เมื่อวันที่ ๑๔ ธ.ค. ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา เครือข่ายชุมชนคนฮักน้ำของ ร่วมกับ สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต ของเครือข่ายประชนลุ่มน้ำโขง ๘ จังหวัด และภาคีพัฒนา จัดพิธีมอบต้นผ้าป่า รวมยอดเงินบริจาคประมาณ159,000 กว่าบาท เพื่อสร้างศูนย์การเรียนรู้บ้านตามุย อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี และประกาศเจตนารมณ์ เร่งทำ ๓ เรื่องหลัก คือการเพิ่มมวลชน การผลักดันนโยบาย และการจัดทำข้อมูลเชิงวิชาการพร้อมยกร่าง ธรรมนูญลุ่มน้ำโขงและลุ่มน้ำสาขา เพื่อเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนทั้งเชิงนโยบายและท้องถิ่นในการร่วมจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมเชื่อมโยงสู่มิติอื่นๆ ในการจัดการตนเองของชุมชน
ในการนี้มีการจัดเวทีเสวนา“การจัดการน้ำ ข้อเสนอจากรากหญ้า”โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งผู้นำชุมชน นักวิชาการ ศิลปิน นักพัฒนา ประกอบด้วย นายวัย ป้องพิมพิ์ นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว นายสุเทพ กฤษราง
วรินทร์ ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ และนางบุญอ้อม ทิพย์สุนา ดำเนินรายการโดย คุณสดใส สร่างโสรก
ประชาธิปไตยกับการจัดการน้ำ
ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า ประชาธิปไตยจากข้างบนหรือศูนย์กลาง มันไม่ใช่คำตอบของพวกเรา จากที่ลงไปสัมผัสกับพี่น้องในทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม ภาคตะวันตก เหมืองทองคำ จ.เลย พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการขุดเจาะก๊าซ จ.กาฬสินธุ์ สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ไม่ใช่ประชาธิปไตยเป็นการเอากฎหมายลูกมาฆ่ากฎหมายแม่นั่นเอง ซึ่งรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายแม่ โดยเฉพาะมาตรา ๖๖ และ ๖๗ ในเรื่องสิทธิชุมชน และสิ่งที่มาทำลายวิถีชุมชนไม่ว่าจะเป็นนโยบายจากรัฐหรือทุน ล้วนเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญนั่นเอง
แท้จริงแล้วพี่น้องในพื้นที่ปกป้องสิทธิชุมชนไม่ให้บริษัททุนเข้ามาทำลายและสร้างผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม และแม้จะเลือกตั้งอีกกี่ครั้งก็ไม่สามารถแก้ไขเรื่องเหล่านี้ได้เลยแถมยังร่วมกันทำร้ายชาวบ้าน ฉะนั้นพี่น้องชาวบ้านคนยากคนจน คนชายขอบ ประมงพื้นบ้าน รวมถึงคนชนชั้นกลางของประเทศต้องทำ คือ รู้เท่าทันการเมือง รู้เท่าทันทุนโดยมีข้อเสนอที่สำคัญอยู่ ๔ ประการ คือ
(๑.) รวมพลังกันให้มากกว่านี้และขยายการเชื่อมโยงไปสู่พื้นที่หรือมิติอื่นๆเช่น พี่น้องที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องการจัดการน้ำ เชื่อมโยงกับพื้นที่ปากบาลาหรือสิชลที่ต่อสู้เรื่องโรงไฟฟ้า ซึ่งภาคประชาชนฐานรากต้องกล้าลุกขึ้นมาพูดเรื่องผลกระทบจากเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น กรณีตากใบ เป็นต้น เราต้องมีความชัดเจนที่มากกว่าปัญหาของเราอย่างเดียว จึงจะทำให้เรื่องของเรานั้นแทรกเข้าไปยังระบบของสังคม (๒.) ต้องต่อสู้และต่อรองกับนักการเมืองว่าเราไม่เอาโครงการที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน เช่น กรณีที่ภาคประชาชนและคนในท้องถิ่นลุกขึ้นมาล้มเวทีรัฐบาลในเรื่องน้ำ คิดว่าเสียงของเราทำให้คนในสังคมได้ยินมากขึ้น โดยมีการจัดระบบข้อเรียกร้องและสื่อสารต่อสังคมต่อไป (๓.) ทำอย่างไรก็ได้ให้กฎระเบียบที่มีและดีนั้นฟื้นคืนมาที่ผ่านมานั้นได้ถูกนักการเมืองทำลายจนสิ้น เราต่อสู้กันตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ เป็นต้นมา เราได้เครื่องมือบางอย่างที่ดี เช่น พ.ร.บ.ส่งเสริมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีคณะกรรมการชำนาญการ มีการบอกถึงผลกระทบต่างๆ รวมถึงในช่วงปี ๒๕๓๙ มีเวทีประชาพิจารณ์ที่เป็นเครื่องมือในการที่ทำให้พี่น้องได้มีกระบวนการต่อสู้ และถูกมาแก้ไขในปี ๒๕๔๘ โดยรัฐบาลทักษิณ ให้ทำในรูปแบบโพลล์ และไม่สามารถที่จะหวังได้แต่ตอนนี้มันถูกทำลายไปหมดแล้ว และ (๔.) ต้องขยายแนวร่วม ประกอบด้วย หนึ่งแนวร่วมที่มาจากคนที่มีสำนึกสาธารณะและสร้างเครื่องมือต่างๆ เพื่อสื่อสารกับสังคมให้ได้ สอง สื่อมวลชน ที่มีการสื่อสารจากช่องทางต่างๆ ทั้งสื่ออิสระและสื่อกระแสหลัก สามมีการทำข้อมูลและประสานความร่วมมือกับนักวิชาการ และ สี่การขยายแนวร่วมวงกว้าง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่
“ขบวนของเราต้องมีกองเสนาธิการ ที่ต้องร่วมคิด เพราะเรามีแม่ทัพทั้งหมดอยู่แล้ว และต้องออกแบบอย่างเป็นระบบ ในส่วนของวิชาการเอง ตนจะพยายามสร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมา ไม่ใช่เพียงนักวิชาการที่สอนเป็นอาชีพ นั่นหมายถึงการเพิ่มมวลมิตรที่จบปริญญาโทและปริญญาเอก ที่สนใจในเรื่องปัญหาของพี่น้อง ให้นำความรู้มาร่วมแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้อง”
ภาพถ่ายเล่าวิถีคนลุ่มน้ำโขง
นายสุเทพ กฤษณาวารินทร์ ช่างภาพอิสระ ผู้ถ่ายภาพในลุ่มน้ำโขงกล่าวว่า
