จากปฏิบัติการตุ้มโฮมฮักแพงแบ่งปันขบวนชุมชนอีสานใต้ เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนพี่น้องผู้ประสบภัยพิบัติที่ผ่านมา สู่การสานวัฒนธรรมบุญคุณลาน กุ้มข้าวใหญ่ ก่อเจดีย์พันธุ์ข้าวเปลือกเพื่อความมั่นคงด้านอาหารไทอีสานใต้
สุรินทร์/ เมื่อวันที่ 23-25 มกราคม 2557 ขบวนองค์กรชุมชนภาคอีสานตอนใต้ ร่วมกับสภาองค์กรชุมชนตำบลทมอ องค์การบริหารส่วนตำบลทมอ สำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 5 ภาคีเครือข่าย และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) จัดงานมหกรรม “บุญคุณลาน กุ้มข้าวใหญ่ไทอีสานใต้” (ประแจเด็ยปูจโซร็ว) งานบุญก่อเจดีย์พันธุ์ข้าวเปลือกเพื่อความมั่นคงด้านอาหาร ซึ่งเป็นการตุ้มโฮมขบวนองค์กรชุมชนทุกระดับในเขตพื้นที่ภาคอีสานตอนใต้ ในการจัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนาและธนาคารเมล็ดพันธ์ เชื่อมร้อยสานพลัง ฟื้นฟูวิถีขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมประเพณีและยกระดับการพัฒนาขบวนองค์กรชุมชนทุกระดับสู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ณ องค์การบริหารส่วนตำบลทมอ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ โดยมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 400 คน ซึ่งได้รับเกียรติจากรองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์เป็นประธานในพิธี
นายยุทธนา วิริยะกิตติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ กล่าวเปิดงานว่า งานนี้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของกระบวนการพัฒนาภาคประชาชนกับสถานการณ์อุทกภัยในรอบปี 2556 ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขยายวงกว้างเกือบทุกจังหวัดในประเทศไทย ภาคอีสานตอนใต้เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในครั้งนี้ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อีสานใต้ถูกน้ำท่วม 1 – 2 รอบ มีบางพื้นที่ 3 รอบ โดยเฉพาะพื้นที่อาศัยอยู่ติดกับลำน้ำ ไร่นาป่าสวน พืชผัก ผลไม้ บ้านเรือนที่อยู่อาศัย แม้กระทั่งสัตว์เลี้ยง เกิดความเสียหายเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะที่นาที่เต็มไปด้วยข้าวที่กำลังตั้งท้อง ถูกน้ำท่วมเสียหายเป็นจำนวนมาก บางพื้นที่ไม่เหลือข้าวให้เก็บเกี่ยวไว้บริโภค และเป็นพันธุ์ข้าวในปีต่อไป
ขบวนองค์กรชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ จึงได้เล็งเห็นถึงความสำคัญกับสภาพปัญหาดังกล่าวจึงได้จัดทำ “โครงการจัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนาขบวนองค์กรชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ ” ขึ้น ภายใต้ชื่อ “ งานบุญคูณลานกุ้มข้าวใหญ่ ไทอีสานใต้ ” เพื่อเป็นกองทุนในการหนุนเสริมการขับเคลื่อนงานพัฒนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ จัดตั้งธนาคารข้าวหรือธนาคารเมล็ดพันธุ์ให้สามารถมีพันธุ์ข้าวและเมล็ดพันธุ์พืชอื่นๆ ไว้เพาะปลูกในฤดูกาลต่อไป และสามารถดำเนินการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง เกิดเป็นเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนที่เข้มแข็ง และสามารถยกระดับพื้นที่ตำบลจัดการตนเองไปสู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
นายยุทธนา กล่าวต่อว่า จากที่ได้รับรู้ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในงานพัฒนาที่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองโดยเฉพาะในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ทำให้รู้ว่าชุมชนท้องถิ่นจำเป็นต้องตั้งหลักและลุกขึ้นมาเป็นเจ้าของปัญหาและงานพัฒนาในพื้นที่ตนเอง โดยมีสภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือที่สำคัญเพราะเป็นเวทีที่รวมกลุ่มองค์กรและทุกองค์ประกอบของความเป็นชุมชนได้เข้ามาปรึกษาหารือเรื่องราวการพัฒนาและแก้ไขปัญหาของชุมชนท้องถิ่นของท่านทั้งหลายไปสู่สังคม อยู่ดีมีสุข
ท้ายสุดนี้ขอให้พี่น้องชุมชนที่มาร่วมงานมหกรรมงานบุญก่อเจดีย์พันธุ์ข้าวเปลือกเพื่อความมั่นคงทางด้านอาหาร“บุญคุณลาน กุ้มข้าวใหญ่ไทอีสานใต้” ในวันนี้ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และกำหนดยุทธศาสตร์ตลอดจนเกิดการเชื่อมโยงฐานงานพัฒนาในระดับพื้นที่ตำบลสู่การพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง พร้อมกันนี้ก็ขอให้ทุกคนได้ร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองที่เกิดจากการคิดร่วมกันและเกิดประโยชน์กับพี่น้องชุมชนท้องถิ่นอย่างทั่วหน้า พร้อมกันนี้ขอให้เป็นวาระภาคประชาชนในการจัดสมัชชาประจำปีของเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ตลอดไป นายยุทธนา กล่าว
นายพลากร วงศ์กองแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) กล่าวว่า งานนี้เป็นงานที่ชาวบ้านทำกันเอง งานพัฒนาปัจจุบันชาวบ้านต้องเป็นหลัก ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า งานที่เป็นงานพื้นฐาน งานที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติ งานที่เกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนภาคประชาชน ถ้าเราเปลี่ยนให้ภาคราชการถอยออกมาโดยให้ชาวบ้านขึ้นไปทำงานในรูปแบบของขบวนการชาวบ้านเองจะช่วยให้แก้ปัญหาของเขาเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ในขณะที่เราเปิดโอกาส สนับสนุนงบประมาณเกื้อหนุน ซึ่ง พอช.ก็ใช้วิธีนี้ โดยให้ชาวบ้านรวมตัวกัน จัดการตัวเองได้ในเรื่องน้ำท่วม อย่างคนสุรินทร์ก็สามารถจัดการกันเองได้ ซึ่งงานนี้เป็นการระดมทุนครั้งใหญ่ที่ชาวบ้านทำกันเอง ซึ่งหากมีภัยพิบัติใดๆเข้ามาชาวบ้านก็สามารถจัดการกันเองได้ ช่วยเหลือกันเองได้
นายพลากร แสดงความคิดเห็นต่อว่า การพัฒนาแนวนี้ถ้าทำกันหลายๆ กลุ่ม ให้ต่อเชื่อมกันทั้งประเทศ การจัดการความเดือดร้อนที่เกิดจากภัยพิบัติจะเป็นสิ่งที่ชาวบ้านสามารถเข้าถึงและจัดการด้วยตนเองได้ โดยที่ไม่ต้องรอราชการ ซึ่งหากหน่วยงานมาช่วยเหลือจะเป็นอีกบทหนึ่งคือการมาช่วยหนุนเสริม อย่าง พอช.ก็มาหนุนเสริมให้ขบวนการนี้เกิดขึ้น
ซึ่งทุกจังหวัดในภาคอีสานมีรากฐาน การที่ภาคประชาชนขึ้นมาทำงานร่วมกัน อย่างจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นตัวอย่างของการจัดการตนเองที่รวมกันทั้งจังหวัด มีการกำหนดทิศทางให้อำนาจเจริญเป็นเมืองธรรมเกษตรที่จะมุ่งไป โดยภาคประชาชนร่วมกันทำแผนกับหน่วยงาน และท้องถิ่น
นายพลากร แนะว่า สถานการณ์บ้านเมือง ณ ขณะนี้ คำว่ากระจายอำนาจ การทำให้ท้องถิ่นเข้มแข็ง กำลังเป็นเรื่องใหญ่ที่ท้าทายมาก เพราะทุกเรื่องไปรวมอยู่ที่ศูนย์กลางมากเกินไป รวมศูนย์มากเกินไป ถ้าชาวบ้านจัดการกันเอง ช่วยเหลือกัน ซึ่งทิศทางนี้ชัดเจนและชาวบ้านตื่นตัวหมดแล้ว จากที่เคยพึ่งราชการ พึ่งหน่วยงาน ต้องพึ่งเอ็นจีโอ ตอนนี้เขาอยากจะพึ่งตนเอง อยากจัดการกันเอง อย่างอำนาจเจริญเขียนกฏหมายเอง “ธรรมนูญประชาชนคนอำนาจเจริญ” ระดับหนึ่งเขาทำแผนเองได้ และอาจเสนอเป็น พ.ร.บ.จัดการตนเองในอนาคต ดังนั้นการตื่นตัวของข้างล่างรากหญ้ามีความสำคัญต่อการพัฒนาเป็นอย่างมาก จากเดิมที่ราชการเป็นหน่วยหลัก อาจต้องเปลี่ยนให้ชาวบ้านขึ้นมาเป็นหลักแทน และปรับบทบาทราชการ หน่วยงานเป็นหนุนเสริม
ชาวบ้านตอนนี้ขาดข้อมูล ขาดการจัดการ ขาดการคิดวิเคราะห์ปัญหาร่วมกัน อีกหน่อยถ้าเขาเจอปัญหาร่วมกัน เดิมเขาอยู่กับบทเรียนการจัดการแบบเก่า พอเกิดปัญหาน้ำท่วมขึ้นมาเป็นเรื่องใหญ่มากเขาจึงต้องรีบลุกขึ้นมาจัดการ มีการระดมทุน รวมตัวช่วยเหลือตัวเองกันอย่างไร? ถ้าทำได้ให้ทำเลย ไม่ทำซ้ำบทเรียนจากการพัฒนาแบบเดิมๆ นายพลากร กล่าวในตอนท้าย
นายทัศน์พงศ์ คนกลาย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทมอ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ กล่าวว่า งานบุญก่อเจดีย์ข้าวเปลือก หรือบุญกุ้มข้าวนั้น เป็นการใช้วัฒนธรรมประเพณีที่มีอยู่เดิมมาประยุกต์ มาบอกบุญให้พี่น้องร่วมบริจาคถวายข้าวเปลือกทำบุญ ซึ่งแต่เดิมชาวบ้านมักจัดงานก่อเจดีย์ข้าวเปลือกเพื่อระดมปัจจัยถวายทะนุบำรุงศาสนา สร้างโบสถ์ เจดีย์กับวัดและพระภิกษุสงฆ์ ต่อมาได้มีการประยุกต์ใช้ระดมทุนในกิจกรรมด้านอื่นเช่น โรงเรียน หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ก็นำเอาวัฒนธรรมนี้มาปรับใช้ โดยข้าวเปลือกที่ได้รับในครั้งนี้จะนำไปช่วยเหลือและส่งมอบให้ต่อผู้เดือดร้อนต่อไป
งานมหกรรมบุญคูณลาน กุ้มข้าวใหญ่ไทอีสานใต้ในครั้งนี้ ได้รับการประสานงานจากขบวนองค์กรชุมชน 6 จังหวัดอีสานใต้ ซึ่งในปีนี้จังหวัดสุรินทร์เป็นเจ้าภาพ และเลือกที่องค์การบริหารส่วนตำบลทมอเป็นสถานที่จัดงานจากความพร้อมในด้านต่างๆ ซึ่งได้มีการประชุมเตรียมงานร่วมกันต่อเนื่อง โดย อบต.ทมอ ได้บอกบุญกับชาวบ้านทั้ง 13 หมู่บ้าน และตำบลข้างเคียงเพื่อมาทำบุญร่วมกัน
นายก อบต.ทมอ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม คนตำบลทมอส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรทำนาปลูกข้าว ซึ่งการทำนาข้าวแต่เดิมชาวบ้านมีการคัดพันธุ์ข้าวไว้ทำพันธุ์ในการทำนาดำ ใช้การนวดมือคัดแยกข้าวได้ดี เมื่อเปลี่ยนมาทำนาหว่าน เมื่อผนวกกับความเจริญในปัจจุบันที่มีการใช้เครื่องนวดข้าว ต่อมามีรถเกี่ยวนวด ที่รับจ้างเก็บเกี่ยวไม่ได้แยกประเภทแยกพันธุ์ โอกาสที่ข้าวจะปะปนกันจึงเป็นไปได้สูง บางพื้นที่หญ้าบางชนิดไม่เคยมีในพื้นที่ ตอนนี้มีหญ้าแถวสุพรรณบุรีมาระบาด เพราะรถเกี่ยวนวดที่มารับจ้างมาจากแถบภาคกลางทั้งสิ้น
และอีกอย่างพี่น้องเกษตรกรไม่เก็บเมล็ดพันธุ์เอง คิดว่าไปหาซื้อเมล็ดพันธุ์จากศูนย์เมล็ดพันธุ์ได้ จึงทำให้ปัญหาเรื่องไม่มีเมล็ดพันธุ์ข้าวเกิดขึ้น และมีปัญหาการปลอมปนเมล็ดพันธุ์มาก ทาง อบต.จึงมีนโยบาย ตั้งงบประมาณสนับสนุนจัดซื้อเครื่องคัดแยกเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อไว้บริการชาวบ้านโดยเฉพาะคนที่ทำเกษตรอินทรีย์
ข้าวที่พี่น้องได้ร่วมกันบริจาคคนละเล็กคนละน้อย ส่วนที่มาจากภายในตำบลทมอ ก็จะนำไปเป็นกองทุนเมล็ดพันธุ์ข้าวเปลือกของพี่น้องตำบลทมอ ส่วนที่มาจากต่างอำเภอ ก็จะเป็นกองทุนในระดับจังหวัดของสุรินทร์ โดยจะแปรสภาพข้าวที่ได้รับบริจาคเป็นเงิน เพื่อเป็นทุนไว้ช่วยเหลือพี่น้องที่ประสบภัยพิบัติต่อไป
ร้อยเอกสุริ ม่านทอง ประธานศูนย์ตุ้มโฮมฮักแพงแบ่งปันขบวนองค์กรชุมชนภาคอีสานใต้ กล่าวว่า จากงานสวัสดิการชุมชน สู่การแก้ปัญหาภัยพิบัติเมื่อปี 2554 ช่วยผู้ประสบภัยที่กรุงเทพฯ รวบรวมข้าวสารได้มากกว่า 60 ตัน และในปี 2556 มีการตั้งศูนย์ตุ้มโฮมช่วยเหลือขึ้นอีกครั้งโดยตั้งศุนย์ที่สรินทร์เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในระยะสั้น ซึ่งในการแก้ปัญหาระยะยาวมีการมุ่งสู่ความมั่นคงทางอาหาร ทำธนาคารข้าวเปลือก กองทุนเมล็ดพันธุ์ข้าว พันธุ์พืช ในการช่วยเหลือพี่น้อง ซึ่งมาจากการระดมข้าวเปลือกจากพี่น้องกองทุนสวัสดิการ จากภาคีในท้องถิ่น ที่นำข้าวเปลือกสมทบเป็นทุนมาจากงานสมัชชาสวัสดิการในแต่ละจังหวัด ที่ชาวบ้านสมาชิกกองทุนสวัสดิการนำมาบริจาค อย่างที่สุรินทร์ จัดงานสมัชชาก็ได้ยอดเบื้องต้นกว่า 7 หมื่นกว่าบาท ไว้เป็นกองทุนช่วยเหลือพี่น้อง
จากสถานการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ภัยพิบัติ ปี 54 และปี 56 ได้ส่งผลต่อความเสียหายต่อครอบครัว บ้านพักอาศัย พืชผัก ผลไม้ และระบบวิถีการผลิตของชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะเรื่องเมล็ดพันธ์ข้าวปลูกที่จะว่านดำในปีต่อไปมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน
การสำรวจข้อมูลชุมชนที่ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ พบว่าประสบภัยพิบัติ จำนวน 95 อำเภอ 669ตำบล 5,551 หมู่บ้าน ถูกน้ำท้วมซ้ำซาก ส่วนเกษตรกรมีผู้เดือดร้อนประมาณ 531,606 ครัวเรือน จำนวน 1,485,575 ไร่ บ้านเรือนเสียหายกว่า 14,675 หลังคา ผู้เดือดร้อน 1,266,568 คน และเสียชีวิต 17 ราย
ดังนั้นทางเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ ได้เล็งเห็นความสำคัญและร่วมกันตั้งศูนย์ตุ้มโฮม ฮักแพง แบ่งปัน ที่ทำต่อเนื่องมาติดต่อกันกว่า 3 ปี ที่ขบวนองค์กรชุมนอีสานใต้ได้ตั้งศูนย์ตุ้มโฮมฮักแพง แบ่งปัน ขบวนองค์กรชุมชนอีสานไป 2 รอบ รอบแรก เมื่อปี 54 ที่วัดมิตรภาพ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ครั้งที่ 2 เมื่อปี 56 ที่ รพสต.กรันตรวจลมวล อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือนร้อนพี่น้องที่ประสบภัยพิบัติทั้งระยะสั้นและระยะยาว พร้อมกันนี้เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ยังจะได้ร่วมกันสืบสานประเพณีบุญกุ้มข้าวใหญ่ไทอีสานใต้และพร้อมจะผลักดันให้เป็นวาระของคนอีสานใต้ที่จะจัดขึ้นทุกๆ ปี
การจัดงานในลักษณะนี้ เป็นการสร้างจิตสำนึกของพี่น้องเกษตรกรคนทำนา ถ้าเรามัวรอความช่วยเหลือจากรัฐบาล หรือองค์กรปกครองท้องถิ่น คงไม่สามารถฟื้นวิถีชีวิตหรือสร้างความมั่นคงทางอาหารได้ เหมือนคำที่ว่า เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง ถ้าทุกตำบลมีกองทุนเมล็ดพันธุ์ข้าวอย่างที่เห็นนี้ ก็เกิคความมั่นคงทางอาหารได้ ทั้งนี้ได้มีการส่งมอบธงให้กับจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นจังหวัดที่จะจัดงานก่อเจดีย์เมล็ดพันธุ์ข้าว บุญกุ้มข้าวใหญ่ไทอีสานใต้ในปีต่อไป
นายสำราญ สนิทฉัตร กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลทมอ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ กล่าวว่า กองทุนเมล็ดพันธุ์ข้าวของตำบลทมอ เกิดมาจากการมีกองทุนสวัสดิการชุมชนที่เกิดขึ้นเป็นฐาน ซึ่งมีฐานคิดของชาวบ้านเห็นที่ว่าเราจะปล่อยให้ภาครัฐดูแลชีวิตทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ ต้องใช้บุคลากรในท้องถิ่นมาช่วยกัน โดยเฉพาะแกนนำเข้ามาส่งเสริมเกี่ยวกับสวัสดิการ นอกจากนั้นในปีที่ผ่านมาตำบลทมอน้ำท่วมทำให้ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าว พันธุ์พืชในการเพาะปลูกปีต่อไป เราจึงจุดประกายระดมทุนภายในก่อนที่จะพึ่งพาคนภายนอก ทำอย่างไรจะหาทางดูแลสมาชิกที่ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ในการเพาะปลูกได้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางกองทุนเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อความมั่นคงทางอาหารของขบวนองค์กรชุมชน 6 จังหวัดอีสานใต้พอดี
อย่างไรก็ตามกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลทมอ ปัจจุบันมีสมาชิก 1,573 คน เงินดอกผลบางส่วนเอาไปซื้อเมล็ดพันธุ์ให้สมาชิกยืม เมื่อเพาะปลูกได้ผลผลิตสมาชิกก็นำมาคืน เป็นการทำบุญ ช่วยเหลือคนระดับรากหญ้า ส่วนข้าวที่ได้จากงานในครั้งนี้จะขายนำเงินเข้ากองทุนสวัสดิการ เพื่อนำไปซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวให้สมาชิกกู้ยืม โดยปีต่อมาให้สมาชิกนำเมล็ดพันธุ์มาคืน ให้เกิดการหมุนเวียนอย่างยั่งยืน
ซึ่งจะมีการประชุมวางแผนร่วมกันกับทาง อบต.ทมอ ถึงการบริหารจัดการข้าวที่ได้ จากการนำข้าวเข้ามาสมทบคนละเล็กคนน้อย ร่วมด้วยช่วยกัน ถ้าทุกตำบล ทุกหมู่บ้านมีกองทุน แบบนี้ประเทศก็เจริญ ทำให้ชุมชนมีอาหารดี มีบ้านอาศัย มีอนามัยถ้วนมั่ว ครอบครัวปลอดภัย รายได้ดี อยากร่วมพัฒนา พาสู่คุณธรรม บำรุงสิ่งแวดล้อม
นายสำราญ ย้ำว่า การพึ่งตนเองต้องเน้นที่ความยั่งยืน การที่คนตำบลทมอประสบภัยพิบัติเมื่อปีที่ผ่านมา เราเองไม่รอเพียงความช่วยเหลือจากรัฐบาล แต่เรารวมตัวกันแก้ปัญหา ระดมข้าวเปลือกแปลงเป็นกองทุนเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อการเพาะปลูก สร้างความมั่นคงทางอาหารต่อไป
นางประมวล มาลัย ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวสรุปในช่วงปิดงานตอนท้าย โดยกล่าวว่าการจัดงานในครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญคือการยึดโยงมิติวัฒนธรรมคนอีสานใต้ทั้ง 6 จังหวัด สู่การพัฒนาเป็นตัวเชื่อมการแก้ปัญหาภัยพิบัติ แก้ปัญหาเรื่องพันธุ์ข้าว มุ่งให้คนอยู่ร่วมกันด้วยความรักสามัคคี ท่ามกลางความแตกแยกของสีเสื้อทางการเมือง เพื่อให้เกิดการช่วยเหลือกันเองของขบวนองค์กรชุมชน นำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางอาหาร หากเมล็ดพันธุ์เราต้องไปซื้อพึ่งพาภายนอกเราจะทำอย่างไร ที่สำคัญเราต้องการสร้างเครือข่ายความร่วมมือจากแกนนำขบวนองค์กรชุมชนในพื้นที่อีสานใต้ การรักษาเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์พืชในท้องถิ่นที่หลายครอบครัว หลายชุมชนยังต้องซื้อต้องพึ่งพาจากตลาด และการมีเครื่องมือการทำงานในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติในระยะต่อไป
ทั้งนี้สรุปยอดสมทบกองทุนเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์พืช จากการร่วมบริจาคของพี่น้องขบวนองค์กรชุมชนทั้ง 6 จังหวัด รวมถึงพี่น้องในตำบลทมอ เบื้องต้นมียอดบริจาคเงินรวมประมาณ 128,000 บาท และได้รับบริจาคข้าวเปลือกประมาณ 5 ตัน ทั้งนี้ในการจัดการจะจัดออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ ส่วนของกองทุนที่ตำบลทมอ และส่วนของกองทุนใน 6 จังหวัดอีสานใต้ เพื่อสมทบเป็นกองทุนเมล็ดพันธุ์ข้าวให้กับผู้เดือดร้อนต่อไป
---------------------------------------------------




