการหนุนเสริมไม่ชัด

นายเดโช ไชยทัพ ผู้อำนวยการมูลนิธิการพัฒนาที่ยั่งยืน จากภาคประชาสังคมเชียงใหม่ ได้แสดงความเห็นว่า ขบวนองค์กรชุมชนยังไม่สามารถฉายภาพขบวนประชาชนทั้งหมดได้ เพราะเรายังไม่เห็นแรงงานทั้งระบบ ซึ่งอาจต้องอาศัยวิธีคิด อุดมการณ์ใหม่ๆ ที่เราอาจต้องหาร่วมกัน ขณะเดียวกันในมิติของการขับเคลื่อนภาคพลเมือง คนชายขอบ ยังไร้สิทธิ์เสียง และการมองหน่วยงานการแก้ไขเรายังมองแยกส่วน แยกรัฐ ท้องถิ่น ส่วนภูมิภาค ส่วนกลาง ในขณะที่เราอยากให้ภาคพลเมืองเข้มแข็ง แต่เรากลับมองภาครัฐหรือท้องถิ่นเป็นศัตรู ซึ่งจริงๆ แล้วการเมืองพลเมืองจะเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ ต้องจับมือกันทำงานร่วมกันได้

อีกประเด็นหนึ่งที่ตนอยากตั้งข้อสังเกตก็คือ สภาองค์กรชุมชนนั้น ควรจะเป็นเครื่องมือของประชาชน แต่ที่ผ่านมายังดูเหมือนว่าเป็นเครื่องของพอช. ซึ่งทำอย่างไรถึงจะให้เป็นเครื่องมือของประชาชนได้อย่างแท้จริง เช่น นักธุรกิจ หากอยากรวมกลุ่มตั้งสภาองค์กรชุมชนจะได้ไหม ทำอย่างไรให้คนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงการจัดตั้งสภาฯ ได้ง่ายขึ้น

และ นางวิไล นาไพรวัลย์ จากสภาองค์กรชุมชนเชียงราย ก็ได้เสนอว่า แต่ละตำบลควรมีแผนยุทธศาสตร์ของตนเอง และสภาองค์กรชุมชนก็ควรต้องมีแผนครอบคลุมทุกมิติ เช่น บางพื้นที่อาจมีงานประเด็นของ สสส. สช. สามารถที่จะเอามารายงานด้วยกันได้เพื่อให้เห็นภาพรวมของท้องที่ทั้งหมดไม่ใช่ สมมติว่าทำงานเรื่องสวัสดิการก็รายงานเฉพาะสวัสดิการ แต่มองไม่เห็นภาพรวม ไม่เห็นการบูรณาการการทำงานทั้งหมด ดังนั้น ตนจึงอยากเสนอให้ทุกตำบลทำ ๑ แผน ๑ ตำบล

            บรรยากาศการแลกเปลี่ยนเพื่อเป็นการทบทวนและมองไปข้างหน้าสู่ทิศทางการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่น   โดยคณะยุทธศาสตร์ภาคเหนือตอนบนดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดยข้อเสนอทั้งหมดของภาคเหนือตอนบนจะได้นำไปสรุปร่วมกับข้อเสนอของขบวนองค์กรชุมชนภาคอื่นๆ อีกเพื่อนำไปสู่การปฏิรูป โดยหลังจากผู้เข้าร่วมประชุมได้ร่วมแลกเปลี่ยนกันทั้งวัน นายพลากร วงค์กองแก้ว ผอ.พอช. ก็ได้กล่าวปิดท้ายอันเป็นการสรุปงานครั้งนี้ว่า “ตอนนี้ไม่ว่าสายการเมือง หรือประชาสังคม ล้วนต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานกับมวลชน และคนทำงานกับมวลชนทุกแขนงจะต้องคิดใหญ่มากขึ้น เพราะสังคมเราใหญ่ขึ้น เราเดินทางมาถึงจุดสำคัญที่เราจะต้องเปลี่ยนแปลง เพราะแม้ไม่มีเราความเปลี่ยนแปลงก็ต้องเกิด เหมือนดังที่นพ.ประเวศ วะสี ได้กล่าวไว้ว่า  สภาองค์กรชุมชนก็เหมือนปลาที่อยู่ในน้ำ ถ้าดิ้นขึ้นบนบกตายลูกเดียว ดังนั้น จึงอยากให้เรามองเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ร่วมกัน อย่าให้ปลาอยู่ไม่ได้จนต้องดิ้นขึ้นบก การปฏิรูปของเราก็คือการปฏิรูปของประชาชน และมันจะเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter