playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

28 1-1

จากสถานการณ์ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของภาคประชาชนในปัจจุบัน จนหลายฝ่ายมีความห่วงใยว่าจะนำไปสู่ความรุนแรงและสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ จึงได้พยายามหาทางออกร่วมกันโดย ใช้สถานการณ์นี้เป็นโอกาสให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมือง โดยให้มีการปฏิรูปประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง ที่ทุกฝ่ายควรใช้กระแสการตื่นตัวทางการเมืองครั้งนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศโดยรวม

          ในขณะที่ข้อเสนอของเครือข่ายองค์กรชุมชนและประชาสังคมเพื่อการปฏิรูปที่ได้เสนอไว้เกี่ยวกับเรื่องของ ๑.) การปฏิรูปโครงสร้างการเมืองการปกครอง/แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดให้มีอำนาจอธิปไตย โดยเพิ่ม”สภาพลเมือง” เป็นอำนาจที่ ๔ ถ่วงดุลย์กับ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ  ๒.) การปฏิรูปด้านที่ดิน ๓.) การจัดการทรัพยากรอื่นๆ ให้การจัดการทรัพยากรเป็นอำนาจของท้องถิ่นจังหวัด ๔.) เรื่องยุติความรุนแรง และพร้อมเดินหน้าปฏิรูปทันทีโดยอาศัยบทเรียนและประสบการณ์การทำงานมากว่า ๓๐ ปีที่ผ่านมา โดยจะดำเนินการขับเคลื่อนทันทีร่วมกับภาคีทุกภาคส่วนในทุกระดับพื้นที่ ยังมีข้อเสนอจากผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ และภาคธุรกิจ ที่มีมุมมอง ข้อสังเกต และข้อเสนอต่อการปฏิรูปประเทศไทย จากเวที “ปฏิรูปประเทศไทย โจทย์ท้าทายขบวนองค์กรชุมชนและประชาสังคม” ที่จัดขึ้นในช่วงวันที่ ๒๐ – ๒๑ มกราคม  ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ชั้น ๑ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน

28 1-5๑. นายไพโรจน์  พลเพชร กรรมการปฏิรูปกฎหมาย

         สังคมไทยเดินมาถึงจุดวิกฤติที่สังคมเริ่มตระหนัก ว่าต้องมีการปฏิรูป โดยมีเนื้อหาเกิดจากสังคมทุกคนร่วมกันกำหนด ซึ่งมีอยู่มากมาย เพราะพวกเราได้มีการต่อสู้ทำกันมายาวนาน ตั้งแต่ก่อนปี ๒๕๔๐ แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า เราจะปฏิรูปกันอย่างไร ใครจะเป็นคนปฏิรูป

          ปัจจุบันคนได้แบ่งออกเป็น ๒ ฝ่าย ๒ แนวทาง แต่ละฝ่ายต่างก็เชื่อว่าตนต้องชนะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้วตนจะเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ และปฏิรูปเอง กล่าวคือ ฝ่าย กปปส. บอกว่าตั้งสภาประชาชนขึ้นมาทำการปฏิรูปแล้วค่อยเลือกตั้ง แต่อีกฝ่ายบอกว่าต้องเลือกตั้งก่อนแล้วปฏิรูป และต่างก็ไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน จึงเกิดการปะทะ มีคนล้มตาย

          เราไม่อาจปฏิรูปท่ามกลางคนล้มตายได้ และเราไม่อาจกีดกันหรือตัดฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดออกได้ แต่ต้องร่วมกัน จึงต้องมีแนวทางที่ ๓ คือ ให้ทั้งสองฝ่ายมาตกลงกัน กำหนกกฎเกณฑ์ต่างๆ ร่วมกัน แล้วปฏิรูปเลย แล้วมีการเลือกตั้ง และทำการปฏิรูปอีก โดยเชื่อว่าถ้าการปฏิรูปเป็นกระแสหลักของสังคม ควรมีหลักประกันอย่างเพียงพอให้การปฏิรูปเดินไปได้

          “นี่เป็นส่วนที่ท้าทายมาก ซึ่งผมไม่เห็นด้วยกับการชนะแล้วต้องกีดกันอีกฝ่ายออกไป หรือต้องฆ่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียก่อนจึงจะชนะและปฏิรูปได้ เราไม่ควรเลือกเส้นทางนี้ เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ถ้าจะปฏิรูปประเทศไทย ต้องคิดถึงโจทย์เฉพาะหน้าที่คนตายทุกวัน มากกว่าเนื้อหาที่เรามี รัฐทำหรือไม่เราไม่รู้ แต่รัฐมีหน้าที่ต้องปกป้องชีวิตของประชาชน”

