playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

23-1-3

          ภายใต้กระแสการปฏิรูป เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในปัจจุบัน ที่บ่มเพาะทั้งความขัดแย้ง ความรุนแรง การแบ่งขั้วความคิดและแนวทางกันอย่างชัดเจน เป็นชนวนสำคัญที่ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิต และด้วยเหตุการณ์ดังกล่าวที่ทำให้คนในสังคมได้หันมาสนใจเหตุบ้านการเมืองมากยิ่งขึ้น รวมถึงขบวนขององค์กรชุมชนและประชาสังคมเป็นอีกขบวนหนึ่งที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งของสังคมจากฐานราก ให้เกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการที่จะผลักดันให้สังคมไทยนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางการพัฒนาที่สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และสามารถให้ประชาชนจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงมีระบบการจัดการตนเองได้

          ระหว่างวันที่ ๒๐ – ๒๑ มกราคม  ๒๕๕๗ เครือข่ายองค์กรชุมชน และประชาสังคมเพื่อการปฏิรูป ๒๙ องค์กร จัดสัมมนา “ปฏิรูปประเทศไทย โจทย์ท้าทายขบวนองค์กรชุมชนและประชาสังคม” ณ ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ชั้น ๑ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เพื่อประมวลข้อเสนอต่อการปฏิรูปประเทศไทย โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาจากตัวแทนขบวนองค์กรชุมชนและประชาสังคม นักวิชาการ หน่วยงานท้องถิ่น และภาคธุรกิจ กว่า ๒๐๐ คน  และเมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ที่ผ่านมา มีวงเสวนา “ขบวนองค์กรชุมชนและประชาสังคม โจทย์ท้าทายต่อการปฏิรูปประเทศไทย”  ในงานสัมมนา ปฏิรูปประเทศไทย โจทย์ท้าทายขบวนองค์กรชุมชนและประชาสังคม เพื่อเป็นข้อเสนอประเด็นต่อการปฏิรูปประเทศไทย โจทย์ท้าทายขบวนองค์กรชุมชนและประชาสังคม นับเป็นความท้าทายที่เราต้องแสดงพลังในประเด็นต่างๆ กันอย่างไร โดยได้รับเกีรยติจากผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย (๑.) นายไพโรจน์   พลเพชร คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย และ (๒.) ดร.บัณฑูร  เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม

 

ข้ามขั้วขัดแย้ง หลักประกันปฏิรูปประเทศไทย

23-1-6          นายไพโรจน์   พลเพชร คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ในตอนนี้พวกเราอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ มีการยิงกันทุกวัน มีการยิงกันทุกวัน มีคนบาดเจ็บ และเสียชีวิตทุกวัน นับเป็นสิ่งที่ท้าทายสังคมไทยอย่างมากว่าเราจะนำพาสังคมไทยโดยรวมได้หรือไม่ ความเป็นจริงสถานการณ์นั้นคุกรุ่นมานาน และครั้งนี้นับเป็นครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง ที่มีข้อเสนอต่อสังคมไทยที่ต้องปฏิรูป ต้องเปลี่ยนแปลง นั่นหมายความว่ามันถึงวิกฤติบางอย่างที่สังคมเริ่มตระหนัก

          เวลาจะพูดถึงการปฏิรูป มักจะพูดอยู่ ๒ เรื่องในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ คือ ประการแรก กระบวนการปฏิรูปควรเป็นอย่างไร และ ประการที่สอง เนื้อหาปฏิรูปควรจะมีอะไรบ้าง และโจทย์ในประการที่สองที่ว่า เนื้อหาการปฏิรูปว่ามีอะไรบ้างนั้น ไม่ได้เกิดตอนนี้ เพราะเนื้อหาดังกล่าวแท้จริงมันควรเป็นประสิทธิผลของสังคมที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนด และโจทย์ที่ว่าเราจะปฏิรูปอะไรบ้างนั้นมีการต่อสู้กันมายาวนาน ตั้งแต่ก่อนปี ๒๕๔๐ ที่มีการกำหนดรัฐธรรมนูญ แนวทางและเนื้อหาการปฏิรูปมันอยู่ในนั้น หลังปี ๒๕๔๐ ก็มีเนื้อหาจำนวนมากเช่นกัน แต่ไม่บรรลุในสังคมไทย ฉะนั้นโจทย์คือไม่ใช่บอกว่าเราจะปฏิรูปอะไร เรื่องอะไรที่ต้องปฏิรูป เพราะเรื่องเหล่านี้มีการค้นคว้า มีการสั่งสม มีประสบการณ์จากการเรียนรู้ วิจัย ศึกษา จนถึงข้อเสนอเกิดขึ้นหลายเล่ม ประเด็นไม่ใช่บอกว่าเนื้อหาคืออะไร แต่ประเด็นคือ “จะปฏิรูปอย่างไร?” และ “ใครจะเป็นคนปฏิรูป?”

          ตอนนี้มีแนวทางอยู่ ๒ แนวทาง ในการต่อสู้กันเรื่องปฏิรูปประเทศไทย กล่าวคือ แนวทางแรก ปฏิรูปด้วยกระบวนการปกติ ที่รัฐบาลเสนอ คือ ยุบสภา ให้ประชาชนตัดสินใจ ใช้กระบวนการเลือกตั้ง มีรัฐบาลใหม่ แล้วค่อยปฏิรูปโดยปกติ ที่บอกว่า “เลือกตั้งก่อนปฏิรูป” คือ เดินตามกระบวนการปกติ ไม่ต้องเปลี่ยนอะไร มีนักวิชาการยืนยันหลักการ มีแนวคิด หลักการสนับสนุน พอถึงที่สุดก็เดินตามปกติ เมื่ออยากปฏิรูปก็ปฏิรูปได้  ก็ต้องเดินตามเส้รนทางนี้ และบอกว่าการเลือกตั้งเป็นการปฏิรูปรูปแบบหนึ่ง และยืนยัน เคลื่อนไหว และมีผู้คนจำนวนหนึ่งที่เห็นด้วยกับแนวทางแบบนี้ อธิบายความชอบธรรมกับกระบวนการเช่นนี้ทุกวัน เป็นต้น และความชอบธรรมของเขาคือ หลักการประชาธิปไตย คือ การเลือกตั้ง แนวทางที่สอง ที่บอกว่าการปฏิรูปแบบนี้ไม่มีทางเกิดขึ้น ไม่เชื่อว่าเป็นไปได้ ไม่เชื่อว่าเป็นไปได้ ไม่ไว้วางใจอีกแล้วว่าแนวทางนี้เป็นไปได้ จึงเสนอแนวทางใหม่ขึ้นมาต่อสังคม นั่นคือ ต้องมีสภาปฏิรูป หรือ ต้องมีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง เพราะไม่ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งก็ไม่มีทางที่จะปฏิรูปได้ เป็นสิ่งที่ กปปส. กำลังเสนอ และพยายามจะบอกว่าแท้จริงแล้วการใช้อำนาจที่ผ่านมา แนวทางปกติไม่สามารถเป็นไปได้ ซึ่งแนวทางนี้ยืนยันหลักการนี้มาตลอด รณรงค์มาเกือบ ๘๐ วันแล้ว แนวทางนี้เชื่อมั่นว่าต้องสร้างกลไกขึ้นมาโดยเฉพาะ หรือ ที่บอกว่า “ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง” ซึ่งก็อธิบายไว้เช่นกันว่าแนวทางปกตินั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะได้เห็นมาแล้วว่าการเมืองดังเช่นที่เป็นอยู่นี้เป็นไปไม่ได้ จึงต้องปรับปรุงกลไกบางอย่างเพื่อไปสู่การปฏิรูป ซึ่ง ๒ แนวทางนี้ มันจะสำเร็จจริงหรือไม่ เป็นคำถามใหญ่ จึงมี แนวทางที่สาม มีคนพยายามเสนอขึ้นมาว่าไม่เป็นใน ๒ แนวทางนี้ได้ไหม คือ ๑) ตั้งต้นปฏิรูปเลย เดินเลย แล้วเลือกตั้ง แล้วก็เลือกหลังเลือกตั้ง และมีการปฏิรูปอีก โดยเชื่อว่าถ้ากระแสการปฏิรูปเป็นกระแสหลักของสังคม ควรมีหลักประกันอย่างเพียงพอให้การปฏิรูปนั้นเดินได้ บางคนก็เสนอให้มีสภาฯ มีกรรมการ และมีข้อเสนอต่างๆ เยอะแยะ เช่น ก่อนการเลือกตั้งควรจะมีอย่างไร หลังการเลือตั้งควรมีกระบวนการอย่างไร มีระยะเวลาที่แน่นอน เป็นต้น และ ๓ แนวทางที่ว่านี้กำลังต่อสู้กัน และกำลังจะบอกว่าไปในทางไหนที่จะสำเร็จ

          สังคมไทยกำลังเดินไปถึงจุดที่สำคัญ ที่ว่า มีความเชื่อ ๒ อย่างที่แตกต่างกัน คือ ประการแรก มีความเชื่อที่ว่าต้องชนะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเท่านั้น จึงจะนำพาไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็จขาด แนวคิดเช่นนี้เน้นในการต่อสู้ให้แพ้หรือชนะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด การคิดเช่นนี้หมายถึงผู้ชนะจะเป็นผู้กำหนดเกณฑ์ทุกอย่างหลังจากนั้น เป็นผู้กำหนดความยุติธรรม กำหนดกลไกทุกอย่าง สังคมไทยเป็นเช่นนี้มาหลายครั้งแล้ว และไม่สำเร็จในทุกครั้ง และยิ่งความขัดแย้งเป็นความขัดแย้งที่ขยายตัวกว้างขวางมาก และมีบทพิสูจน์ ๒ ครั้งที่บ่งชี้ว่าผู้ที่ชนะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดนั้นกำหนดเกณฑ์แล้วสำเร็จได้จริง เช่น สมัยคุณทักษิณชนะ ก็มีการกำหนดเกณฑ์เบ็ดเสร็จเด็ดขาด และพอเปลี่ยนไปอีกข้างหนึ่ง ก็มีกำหนดเกณฑ์เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ก็ไม่สำเร็จด้วยกันทั้งคู่ สิ่งที่ท้าทายคือ เราไม่เอาเช่นนั้นได้ไหม เราไม่เลือกความสำเร็จเด็ดขาดได้หรือไม่ มีทางเลือกอื่นไหมที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น บนโลกนี้มีคนเสนอทางเลือกไว้ที่มากกว่านั้น เราดู ๒ ฝ่าย คือ ตอนหลังทั้ง ๒ ฝ่ายมีจุดร่วมกับการปฏิรูป และเห็นด้วยกับการเลือกตั้ง เห็นด้วยกันทั้งคู่ แต่ต่างกันตรงที่ฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายนำพาการปฏิรูป แล้วทำไมทั้ง ๒ ฝ่ายไม่ปฏิรูปร่วมกัน และทำไมเป็นเช่นนั้น เพราะ ๒ ฝ่ายคิดว่า ตัวเองเป็นที่ต้องชนะ และนำพาการปฏิรูปได้ ซึ่งไม่จริง เพราะหากตนเองชนะก็ต้องตัดอีกฝ่ายหนึ่งและก็กีดกันให้อีกฝ่ายออกจากกระบวนการปฏิรูปทันที และการปฏิรูปไม่สำเร็จอย่างแน่นอน เช่น สมัยคุณอภิสิทธิ์ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปมา ๒ ชุด นั่นคือ ชุดคุณอนันต์ ปัญญาระชุน และชุด ศ.นพ.ประเวศ  วะสี อีกฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าเป็นเพราะคุณอภิสิทธิ์ตั้ง ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งกับพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อไทยจึงไม่รับ ไม่เห็นด้วย ไม่ว่าเนื้อหาการปฏิรูปทั้งหลายล้วนเป็นปัญหาของสังคมไทย แต่ที่ไม่สำเร็จเพราะอีกฝ่ายหนึ่งคิดว่าอีกฝ่ายหนึ่งกำหนด จึงไม่ร่วม เป็นบทพิสูจน์แล้วว่า เมื่อกีดกันอีกฝ่ายหนึ่งออกจากการปฏิรูปย่อมทำให้การปฏิรูปไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย แม้เนื้อหาจะสอดคล้องและแก้ปัญหาในสังคมไทยได้จริงก็ตาม  