จากการลงพื้นที่ถ่ายภาพทั่วลุ่มน้ำโขงในหลายประเทศ ตนมองแม่น้ำโขงทั้งระบบ หากถูกตัดแขนตัดขาไปย่อมสร้างผลกระทบ เขื่อนในจีนได้ถูกสร้างแล้วและได้รับผลกระทบอย่างมาก แต่แม่น้ำก็ยังไม่สิ้นใจไปในทันที อย่างในพื้นที่สีพันดอนและไซยบุรี ทั้งสองจุดนี้จะได้รับผลกระทบอย่างมากโดยเฉพาะเขื่อนดอนสะโฮง ถือว่าเป็นวิกฤตจริงๆ ที่จะต้องเกิดขึ้น ในแม่น้ำสาขา ๑๐ กว่าสาย แม้เขาจะกั้นแค่สายเล็กๆ เพียงสายเดียว และอ้างว่าไม่ใช่แม่น้ำหลัก แต่ที่นี่เป็นรูธรรมชาติรูเดียวที่ปลาขนาดเล็กและใหญ่ใช้เดินทาง แม้กระทั่งปลาบึกที่มีขนาดใหญ่ก็เดินทางผ่านรูธรรมชาตินี้และยังส่งผลกระทบต่อคอนพะเพ็งที่น้ำนั้นลดลงอย่างแน่นอนไม่เพียงแต่ลาวที่ทำลายแหล่งอาหารของตัวเอง รวมถึงแหล่งท่องเที่ยว เขมรเองก็จะได้รับผลกระทบมากกว่าด้วยซ้ำ
“หากเราไม่รวมตัวกันเหมือนภาครัฐและเอกชน ก็จะทำให้เราไม่มีพลัง เราต้องเชื่อมร้อยช่วยกันเพื่อหยุดโครงการที่ส่งผลกระทบต่อท้องถิ่น ให้เกิดความเข้มแข็งยิ่งขึ้นและควรมีการสร้างหรือขยายแนวคิดกับลูกหลาน เพื่อให้เขาเห็นความสำคัญกับทรัพยากร เพราะโลกปัจจุบันมันไปไกลแล้ว เราอาจจะมีวิธีการเก่า แต่คนรุ่นใหม่เขาสามารถสร้างพื้นที่หรือสังคมของเขาได้ เราต้องสร้างให้เขารักและหวงแหนทรัพยากรของเขา”
ประชาธิปไตย คือ ประโยชน์ของประชาชน
ผลักดันสภาประชาชนลุ่มน้ำโขง สู่สภาประชาชนลุ่มน้ำโขงอาเซียน
นายนิวัฒน์ ร้อยแก้วประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ จ.เชียงรายกล่าวว่า สถานการณ์แม่น้ำโขง คนลุ่มน้ำโขงรับรู้กันหมดตั้งแต่มีการสร้างเขื่อนในประเทศจีน ตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ ซึ่งจีนเองไม่ได้รับฟังผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมถึงการสร้างเขื่อนอันใหม่ขึ้นอีก ๑๒ เขื่อนในทางตอนใต้ มองแล้วเป็นการจบสิ้นของคนในลุ่มน้ำโขงโดยสิ้นเชิงตลอดระยะเวลา ๑๖ ปีที่ต่อสู้กับเรื่องนี้ เขาไม่เคยสอบถาม ไม่เคยสนใจ ตั้งแต่เขื่อนแรก จนถึงเขื่อนที่ ๔ เกิดผลกระทบถ้วนหน้า แสดงว่าแม่น้ำโขงถูกรัฐประหารจากรัฐบาล ๔ ประเทศเรียบร้อยแล้ว
สิ่งที่ต้องคำนึงมากที่สุดคือ ประการแรก การจัดการพลังของคนลุ่มน้ำโขงให้เกิดความเข้มแข็งมากกว่านี้ การรวมพลังเกาะเกี่ยวเพื่อต่อรองกับรัฐบาลแต่ละยุคยังไม่พอ แต่สิ่งที่เราทำนั้นถูกต้องและถูกทางแล้วที่รวมตัวกันภายใต้เครือข่ายลุ่มน้ำโขง ๘ จังหวัดในประเทศไทย แต่เราต้องพัฒนาศักยภาพและเครือข่ายเพื่อให้เกิดพลังมากกว่านี้ เช่น ในช่วงที่เกิด AEC ที่เป็นผลกระทบต่อเรา แต่ก็ถือว่าเป็นโอกาสของเราที่จะลุกขึ้นมาทำเรื่องความมั่นคงทางเรื่องอาหารและวัฒนธรรม และต่อรองเรื่องเศรษฐกิจ โดยรวมตัวให้เกิด “สภาประชาชนลุ่มน้ำโขง” ให้ได้ เป็นเรื่องแรกที่คนลุ่มน้ำโขงต้องทำ และทำร่วมกับภาควิชาการ เข้าเสริมและเข้ามาช่วย ประการที่สอง