 

28 1-6๒. ดร.บัณฑูร  เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม


          สิ่งที่เราต้องการคือการปฏิรูปกลไกเข้าสู่อำนาจให้ได้นักการเมืองที่เราไว้วางใจได้ การปฏิรูปคือการกำกับการใช้อำนาจรัฐ การปฏิรูปจึงต้องไม่ถูกกดทับด้วยความขัดแย้ง ฉะนั้นควรให้น้ำหนักกับกระบวนการมากกว่าเนื้อหา คือ องค์กรที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปควรเป็นอย่างไร ดึงพลังให้เกิดการมีส่วนร่วมให้มากที่สุด สร้างพลังทางสังคมเพื่อมาขับเคลื่อนการปฏิรูป ไม่ใช่พรรคการเมืองหรือรัฐบาลเพียงอย่างเดียว ซึ่งตอนนี้ภาคธุรกิจได้คิดแล้ว ไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่ก็ตาม

          ในเรื่องกระบวนการปฏิรูป เราเสนอเป็น ๓ ระยะ คือ ระยะแรก เป็นช่วงวางกระบวนการปฏิรูป พวกเราตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปชื่อ “กลุ่มเดินหน้าปฏิรูป” มีหน้าที่จัดกระบวนการขับเคลื่อน วางกลยุทธ์ ออกแบบเวที ทำอย่างไรให้คู่ขัดแย้งเข้าสู่กระบวนการปรึกษาหารือให้มากที่สุด ระยะกลาง ให้มีรัฐบาลเฉพาะกิจ เพื่อลดความขัดแย้ง ลดการช่วงชิงอำนาจ ทำหน้าที่ปฏิรูปภายในหนึ่งปีให้แล้วเสร็จ แล้วเอาผลนั้นไปสู่การปฏิบัติจริง ไม่ใช่ได้หนังสือหนึ่งเล่มแล้วเก็บเข้าหิ้ง ส่วนระยะยาว หลังจาก ๑ ปี ต้องมีกระบวนการหาข้อยุติจากโจทย์การปฏิรูป นำข้อยุติไปสู่การเดินหน้าปฏิบัติ แต่ละเรื่องมีข้อเสนออย่างไรก็ให้เดินหน้าเลย หลังจากนั้นเราก็ใช้ระบบประชาธิปไตยตัวแทน ทำประชามติให้เป็นผลผูกพันธ์กับรัฐบาลใช้หนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง ใช้ข้อบังคับทางการเมือง รัฐบาลไม่ว่าจะเป็นพรรคไหนก็ต้องนำผลนั้นไปขับเคลื่อน

 


28 1-7๓. นายแพทย์พลเดช   ปิ่นประทีป เลขาธิการสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (LDI)


          การระดมความคิดของขบวนองค์กรชุมชนและประชาสังคมทั่วประเทศ เราจะพุ่งเป้าการปฏิรูปในเชิงเนื้อหาสาระการปฏิรูปว่าข้อเสนอของเรามีอะไรบ้าง และจะขับเคลื่อนทันทีที่ไม่รอการเปลี่ยนแปลง และสิ่งที่เราเสนอนั้นไม่ไปยึดติดกับเลือกตั้ง

          “สภาพลเมือง” จะเป็นอำนาจของประชาชน เป็นพลังที่สี่ เป็นข้อเสนอที่ภาคประชาชนเสนอด้วยความบริสุทธิ์ใจ เป็นหน้าที่ของฝ่ายเทคนิค นักกฎหมาย นักรัฐศาสตร์ที่จะไปว่ากันด้วยเรื่องทฤษฎี พลังอำนาจที่สี่นี้ จะเน้นกระบวนการตรวจสอบ ถ่วงดุล และมีระดับความเข้มข้นที่แตกต่างกัน คือ ๑.) สิทธิ ๒.) หน้าที่ ๓.) อำนาจ ในภาครัฐจะมีอำนาจเป็นหลัก แต่ภาคประชาชนเราใช้สิทธิหน้าที่เป็นหลัก แต่ในเรื่องอำนาจอาจจะน้อยหน่อย เราและรัฐมีอำนาจคนละแบบ และเรากำลังบอกว่า มีอำนาจส่วนที่สี่ เพราะหลักของสภาพลเมืองเป็นหน้าที่ หลักพิทักษ์รัฐธรรมนูญยังเป็นหน้าที่ของเรา ดังนั้น สภาพลเมือง จึงควรเป็นเรื่องหลักในการดำรงสิทธิและหน้าที่ อยากให้ระบุในรัฐธรรมนูญ แม้มีอำนาจน้อยแต่ควรระบุไว้ เพราะในสภามีการใช้อำนาจหลายอย่าง