          ในสถานการณ์ดังกล่าวที่อยู่ภายใต้แนวคิดการเบ็ดเสร็จเด็ดขาดนั้น ย่อมไม่สำเร็จอย่างแน่นอน เพราะการปฏิรูปไม่ใช่เรื่องของทั้ง ๒ ฝ่ายนี้ แต่เป็นเรื่องของประชาชนทั้งหมด ต้องเอา ๒ ฝ่ายมานั่งตกลงกัน และมีประเด็นร่วมในการปฏิรูป และข้อเสนอเช่นนี้ไม่มีใครรับเพราะ ๒ ฝ่ายเชื่อว่าตนเองจะชนะ สำหรับแนวคิดตนไม่คิดว่า ๒ ฝ่ายจะชนะ สิ่งท้าทายคือการที่สนับสนุนให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะและเป็นคนกำหนดเกณฑ์ย่อมไม่สำเร็จ หรือต้องมีทางเลือกที่ ๓ กล่าวคือ ให้ทั้ง ๒ ฝ่ายมานั่งตกลงกัน ดังนั้นข้อเสนอต้องมี ๒ ฝ่ายมานั่งตกลงเรื่องการปฏิรูปร่วมกัน มีการกำหนดองค์ประกอบของการปฏิรูปร่วม รวมถึงระยะเวลาชัดเจน เช่น เลือกตั้งก่อน เลือกตั้งหลัง เลือกตั้งอย่างไร เป็นต้น และมีข้อเสนอในการปฏิรูปร่วมกัน เช่น เดินไปแล้วตัน ไปไม่ได้ทั้งคู่ เช่น รัฐบาลบอกเลือกตั้งวันที่ ๒ แต่ติดเงื่อนไขมากมาย อีกฝ่ายบอกว่ามีสภาปฏิรูปหรือสภาประชาชน ตั้งไม่ได้ สรุปก็ตัน ไปไม่ได้ ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นเราหรือไม่ที่ต้องชวนทั้ง ๒ ฝ่ายมาปฏิรูปร่วม ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก ไม่เห็นด้วยกับการชนะแล้วต้องกีดกันฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดออกไป หรือต้องฆ่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียก่อนจึงจะชนะ จึงจะปฏิรูปได้ เราไม่ควรเลือกเส้นทางเช่นนี้ ที่ต้องฆ่าอีกฝ่ายหนึ่งก่อนจึงจะเกิดการปฏิรูป ฉะนั้นข้อเสนอเป็นเล่มๆ ไม่เป็นไปได้เลย หากเราไม่คลี่ปมเหล่านี้ก่อน รวมทั้งมีการกำหนดกลไกการปฏิรูปอย่างไร ก่อนและหลังการเลือกตั้ง ต้องมีการกำหนดอย่างชัดเจน

          “เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย  ถ้าจะปฏิรูปประเทศไทย ต้องคิดถึงปัญหาโจทย์เฉพาะหน้าที่คนตายทุกวัน มากกว่าเนื้อหาที่เรามี รัฐทำหรือไม่ทำไม่รู้ แต่รัฐมีหน้าที่ต้องปกป้องชีวิตของประชาชน”

 

23-1-5          ดร.บัณฑูร  เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การปฏิรูปประเทศไทยจะทำอย่างไรที่จะไม่ถูกกดทับด้วยความขัดแย้ง ที่จะกลายเป็นความรุนแรงมากขึ้น และอยากชวนคุยใน ๓ ประเด็น ประการที่หนึ่ง เลือกตั้งก่อนปฏิรูป ซึ่งเรื่องการเลือกตั้งเป็นกลไกที่เข้าสู่อำนาจ เรื่องการปฏิรูปที่เราพูดถึงกันทุกวันนี้คือเรื่องของการควบคุม กำกับ การใช้อำนาจของรัฐ การกระจายอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งหรือเรื่องปฏิรูปที่เราพูดถึงกันอยู่นี้ มันคือโจทย์ของการปฏิรูปด้วยกันทั้งสิ้น คือ การปฏิรูปกลไกเข้าสู่อำนาจ ให้ได้ความชอบธรรม ให้ได้นักการเมืองที่เราพอจะไว้วางใจอะไรได้บ้าง อีกส่วนหนึ่งคือ พอเข้าสู่กระบวนการรัฐบาลก็จะเข้าสู่อำนาจการกำหนดทุกอย่าง ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งก่อนปฏิรูป คือการกำกับการใช้อำนาจรัฐ ประการที่สอง การเลือกตั้งก่อนหรือหลัง มีเรื่องที่ต้องทำก่อนเลือกตั้ง และจะต้องทำกระบวนการเดินได้หลังเลือกตั้ง ในมุมที่ตนทำงานร่วมกับกลุ่มเรายังไม่มีข้อถกเถียงว่าจะเลือกตั้งวันไหน จะต้องเลื่อนการเลือกตั้งอย่างไร แบบที่คิดกันอยู่คือกระบวนการปฏิรูปนั้นต้องทำตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งและทำอย่างต่อเนื่อง มีโจทย์ท้าทายมากที่ไม่สามารถทำได้ก่อนเลือกตั้งแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น ๓ เดือน หรือ ๖ เดือน ประการที่สาม ความสำคัญของการเรียกร้องให้ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง มีเหตุผลสนับสนุนอยู่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่ว่า จำเป็นที่จะต้องสร้างพันธะทางการเมืองผูกพันไว้ เพื่อไม่ให้นักการเมืองติดป้ายหาเสียงนั้นควรยกเรื่องการปฏิรูปขึ้นมา เราเคยมีบทเรียนอยู่ว่าการเลือกตั้งหลายครั้ง สมัยที่มีการเลือกตั้งใหญ่ เราจัดงานที่ ม.รังสิต มีหลายพรรคการเมือง พอหลังการเลือกตั้งก็หายเงียบ มีนักการเมืองมาลงนามมากมาย ก็ไม่เห็นผล ซึ่งการสร้างข้อผูกมัดกับนักการเมืองในปะเด็นปฏิรูปเป็นสิ่งสำคัญที่มีความจำเป็นต้องปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ในความหมายคือ การสร้างอำนาจผูกพันธ์กับนักเลือกตั้งทั้งหลายว่าไม่ให้ลืม

          โจทย์เรื่องการปฏิรูป ซึ่งความสำคัญควรให้น้ำหนักกับเรื่องกระบวนการมากกว่าเรื่องเนื้อหา แต่อย่างไรก็ตามโจทย์เรื่องกระบวนการ คือ องค์กรที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนนั้นจะเป็นอย่างไร ดึงพลังให้เกิดการร่วมในกระบวนการปฏิรูปให้มากที่สุด คือ ทำอย่างไรให้สร้างพลังทางสังคมเพื่อมาขับเคลื่อนการปฏิรูป ถึงจะเป็นผลสำเร็จของการปฏิรูป ไม่ใช่พรรคการเมืองหรือรัฐบาลอย่างเดียว ถ้าเปรียบเทียบระหว่างการมีรัฐบาลปฏิรูป ที่เห็นความสำคัญและผลักดันพลังทางสังคมมากหน่อย นั่นคือพลังของประชาชน นักวิชาการ ภาคธุรกิจทั้งหลาย สภาอุตสาหกรรม หอการค้า สมัชชาปกป้องประชาธิปไตย(สปต.) นปช. และมวลมหาประชาชน ซึ่งที่มีอยู่ ๗ เวที หลังจากเวทีต่างๆ เลิกไปแล้ว พลังความตื่นตัวที่เขามีอยู่นั้น เราจะดึงพลังดังกล่าวเข้ามาร่วมกับพวกเรา ในฐานะขบวนการพลังทางสังคม ให้การปฏิรูปมันเดินไปได้อย่างไร ซึ่งตอนนี้ภาคธุรกิจได้คิดแล้ว ในการทำอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเกิดผลการเลือกตั้งเมื่อไหร่ก็ตาม

          ในการนี้มีข้อเสนอจากกลุ่มเดินหน้าปฏิรูป ในการวางแผนการปฏิรูป ๓ ระยะ คือ ระยะสั้น ก่อนการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นช่วงวันที่ ๒ ก.พ. นี้ หรือระยะสูญยากาศหลังการเลือกตั้งก็ตาม โจทย์คือการวางกระบวนการปฏิรูป น้ำหนักสำคัญคือกระบวนการปฏิรูปจะเป็นอย่างไร อยากเสนอให้ กกต. ทำหนังสือเสนอไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้รัฐบาลเลื่อนการเลือกตั้งตามกฎหมาย เช่น ศาลบอกว่าเลื่อนได้ตามกฎหมาย เราสามารถเลื่อนกระบวนการเพื่อการปฏิรูปออกไปได้อีก อย่างรอบครอบ และดึงคนที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมออกแบบกระบวนการปฏิรูป และเสนอให้เกิดองค์กรเพื่อการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเรียกชื่อใดก็ตาม เราเรียกว่า “องค์กรเพื่อการปฏิรูปประเทศ” หรือชื่อใดก็ได้ แต่ส่วนสำคัญคือหน้าที่ ณ เวลานี้ที่มีความขัดแย้งทางการเมืองสูง และเพื่อให้การปฏิรูปเป็นเรื่องของสังคมอย่างแท้จริง องค์กรเพื่อการปฏิรูปประเทศ ไม่ควรมีหน้าที่เบ็ดเสร็จในการที่จะบอกว่าควรปฏิรูปเรื่องใดหรืออย่างไร ข้อเสนอของพวกเราในชื่อกลุ่มเดินหน้าปฏิรูป เสนอว่าองค์กรเพื่อการปฏิรูปประเทศ ควรมีบทบาท มีอำนาจเพียงแค่จัดกระบวนการ ให้การเดินหน้าเรื่องปฏิรูปนั้นสำเร็จ มีหน้าที่วางยุทธศาสตร์ การออกแบบเวที การมีเวทีปรึกษาหารือ คือ ทำอย่างไรให้คู่ข้ดแย้งได้เข้ามาอยู่ในกระบวนการมากที่สุด ถ้าไปออกแบบเช่นเดิมว่าจะปฏิรูปอะไร เรื่องใด เริ่มต้นก็ตีกันแล้ว และเกิดความไม่ไว้วางใจ ก็จะติดกับดักข้อขัดแย้งดังกล่าว ซึ่งการออกแบบองค์กรเพื่อการปฏิรูปนี้ก็ต้องมีหลักคิดเกี่ยวกับการปฏิรูปด้วย ไม่ได้แค่เอาคนมานั่งแล้วเรารับเหมาการปฏิรูป เป็นต้น ระยะกลาง มีรัฐบาลเฉพาะกิจ ๑ ปี ทำหน้าที่หลักเพื่อการปฏิรูป คือ (๑.) ไม่มีใครเชื่อว่าการเลือกตนั้งครั้งนี้ เป็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม เราไม่สามารถปฏิรูประบบเลือกตั้งได้ ฉะนั้นรัฐบาลที่มีขึ้นมาเพื่อลดความขัดแย้งรุนแรง เพื่อลดการช่วงชิงการยึดครองอำนาจ ๔ ปี การเลือกตั้งครั้งควรมีรัฐบาลเฉพาะกิจ เมื่อมีการดำเนินการแก้ไขการเลือกตั้งหรือตกลงกันได้แล้วว่าควรเป็นอย่างไร ๑ ปี ยุบสภา เลือกตั้งใหม่ตามกระบวนการปฏิรูป จะสามารถลดความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรง ช่วยลดแนวโน้มของการปะทะกันรายวัน (๒.) เป็นปัจจัยสำคัญในการเคลื่อนกระบวนการปฏิรูปให้เดินหน้าได้ ไม่ใช่การปฏิรูปแล้วได้หนังสือแล้วเก็บเข้าหิ้ง มีหลายเรื่องในระยะนี้ที่สามารถผลักดันไปสู่การปฏิรูปได้ เช่น กม.เพื่อคนจน ๔ ฉบับ ที่มีหน้าตาตัวกฎหมายชัดเจนแล้ว ช่วงหนึ่งปีก็จะมีรัฐบาล มีรัฐสภาเกิดขึ้นแล้ว ก็นำเรื่องดังกล่าวเข้าสภาเดินหน้าผลักดันให้ประกาศใช้ได้ต่อไป ต่อจากนี้ไปจะมีหน้าตาที่ชัดเจนขึ้น และระยะยาว หลังจาก ๑ ปี เรามีกระบวนการหาข้อยุติจากโจทย์การปฏิรูป ดึงจากโจทย์ที่ชาวบ้านทำไว้แล้ว รัฐบาลปกติก็นำโจทย์ดังกล่าวมาเดินหน้าไปต่อเนื่องไป