มีการสื่อสารต่อสังคมสาธารณะ ต้องสร้างกระแสให้เขาได้ตระหนักร่วมกับคนชนชั้นกลาง ประการที่สาม ผลักดันให้เกิดการมีส่วนร่วมกับภาคการเมืองท้องถิ่น โดยเฉพาะนักการเมืองที่อยู่ใกล้ตัวพวกเรา หากเขาพูดถึงเรื่องทรัพยากรของพวกเราๆ จึงเลือกเขา เพราะสิ่งที่เขาคิดต้องเอื้อต่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน นั่นคือการเมืองที่กินได้ และประการที่สี่ สิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และอนาคต เป็นเรื่องปากท้องของประเทศ ซึ่งเป็นก้าวต่อไปเพื่อให้เกิดสภาประชาชนลุ่มน้ำโขงระดับอาเซียนให้ได้ เป็นการเปิดช่องทางในการที่เราจะคุยกับเครือข่ายในเขมร เวียดนาม ไทย และลาว เพื่อนำเสนอประเด็นลุ่มน้ำโขงสู่สังคมสาธารณะให้ได้
“ประชาธิปไตย คือ ประโยชน์ของประชาชน ต้องเน้นที่นโยบายท้องถิ่น ที่ต้องพูดถึงทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ เป็นการทำหน้าที่เพื่อรักษาสิทธิของพวกเรา นั่นคือ ประชาธิปไตยลุ่มน้ำโขงอยากฝากใน ๓ สร้าง ๑.) การสร้างมวลชน ๒.) สร้างงานวิชาการ ชี้ให้เห็นถึงความถูกต้อง ให้สังคมยอมรับ และ ๓.) สร้างนโยบายของเราให้ได้ เริ่มต้นตั้งแต่นโยบายท้องถิ่น”
ด้านนางบุญอ้อม ทิพย์สุนาผู้ประสานงานองค์กรสภาชุมชนตำบลลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน (คสข.) เปิดเผยว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องคุยเรื่องนี้ให้ชัดเจน ภาคประชาชนบ้านเรานั้นเชื่อในเรื่องเขาว่าหรือเขาลือ พวกเราไม่สามารถฝากความหวังกับภาครัฐได้ สภาประชาชนในวันนี้ต้องทำให้เป็นรูปธรรมให้ได้แล้ว เช่น กรณีวันที่ ๒ ก.พ. นี้ที่เขาจะร่างรัฐธรรมนูญนั้น เราต้องเร่งร่างข้อเสนอเพื่อเป็นส่วนหนึ่งนั้น ลุ่มน้ำโขง คือพื้นที่เชิงภูมินิเวศน์ที่ล้วนสัมพันธ์กันทั้งหมด ทั้งแม่น้ำมูน ชี และลุ่มน้ำสงครามล้วนเป็นพี่น้องประชาชนลุ่มน้ำโขงทั้งหมด เราต้องสื่อสาร รวมพลังกัน เราต้องออกแบบโครงสร้างโดยการเชื่อมโยงพี่น้องที่อยู่ในแต่ละเครือข่ายเพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมกับสภาประชาชน รวมถึงการขยายฐานไปสู่เยาวชนคนรุ่นใหม่
“สภาประชาชนเราเริ่มแล้ว เหลือเพียงการแสดงบทบาทให้ชัดเจน สิ่งที่เราอยากให้เป็น เช่น การกระจายอำนาจ เรามาต่อสู้ที่ศาลากลาง สู้ที่บ้านเรา ไม่ต้องไปที่กรุงเทพฯแล้ว เวลาเราคิดอะไรนั้นต้องนำมาสู่การปฏิบัติ เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง ๗ จังหวัด มีกฎหมายรองรับ เราใช้กลไกที่มีอยู่สร้างความเข้มแข็ง นักรบตัวจริงอยู่ที่พื้นที่ มีเครือข่ายของตัวเอง ใครถนัดเรื่องอะไรก็ทำในบทนั้น เชิญผู้ที่มีความรู้และสามารถมาเสริมพลังกัน เชื่อมโยงเครือข่าย เอาใจเทใส่กัน เราต้องทำเท่าที่พลังและกลไกเรามี สภาประชาชน เราคงไม่ยึดว่าใครจะเป็นประธานหรือมีความสำคัญกว่ากัน ใช้เป็นเวทียึดโยงระหว่างกัน”