     การพัฒนาให้เกิดสภาอื่นๆ เราสามารถทำได้ไม่ต้องขออนุญาติเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ เช่น สภาชนเผ่า แต่สิ่งที่เราอยากเห็นคือ การมีอำนาจน้อยๆ ในการทำหน้าที่และใช้สิทธิ ส่วนสภาพลเมืองที่ว่านี้ บางคนอาจใช้คำว่าสภาประชาชน บางคนเรียกสมัชชาที่ใหญ่กว่าสภา ดังนั้น สภาพลเมืองที่ว่าต้องพูดให้ชัดว่าระดับไหน หรือจะเป็นสภาพลเมืองที่มาจากการสร้างการมีส่วนร่วม มีหน้าที่ในการพัฒนาทางด้านการเมือง มีกองทุน ถ้าเรามีสภาพลเมือง แล้วสภาต่างๆ ที่มีอยู่ เช่น สภาองค์กรชุมชน สภาพัฒนาการเมือง จะอยู่อย่างไร แนวทางแรก จะยุบหรือปรับให้อยู่ในสภาพลเมือง แนวทางที่สอง คือ ไม่ยุบแต่ยกระดับมารวมกับสภาพลเมือง แนวทางที่สาม คือ ไม่ยุบเลย แต่ตั้งสภาพลเมืองของเราขึ้นเลย

“หลายคนบอกว่าเรามีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับการขับเคลื่อนอยู่ ส่วนมากอยู่ที่ฐานเจดีย์ แต่เราพูดถึงเรื่องปฏิรูปเรื่องของเราจึงอยู่ที่ฐานไม่ได้ จะต้องมีภารกิจบางอย่างที่จะทำให้เนื้อหาสาระของเราเชื่อมสู่องค์พระเจดีย์ และยอดพระเจดีย์”

 

28 1-8๔. ดร.วณี  ปิ่นประทีป ผู้อำนวยการสำนักงานประสานการพัฒนาเพื่อสังคมสุขภาวะ (สปพส.)


          เรามีข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปการปกครอง ซึ่งก็มีข้อสังเกตว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องยาก ต้องคุยกันมาก ต้องจัดการมาก เพราะฉะนั้นในข้อเสนอของพวกเรา ถือว่าก้าวหน้ามาก และหลายเรื่องต้องแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญจึงจะทำได้ แต่เรื่องที่เราทำได้เลย จะทำอะไรได้บ้างที่เราต้องลงมือให้ความรู้ใน ร่าง พ.ร.บ. ต่างๆ ที่เราเสนอกับประชาชน ไม่ว่าจะมีเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม แต่เราเชื่อว่าถ้ามีกฎหมายที่ดี ก็สามารถเป็นเครื่องมือในการทำงานได้

          “ในสถานการณ์ขณะนี้ เร่งรวบรวมรายชื่อเพื่อเสนอ พ.ร.บ.จังหวัดจัดการตนเอง กฎหมายที่ดิน และอีกกี่ฉบับที่เราเกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถทำได้ทันที ซึ่งสำนักงานประสานการพัฒนาเพื่อสังคมสุขภาวะ (สปพส.) เอง กำลังประสานงานอยู่เช่นกัน”

 

 

 

  

28 1-9๕. นายวิเชียร  พงศธร เครือข่ายต้านคอรัปชั่น


          เป้าหมายของการสร้างการมีส่วนร่วมน่าจะเป็นเป้าหมายหลักในการทำงาน ซึ่งที่ผ่านมาเราได้มีการสำรวจเสียงของประชาชน ที่จะให้ประชาชนเกิดการเรียนรู้ แสดงความเห็นในประเด็นต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อเขาในการปฏิรูป ซึ่งเราน่าจะใช้ควบคู่กันไปได้ กับการสร้างสภาประชาชน