          ในเรื่องเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องปฏิรูปมีอยู่ ๒ ประเด็น คือ หนึ่ง. จะปฏิรูปอะไร และ สอง. ในแต่ละเรื่องในการปฏิรูปจะมีข้อเสนออย่างไรในการปฏิรูป เช่น เนื้อหาคือเรื่องการปฏิรูปที่ดิน เป็นการกระจายการถือครองที่ดิน ทำอย่างไรให้เกิดผลสำเร็จในเรื่องนี้  และจะทำอย่างไรให้ข้อถกเถียงและข้อเสนอการปฏิรูปนั้นเดินหน้า และมีข้อยุติได้อย่างไร คือ เมื่อถกเถียงกันไม่สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นข้อถกเถียงทางวิชาการ ในเรื่องใดก็ตาม การทำประชามติ เป็นเหตุผลของการทำประชาธิปไตยทางตรงที่สุด หลังจากเราใช้ระบบตัวแทนในการทำประชาธิปไตย และไม่เดินหน้าสักทีในการปฏิรูป ที่เห็นโดยตรงคือ (๑.)  ๑ สิทธิ ๑ เสียง และสิ่งที่ทำประชามติในปัจจุบันนี้คือ ประชามติด้านการหารือ เพิ่มความผูกพันธ์ต่อพวกเราเอง และผูกพันธ์ต่อรัฐฐาล ใช้สิทธิ ๑ สิทธิ ๑ เสียง (๒.) ใช้ข้อบังคับทางการเมือง เมื่อเป็นประชามติแบบผูกพันธ์แล้ว รัฐบาลไม่ว่าจะเป็นพรรคใดก็ต้องนำผลจากประชามติไปขับเคลื่อน และใน กม. ในการทำประชามติคือทุกฝ่ายต้องนำเสนอให้ประชาชนได้รับฟังข้อมูลอย่างทั่วถึง ซึ่งการริเริ่มทำประชามติในปัจจุบันคือ ครม. เท่านั้น ซึ่งผู้ที่มีสิทธิทำเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แท้จริงประชาชนมีหน้าที่ในการทำประชามติได้ และน่าจะเป็นประชามติในระดับจังหวัด เช่น หากมีโรงไฟฟ้าไปเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดใด ก็ต้องเป็นเรื่องที่คนในพื้นที่ต้องร่วมตัดสินใจ ร่วมทำประชามติระดับพื้นที่ และประเทศควบคู่กันไป ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องกระบวนการ

 ประชาธิปไตยทางตรง  

โจทย์ท้าทายต่อการปฏิรูปเพื่อกำหนดอนาคตสังคมไทย

           นายไพโรจน์   พลเพชร คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวเพิ่มเติมว่า จะปฏิรูปได้ต้องไม่มีความรุนแรง ถ้าฆ่าเพื่อปฏิรูปย่อมไม่ได้ พวกที่พูดเรื่องประชาธิปไตยมากๆ บอกว่าประชาธิปไตยต้องเคารพความเห็นอีกฝ่าย ไม่ใช่ฆ่าอีกฝ่ายหนึ่ง และไม่มีประชาธิปไตยในโลกที่ฆ่าคนที่มีความเห็นต่าง สังคมไทยยังมีเรื่องนี้อยู่ สังคมไทยต้องส่งเสริม ต้องกล้าประกาศ ว่าไม่เห็นด้วย และเป็นภารกิจของรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งรัฐจะเป็นคนทำหรือไม่ทำก็ตาม แต่รัฐมีหน้าที่ปกป้องชีวิตคนทุกคนในประเทศนี้ รวมถึงผู้ชุมนุมที่ใช้ความสันติ ปล่อยให้คนโดยทำลายทุกวันไม่ได้ และการปฏิรูปต้องมีหลักประกันกับการปฏิรูป ไม่ใช่เล่นเกมส์การเมือง เพราะเล่นเกมส์การเมืองเช่นนี้อีกฝ่ายก็ไม่รับ มันต้องมีบุคคลที่มาทำหน้าที่ และต้องผูกพันธ์และลงมือทำตั้งแต่วันนี้ และมีความจำเป็นที่ต้องใช้กระบวนการประชาธิปไตยทางตรงให้มาก เพราะหากใช้กลไกปกติเชื่อว่าทำได้ยากมาก เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะต้องมีประเด็นหลายอย่างที่ขัดแย้งหรือโต้แย้ง ทำไมต้องใช้เหตุผลเหล่านี้ เพราะเหตุผลผูกพันธ์รัฐบาล และการให้ประชาชนตัดสินใจเอง และยุติความขัดแย้งด้วยสันติวิธี  การลงประชามติ ในเรื่องที่สำคัญๆ เป็นบททดสอบประชาธิปไตยในสังคมไทย และลดความขัดแย้งควรให้ทุกฝ่ายรณรงค์กันอย่างเต็มที่ จึงเสนอแนวทางประชาธิปไตยทางตรงในการปฏิรูป นี่คือทางเลือกที่สำคัญของสังคมไทย ในการให้ประชาชนเสนอประชามติเป็นประชาธิปไตยโดยตรง ซึ่งมีอยู่ ๒ เหตุผลคือ ผูกพันธ์รัฐบาล และลดความขัดแย้ง เป็นการสร้างประชาธิปไตยที่สำคัญในอนาคตของสังคมไทย

         


          ด้าน ดร.บัณฑูร  เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม กล่าวเสริมว่า ขบวนองค์กรชุมชนและประชาสังคม  โจทย์ท้าทายต่อการปฏิรูปประเทศ นับเป็นโจทย์ที่สำคัญอีกโจทย์หนึ่ง ซึ่งถือว่าขบวนองค์กรชุมชนและประชาสังคม เป็นโจทย์ท้าท่ายต่อการปฏิรูป พวกเราเองเป็นปัจจัยสำคัญต่อการปฏิรูป จะดึงพลังร่วมทางสังคมให้เกิดขึ้นอย่างไร แบบไม่แยกพวก และไม่แยกสี รวมถึงการจัดขบวนขององค์กรชุมชนและประชาสังคมให้เสริมพลังต่อกันได้อย่างไร ในช่วงประเด็นปัญหาทางการเมืองที่ผ่านมา เราได้ถูกลดทอนพลังลงไป ณ วันนี้ คือโจทย์ของขบวนองค์กรชุมชนและประชาสังคมต่อกระบวนการปฏิรูปนั้นมันเดินหน้าได้ และที่ผ่านมาเราทำทั้งเรื่องป่า โรงไฟฟ้า เหมือง การขยายตัวของอุตสาหกรรม เหล่านี้มันไม่ได้แยกสีอยู่แล้วในตัวของมัน มลพิษกระจายไปทั่ว ความเดือดร้อนไม่แยกสีอยู่แล้ว หากมองย้อนไปที่โจทย์ปฏิรูปประเทศไทย โจทย์ท้าทายขบวนองค์กรชุมชนและประชาสังคม วันนี้ประเทศไทยมีโจทย์ท้าทายต่อขบวนองค์กรชุมชนและประชาสังคมอย่างไรบ้าง มีเรื่องน่าคิดหลายประการ ประการแรก ทำอย่างไรไม่ให้การปฏิรูปวันนี้ถูกโขมย ถูกยึดไปโดยภาคการเมือง เขาเอาการปฏิรูปไปเป็นแค่เรื่องการช่วงชิงผลประโยชน์ทางการเมือง เอาชนะคู่แข่ง ไม่ได้มีเนื้อหาอย่างแท้จริง ประการที่สอง ขบวนการองค์กรชุมชนและประชาสังคมจะมีบทบาทอย่างไรต่อการปฏิรูป ในแต่ละช่วง ทั้งระยะสั้น กลาง และยาว ตามที่ได้เสนอไป เพื่อกำหนดเส้นทางที่ชัดเจน  ประการที่สาม ทำไมขบวนการภาคประชาชนและประชาสังคม ต้องรอนักการเมืองมากดปุ่มเพื่อการปฏิรูป ความหมายคือ จะรอให้นักการเมืองมาตั้งองค์กร ต่อสู้กันสักระยะ สำเร็จหรือไม่ก็ยังไม่รู้ แต่เมื่อเรามีพลังของเราเองแล้ว ก็ควรเดินหน้าการปฏิรูปโดยพลังของพวกเราเอง มีข้อเรียกร้องเพียงอย่างเดียวคือ เอาข้อเรียกร้องที่พวกเราทำกันมาตั้งแต่อดีตและสิ่งที่เราจะทำต่อไป เรียกร้องเพื่อก่อให้เกิดประชามติ

          โจทย์การปฏิรูปในวันนี้มี ๒ ส่วน คือ การปฏิรูปกลไกการใช้อำนาจ ถึงเวลาที่ต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ที่โยงมาสู่การแก้ไขปัญหาคอรัปชั่น ความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรม นำมาสู่ความไม่ยุติธรรม  ที่ต้องมีการสืบสวน (๑) คณะรัฐมนตรี (๒.) กรรมการชาติทั้งหลาย (๓.) รัฐสภา (๔.) กระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะ (๕.) กลไกการอนุมัติการจัดทำแผนและงบประมาณ เป็นกลไกการใช้อำนาจที่ล้มเหลว เราจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูป

          

23-1-123-1-223-1-4

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter