เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ คณะทำงานสวัสดิการชุมชนภาคเหนือตอนล่าง ได้จัดงาน “๔ ปีสวัสดิการชุมชน การพัฒนา สู่ยุทธศาสตร์ความสำเร็จที่ยั่งยืน” ที่โรงแรมรัตนา ปาร์ค อ.เมือง จ.พิษณุโลก โดยมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ ๑๐๐ คน
โดยตัวแทนทั้งเจ็ดจังหวัดได้แก่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร ตาก อุตรดิตถ์ พิจิตร สุโขทัย ได้นำเสนอรายงานผลการดำเนินงานที่ผ่านมา โดยผลการดำเนินงานสี่ปีที่ผ่านมานั้น จังหวัดพิษณุโลก สามารถจัดตั้งกองทุนได้ถึง ๙๙ กองทุน คิดเป็น ๙๗.๐๖ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด มีผู้ได้รับผลประโยชน์จำนวน ๖๒,๔๘๘ คน จังหวัดสุโขทัยจัดตั้งได้ ๘๐ กองทุน คิดเป็น ๘๘.๘๙ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด มีผู้ได้รับผลประโยชน์ทั้งหมด ๓๐,๐๗๔ คน จังหวัดตากจัดตั้งได้ ๖๐ กองทุน คิดเป็น ๘๒.๒๔ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ มีผู้ได้รับผลประโยชน์จากจำนวน ๒๓,๒๙๙ คน จังหวัดกำแพงเพชรจัดตั้งได้ ๘๔ กองทุน คิดเป็น ๘๓.๕ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ มีผู้ได้รับผลประโยชน์ ๔๙,๒๐๖คน จังหวัดเพชรบูรณ์จัดตั้งได้ ๔๖ กองทุน คิดเป็น ๓๕.๙๓ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ มีผู้ได้รับผลประโยชน์ ๒๙,๔๐๙ คน จังหวัดอุตรดิตถ์ตั้งได้ ๖๘ กองทุน คิดเป็น ๘๖.๐๘ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ มีผู้ได้รับผลประโยชน์ ๓๑,๒๐๖ คน จังหวัดพิจิตรจัดตั้งได้ ๗๕ กองทุน คิดเป็น ๗๔.๒๖ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ มีผู้ได้รับผลประโยชน์ ๒๗,๑๗๖ คน
ในภาพรวมของ ๗ จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง จัดตั้งได้ ๕๐๒ กองทุน และได้รับการสมทบงบประมาณทั้งหมด ๓๙๘ กองทุน ครอบคลุมสมาชิกทั้งหมด ๒๕๒,๘๕๓ คน โดยมีเงินทุนหมุนเวียนทั้งหมด ๒๗๓,๗๖๔,๙๖๔.๕๗ บาท
นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาศักยภาพคนทำงานและกองเลขาระดับภาค รวมทั้งคณะกรรมการกองทุน มีการสร้างระบบการช่วยเหลือให้กับคนในชุมชน โดยเป็นการเชื่อมโยงระบบคน ระบบข้อมูล และระบบทุน ในชุมชน เพื่อสร้างระบบสวัสดิการชุมชนร่วมกัน อีกทั้งสร้างระบบการช่วยเหลือในสถานการณ์เร่งด่วนของชุมชนและมีการพัฒนากองทุนสวัสดิการในการเชื่อมโยงประเด็นงานพัฒนาในตำบล
รวมถึงเกิดการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเกิดการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐต่างๆและภาคเอกชน
หลังการนำเสนอผลการดำเนินงานได้มีการมอบรางวัลม้าตีนเร็วให้กับจังหวัดพิษณุโลกที่จัดตั้งกองทุนได้มากที่สุดและคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อพื้นที่ได้สูงที่สุด
จากนั้นจึงได้เปิดเวทีเสวนาหัวข้อเรื่อง “๔ ปีกับการพัฒนาสวัสดิการชุมชน ๔ รูปแบบรูปธรรมความสำเร็จ ๔ ยุทธศาสตร์การพัฒนา ๔ รอบกับการสมทบ” โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนาได้แก่ นายวิทัศน์ เตชะบุญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของงมนุษย์ นายกฤษฎา สมประสงค์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการพัฒนาชุมชนกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น นายสุพัฒน์ จันทนา ผู้จัดการสำนักงานภาคเหนือตอนล่าง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน นางนุชาจรี สว่างวรรณ ผู้แทนคณะทำงานสวัสดิการชุมชนจังหวัดพิษณุโลก นายมณเฑียร สอดเนื่อง ผู้แทนคณะทำงานสนับสนุนสวัสดิการชุมชน และดำเนินรายการโดยนายธนชัย อาจหาญ หัวหน้าปฏิบัติการชุมชน สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง
โดยนางนุชจารี สว่างวรรณ สตรีคนเดียวของเวที ได้อภิปรายเป็นคนแรกได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมาของการดำเนินการสวัสดิการชุมชน โดยได้กล่าวว่า ตนมีความภาคภูมิใจของการจัดสวัสดิการชุมชนที่ได้ทำเป็นอย่างมาก ซึ่งได้ขับเคลื่อนงานสร้างกระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐกับภาคประชาชนและมีการเชื่อมโยงกับภาคเอกชน ซึ่งการพัฒนาเน้นในระดับพื้นที่ให้มีความเข้าใจและประสานงานร่วมกับท้องถิ่น เพื่อจัดระบบสวัสดิการร่วม ปัจจุบันท้องถิ่นสร้างการ “ยอมรับ” การจัดระบบสวัสดิการโดยใช้ฐานข้อมูลของกองทุน ภายใต้หลักคิดที่ว่า “สวัสดิการมีชีวิต” ซึ่งบทเรียนการขับเคลื่อนที่สำคัญคือการสร้างคุณค่าในการดำรงชีวิตที่เชื่อมโยงกับผู้พิการและด้อยโอกาส เพื่อ “พัฒนาบ้านภายใต้หลังคาเดียวในชุมชน” และโดยเฉพาะการได้จัดสวัสดิการให้กับคนพิการ ซึ่งพวกเขาสามารถที่หยัดยืนให้ทัดเทียมกับคนปกติได้
“เวลาที่พวกเขาผลิตสินค้า สิ่งที่ต้องการคืออยากให้คนซื้อเพราะว่ามันสวย มันมีค่า ไม่ได้อยากให้เพราะสงสาร และพวกเขาก็ทำได้ สินค้าของพวกเขามีคุณภาพ”
สำหรับทิศทางการไปข้างหน้าของการจัดระบบสวัสดิการในมุมของคุณนุชจารีนั้น เธอเห็นว่า จะเชื่อมโยงการจัดระบบสวัสดิการด้านอื่นๆ เช่น การสร้างโอกาสการจัดระบบสวัสดิการให้กับผู้ด้อยโอกาส โดยจัดระบบสวัสดิการระดับจังหวัด การพัฒนาสร้างอาชีพให้กับผู้ด้อยโอกาสซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์สินค้าซึ่งสะท้อนเรื่องการ “สร้างคุณค่าให้กับผู้ด้อยโอกาส”
นายมณเฑียร สอดเนื่อง ตัวแทนคณะทำงานสนับสนุนสวัสดิการชุมชนได้กล่าวถึงเจตนารมณ์การจัดสวัสดิการชุมชน ระบบสวัสดิการชุมชนเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย ซึ่งการพัฒนาจะต้องเริ่มจากชุมชนที่จะต้องลุกขึ้นมาขับเคลื่อนงานพัฒนา การจัดสวัสดิการโดยการพึ่งพาตนเอง เป็นหลักคิดสำคัญสะท้อนเรื่องการบริหารจัดการ การช่วยเหลือดูแลกันเอง ซึ่งจะต้องพัฒนาความเข้มแข็งการขับเคลื่อนและเชื่อมโยงการหนุนเสริมให้กับกองทุน ดังนั้นวิธีการหรือแนวทางสำคัญต้องน้อมนำปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” มาใช้ ที่ผ่านมาการจัดตั้งกองทุนมีการเปลี่ยนแปลงแนวคิดที่พึ่งพาคนภายนอกโดยสร้างระบบสวัสดิการแบบโน้มนำ เช่น การจัดสวัสดิการที่สูงกว่าความสามารถของกองทุน ทำให้กองทุนเกิดความเสี่ยงในการขับเคลื่อนงาน
แนวทางการพัฒนากองทุนสวัสดิการชุมชนจะต้องสร้าง “ความต่าง” กับระบบสวัสดิการด้านอื่นๆ ซึ่งจุดแข็งของระสวัสดิการคือ “การสร้างระบบการช่วยเหลือโดยชุมชน” และจุดอ่อนของการพัฒนากองทุนฯคือการพึ่งพิง “ทุนภายนอก”
ระบบชุมชน มีความสัมพันธ์ที่หลากหลาย เช่นระบบคน ระบบข้อมูล ระบบทุนทางสังคม เป็นต้น ซึ่งระบบต่างๆเหล่านี้สามารถสร้าง “สวัสดิการที่มีความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน” ประเภทของการจัดสวัสดิการแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ สวัสดิการที่จ่ายเป็นเงิน และสวัสดิการที่สร้างโอกาส ช่วยเหลือคนในชุมชน
นายกฤษดา สมประสงค์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมการมีส่วนร่วมและพัฒนาชุมชน กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ได้กล่าวถึงระบบการหนุนเสริมของหน่วยงานมหาดไทยว่า ในขั้นตอนการขอการสนับสนุนและสมทบนั้นจะต้องมีการทำแผนล่วงหน้า ๑ ปี เพื่อเสนอให้เป็นแผนงานและข้อบัญญัติก่อน ๓๐ มิถุนายน ของปีงบประมาณ และท้องถิ่นจะจัดทำงบประมาณให้เสร็จภายใน ๑๕ สิงหาคมของปีงบประมาณ จากนั้นจะสามารถสมทบได้ในปีถัดไป ซึ่งการสมทบงบประมาณนั้นจะขึ้นอยู่กับความสามารถทางการเงินของท้องถิ่น ซึ่งถ้าท้องถิ่นไม่มีงบประมาณเพียงพอก็สามารถของบประมาณกับ อบจ.ผ่าน อบต.หรือเทศบาลได้
ส่วนแนวทางการขับเคลื่อนของกองทุนสวัสดิการชุมชนนั้น ตนเห็นว่าควรมีการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนที่เน้นเรื่องการจัดสวัสดิการ เพื่อให้เกิด “ท้องถิ่นสวัสดิการ” และมีข้อพึงระวังคือ ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนไม่ควรเป็นนายกท้องถิ่น และไม่ควรผูกขาดการบริหารจัดการกับท้องถิ่น
นายสุพัฒน์ จันทนา ผู้จัดการสำนักงานภาคเหนือตอนล่าง พอช. อภิปรายเป็นคนสุดท้ายได้กล่าวถึงบทบาทการการร่วมขับเคลื่อนการทำงานของสถาบันฯ โดยกล่าวว่า การพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชนมีการขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว ดังนั้นทิศทางการข้างหน้า ควรเน้นเรื่องการพัฒนาด้านปริมาณ เพื่อเชื่อมโยงระบบการพัฒนาคุณภาพของสมาชิก และการพัฒนาทางด้านแนวคิดที่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน
นอกจากนี้ควรพัฒนาระบบการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันที่สามารถครอบคลุมคนในชุมชนทุกระดับ พัฒนาความเข้มแข็งของกองทุนที่เน้นเรื่องการบริหารจัดการที่สามารถติดตามเพื่อการพัฒนา รวมทั้งมีแผนการจัดการระบบทุนภายในให้มากกว่าการสนับสนุนจากทุนภายนอก เช่นการขยายฐานสมาชิก ขยายฐานเงินสมทบจากสมาชิก มีการสร้างพลังในการเชื่อมโยงระบบทุนของชุมชน เช่นการเชื่อมโยงกองทุนพัฒนาหมู่บ้าน กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มเงินล้าน เป็นต้น
และมีการเชื่อมโยงกองทุนสวัสดิการเพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญของชุมชน เช่นการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ ปัญหายาเสพติด ปัญหาที่ดิน เป็นต้น
ในด้านการสร้างความร่วมมือต่อผู้ที่เกี่ยวข้องนั้น ตนเห็นว่าควรมีการสร้างความมือทั้งระดับคนในชุมชนด้วยกันเอง เช่น การพัฒนาหลักคิด อุดมการณ์ของสวัสดิการชุมชน การสร้างความเป็นเจ้าของกองทุน และการสร้างความร่วมมือระหว่างตำบลกับจังหวัดด้วย ภายใต้คณะกรรมการขับเคลื่อนจังหวัด ซึ่งจะเป็นการสร้างพื้นที่การทำงานร่วมและเชื่อมโยงกับภาครัฐ
ด้านเป้าหมายสำคัญของการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชน ควรต้องมีการผลักดันให้เป็นวาระร่วมของจังหวัด มีการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ร่วมกับท้องถิ่น และผลักดัน พ.ร.บ.สวัสดิการสังคม ให้เป็นจริง