จัดการน้ำอย่างบูรณาการ : เชื่อมโยงเครือข่ายขยายคนรุ่นใหม่
นายหาญณรงค์เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิการจัดการน้ำแบบบูรณาการ ระบุว่า กรณีเงินกู้ ๓.๕ แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขน้ำท่วมปี ๒๕๕๔ หากสรุปคือ ไปกั้นมากเกินไป น้ำไหลลงทะเลไม่ได้ ทำให้มันพังและท่วมไปเรื่อย แต่เงินกู้ ๓.๕ แสนล้านบาท ไม่ได้แก้ไขปัญหาดังกล่าวเลย ซึ่งกรณีเรื่องน้ำมันส่งผลกระทบอย่างแน่นอน เพราะรัฐวางแผนไม่ฟังใครเลย ซึ่งประชาธิปไตยต้องฟังชาวบ้าน ไม่ว่าจะพรรคไหนมาก็ตาม หากไม่ฟังชาวบ้านเราต้องรวมตัวกัน ข้อเสนอที่ควรทำ คือ (๑.) พวกเราต้องติดตามอย่างใกล้ชิดและรวมกันเป็นเครือข่าย (๒.) ต้องมีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและให้ข้อมูลกับคนในพื้นที่ เช่น กรณีเหมืองทอง น้ำโขง การจัดการน้ำ เป็นต้น ซึ่งเชิญนักวิชาการมาฟัง นักวิชาการนั้นต้องใช้องค์ความรู้มาเสนอและแก้ไขปัญหาร่วมกับชาวบ้าน ไม่ได้อธิบายข้อมูลให้กับชาวบ้านได้ฟังเลย เพราะ กบอ.สั่งไม่ให้อธิบาย (๓.) การศึกษา EIA ศึกษาหลังมีประชามติหรือหลังจากที่ชาวบ้านเห็นชอบแล้ว ไม่เช่นนั้นจะเป็นการนำไปแปลงในข้อ กม. ได้
“การรักษาทรัพยากรธรรมชาติในทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แนวทางที่จะสร้างความยั่งยืน คือ การเชื่อมร้อยเครือข่ายของชุมชนที่ได้รับผลกระทบมีการขยายไปสู่คนรุ่นใหม่หรือเยาวชน เราต้องมีข้อเรียกร้องที่เป็นภาพรวมใหญ่ ส่วนเขื่อนที่ยังไม่สร้างเราต้องรวมตัวเพื่อให้เขายกเลิกอย่างเดียว เพราะเป็นพื้นที่ของเรา มันหมดยุคการสร้างเขื่อนแล้ว โดยเฉพาะเขตป่าอนุรักษ์นั้นต้องรักษาไว้ เราไม่ยุ่งข้างนอก แต่เราทำข้างในของเราให้ดี นั่นคือการทำข้อเสนอของเราเพื่อให้เกิดการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของเราเอง”
เครือข่ายชุมชนร่วมฮักน้ำของ
นายวัย ป้องพิมพ์ผู้นำชุมชนบ้านตามุย อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า ปัจจุบันได้รับผลกระทบจากระดับน้ำ บางวันก็ลดลงมาก บางวันก็ขึ้นมามาก เพราะเกิดจากการเขื่อนจีน ที่ส่งผลกระทบทุกวัน แม้กระทั่งพืชริมฝั่งปลูกไว้ก็ท่วม ในพื้นที่เองมีการรวมกลุ่มกันในนาม“เครือข่ายชุมชนคนฮักน้ำของ”มีสมาชิกทั้งหมด ๓อำเภอ ๑๐หมู่บ้าน มีการรวมกลุ่มเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน กรณีปัญหาสัญชาติ ปกป้องทรัพยากรแม่น้ำโขงและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นบ้านตามุย ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม พื้นที่ถูกประกาศให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ เมื่อปี ๒๕๓๔ ชาวบ้านมีอาชีพทำสวนและประกอบอาชีพหาปลา เก็บของป่า ปลูกมัน เหลาตอก เก็บมะขาม มีรายได้หมุนเวียนไปตามฤดูกาล แต่รายได้หลักของชุมชนแห่งนี้มาจากการหาปลาในแม่น้ำโขงการรวมตัวกันเป็นเครือข่าย มีการร่วมกันผลักดันการแก้ไขปัญหาในเรื่องต่างๆนอกจากนี้ยังได้มีการจัดตั้งกลุ่มเยาวชนเด็กไทฮิมโขงขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิก ๒ชุมชนคือบ้านบะไห และบ้านตามุยมีกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง มีกิจกรรมเรียนรู้ด้านงานศิลปะ วิถีชีวิตทั้งบนบกและในน้ำโขง
“การจัดงานทอดผ้าป่าในครั้งนี้ คณะกรรมการในชุมชนจึงของขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมงาน และสนับสนุนงบประมาณในการจัดทำผ้าป่าศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนคนริมน้ำโขง ที่จะใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ของเด็กๆและเป็นสถานที่รับรองแขกที่เดินทางมาเยี่ยมชม ศึกษาดูงานและวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนในชุมชนต่อไป”
ทั้งนี้ในช่วงบ่าย เครือข่ายลุ่มน้ำ ๓ เครือข่าย ประกอบด้วย
เครือข่ายประชาชน ๘ จังหวัดลุ่มน้ำโขง เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคเหนือ เครือข่ายลุ่มน้ำภาคอีสาน พร้อมภาคีพัฒนา ทั้งนักวิชาการ นักพัฒนาอิสระ และสื่อมวลชน ร่วมประกาศเจตนารมณ์ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติลุ่มน้ำโขง ๗ ข้อ คือ ๑.) พวกเราจะปกป้องแม่น้ำและทรัพยากรของตนเองให้ถึงที่สุด โดยยึดหลักฮีตคลองและภูมิปัญญาท้องถิ่น ๒.) เราจะร่วมกันผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาเขื่อนที่สร้างแล้วหรือระหว่างดำเนินการ ๓.) เราจะติดตามนโยบายเรื่องการจัดการน้ำของภาคการเมืองอย่างต่อเนื่อง ๔.) พรรคการเมืองต้องมีนโยบายการจัดการน้ำโดยภาคประชาชนอย่างชัดเจน ๕.) เครือข่ายลุ่มน้ำทั้ง ๓ เครือข่ายจะร่วมกันสร้างธรรมนูญลุ่มน้ำภาคประชาชนเพื่อการจัดการน้ำโดยท้องถิ่น ๖.) เราจะร่วมือกับภาคส่วนอื่นๆ ของสังคม ในการผลักดันการปฏิรูปประเทศไทยเพื่อให้เกิดการจัดการทรัพยากรโดยท้องถิ่น รวมทั้งการผลักดันให้เกิดกลไกการคุ้มครองสิทธิชุมชน และ ๗.) เราจะร่วมมือกับภาคประชาสังคมอื่นๆ ในประเทศลุ่มน้ำโขงเพื่อผลักดันการจัดการน้ำโดยชุมชนในรูปแบบ สภาประชาชนลุ่มน้ำโขงและสภาประชาชนลุ่มน้ำอาเซียน