          อีกกลไกหนึ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน แผนปฏิรูปต่างๆ ทำอย่างไรจะสร้างการมีส่วนร่วม สร้างความรู้ ประมวลประด็นต่างๆ สื่อสารไปถึงประชาชนให้เป็นการสื่อสารสองทาง เพื่อให้ประชาชนตอบกลับมา ประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น รู้สึกเป็นเจ้าของ เพราะท้ายสุดเราต้องมีประชามติ เพราะประชาชนจะเป็นผู้รับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และหน่วยงานต่างๆ จะนำไปปฏิบัติหรือไม่ ภาคส่วนต่างๆ จะนำไปปฏิบัติหรือไม่ ซึ่งน่าจะเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเสนอ

          “ประเด็นที่จะทำควบคู่ไปพร้อมการปฏิรูป คือ การสื่อสารเพื่อการปลูกฝัง สร้างการมีส่วนร่วม ไม่นิ่งดูดาย ไม่ลุกขึ้นเฉพาะเมื่อมีวิกฤติเท่านั้น มองเรื่องสังคมเป็นเรื่องส่วนตัวด้วย น่าจะทำให้สังคมเข้มแข็ง ร่วมเป็นเจ้าของประเทศ”

 

 

28 1-10๖. ศ.สุริชัย  หวันแก้ว นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


          ในบริบทปัจจุบัน หลายคนมองว่าที่เกิดขึ้นเป็นมวลมหาประชาธิปัตย์ หลายคนก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร เพราะมันเป็นการตื่นตัวขนาดใหญ่ แต่ในเรื่องปฏิรูปเราก็ทำมานานมากแล้ว และเพิ่งมามีกระแสในสถานการณ์นี้ โจทย์ที่สำคัญคือ สิ่งที่เราทำมา จะสื่อสารอย่างไร เพราะหลายท่านอยู่กับการปฏิรูปมาโดยตลอด

          บริบทของการตื่นตัวขนานใหญ่แบบนี้ จะควบคู่กันไปพร้อมการเรียนรู้ของคนในสังคมอย่างไร ความชอบธรรมของการทำงานปฏิรูปไม่ได้อยู่ที่อำนาจรัฐบาลที่จะให้กฎหมาย และงบประมาณอีกแล้ว เพราะที่เราทำมาน่าจะรู้ดีว่าถ้ารอแบบนั้น มันเป็นการทำลายศักดิ์ศรีของตนเองอย่างไม่รู้ตัว การมีสำนึกพลเมือง เรามีศักดิ์ศรีที่ตื่นตัวในปรากฏการณ์นี้ “ทำอย่างนี้ได้ยังไง” แบบนี้ แสดงว่าเรายอมรับไม่ได้

          ความชอบธรรมในการเปลี่ยนแปลงไม่ได้อยู่ที่ใครอื่น หรือสถาบันต่างๆ ที่เกี่ยวข้องยังไม่สามารถให้ความรู้แก่ประชาชนได้ ความชอบธรรมที่เราทำขึ้น จะมียุทธศาสตร์ในการสื่อสารกับสังคมไทยอย่างไร เพื่อที่จะบอกว่าพิมพ์เขียวที่รัฐบาลทำให้มันไม่ใช่ เป็นต้น ให้เรื่องที่เกิดขึ้น ที่เราปฏิรูปเป็นฐานของสังคมไทย โดยอาศัยความเป็นธรรมที่เราทำมาแล้ว บวกกับความชอบธรรมที่ประชาชนตื่นตัวกับสถานการณ์ บวกกับอะไรต่างๆ เราสามารถทำได้ ด้วยมิติต่างๆ ที่มีอยู่ทั้งมิติทางชาติพันธุ์ ความหลากหลายของวัฒนธรรม

“ข้อคิดสำคัญ คือ เราต้องถอดความเป็นตำแหน่ง หน่วยงาน ตัวแทนต่างๆ ออกไป แต่คุยกันในฐานะประชาชนด้วยกัน ไม่ใช่เอากรุงเทพมหานครมาเป็นความสะดวก มาเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร แต่นำสถานการณ์เป็นเรื่องที่จะสื่อสารให้ความรู้กับคนทุกรุ่น คนรุ่นใหม่ ลูกหลาน ประชาชน”

 

 

28 1-11๗. นายแก้ว  สังข์ชู รักษาการ ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน)


          ข้อเสนอการปฏิรูปที่เราร่วมกันเสนอนี้จะให้สำเร็จทีเดียวไม่ได้ แต่เราทำภายใต้ความไว้วางไว้ใจกัน ที่สำคัญเราต้องส่งเสียงในเรื่องที่เราทำให้ได้ เพราะเมฆหมอกมันมาบัง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเนื้อหาสาระที่เราคุยวันนี้เป็นเรื่องถกเถียงในสังคมไทย เรานำเสียงของพวกเราที่มากจากหลากหลายนำไปถกเถียงในสังคมฐานราก มันจะสร้างวาระขึ้นมาโดยอัตโนมัติ วันนี้เป็นการสร้างความชอบธรรมหลายส่วน วันนี้สิ่งที่เราคิดเราไม่ต้องอายใคร เพราะมันเป็นเรื่องของเรา อำนาจต้องเป็นของประชาชน ที่ผ่านมาเราให้อำนาจแก่ตัวแทนมานานแล้ว เช่น เรื่องงบประมาณเราต้องเรียกร้องกว่า ๗๐% นั้นคืนมา เพื่อนำมาพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของเรา ท้องถิ่นระดับตำบล จังหวัด และประเทศ หากเรานำสัดส่วนดังกล่าวไปถกเถียงกันในพื้นที่ตำบล จังหวัด และพื้นที่ต่างๆ จะได้ข้อคิดเห็นมากกว่านี้ และนำมาประมวลอีกครั้ง และสิ่งที่สำคัญคือ ชุมชนได้เรียนรู้แล้ว ได้ยกระดับแล้ว  และพร้อมที่จะให้การสนับสนันการขับเคลื่อนดังกล่าวนี้ต่อไป

 

 

 

28 1-12๘. นายปรเมศวร์  มินศิริ เครือข่ายภาคประชาชน และเจ้าของเว็บไซต์กระปุกดอทคอม


          สิ่งที่พวกเรากำลังทำนั้นถือว่าตรงประเด็น  แต่อยากจะเน้นในเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างเพิ่มเติม คือ มีการเพิ่มกลไกไปเสริมอำนาจอธิปไตยทางตรง ได้แก่ สภาพลเมือง ถ้าเราบอกว่าประชาชนมีอำนาจประชาธิปไตยทางตรง ทางตรงอยู่แล้ว เราไม่ต้องไปทำข้อเสนออะไร ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้เราสามารถขับเคลื่อนสภาพลเมืองได้เลย เพราะตามรัฐธรรมนูญเราสามารถทำได้ แต่เราจะต้องมาคุยกันเรื่องอำนาจหน้าที่เพื่อผลักดันให้เกิดขึ้น เช่น ก่อนปี ๒๕๔๕ เรามีกระทรวงไม่มาก แต่พอปรับระบบการบริหารงานราชการแบบใหม่ เรามีกระทรวงชื่อแปลกๆ เกิดขึ้นมากมาย เราน่าจะยุบกระทรวงต่างๆ ที่ไม่ค่อยมีหน้าที่ หรือคล้ายๆ กันมารวมไว้ให้ประชาชนดูแล เช่น กระทรวงทรัพยากร กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เป็นต้น ให้เป็นอำนาจหน้าที่ภาคประชาชนในการดูแลและจัดการทรัพยากร เพราะเป็นเรื่องที่พวกเราได้ทำอยู่แล้ว

 

 

 

 

28 1-13๙. นายชัชวาลย์  ทองดีเลิศ  คณะทำงานเชียงใหม่จัดการตนเอง


          ขณะนี้เรากำลังสร้างพลังการเปลี่ยนแปลง จุดเล็กๆ ที่เราทำกำลังมีความหมาย เมื่อฟ้าเปิดหลายคนก็อยากฟังว่าชาวบ้านเขาอยากปฏิรูปอย่างไร เรากำลังจะเอาการเปลี่ยนแปลงจากฐานรากขึ้นสู่สาธารณะ เพื่อพลิกความคิดใหม่ เสนอ ๓ แนวทาง (๑)  ทำพื้นที่รูปธรรมให้เข้มแข็ง เรียนรู้กันให้เร็ว ขยายให้เร็ว เปิดมหาวิทยาลัยชุมชนเรียนรู้กันให้เร็ว และถอดองค์ความรู้ให้ดี (๒) พื้นที่ทางสังคม เราต้องเปิดตัวกับสังคม เปิดตัวตน บทบาทของเราผ่านรูปธรรมที่เราทำในพื้นที่  ที่ต้องเจียระไนให้ดี และ (๓) เสนอต่อพื้นที่นโยบายเพื่อเปลี่ยนนโยบาย เปลี่ยนรัฐธรรมนูญจากรูปธรรมที่ขึ้นมาจากพื้นที่ ประสานพื้นที่เข้าด้วยกัน เพื่อให้เป็นพลังเหวี่ยงที่สำคัญของฐานราก

 

 

 

 

  

28 1-2 28 1-3 28 1-4

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter