ตามที่ชาวนาจำนวนมาก ยังไม่ได้รับเงินจำนำข้าวจากรัฐบาลมาเป็นเวลาร่วม 4 เดือน ส่งผลให้ประสบปัญหาความเดือดร้อน ไม่มีเงินไปชำระหนี้ที่กู้ยืมมาลงทุน และไม่มีเงินไปใช้จ่ายในครอบครัว ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีกำหนดที่แน่นอนว่าจะได้รับเงินเมื่อไร ประกอบกับชาวนาซึ่งยังมีความหวังว่าจะได้รับเงินค่าจำนำข้าวก็ได้มีการกู้เงินนอกระบบเพื่อลงทุนทำนาในรอบใหม่ เช่นค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยา น้ำมันเป็นต้น ส่งผลให้ชาวนาเป็นหนี้สินมากขึ้น
นายสาคร สงมา นักพัฒนาเอกชนจากมูลนิธิคนเพียงไพร ซึ่งทำงานพัฒนากับชาวนาในจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า ด้วยความคาดหวังว่าจะได้รับเงินจำนำข้าว ชาวนาจึงได้ปรับเปลี่ยนระยะเวลาการทำนาให้สอดคล้องกับเวลาที่รัฐบาลเปิดรับจำนำข้าว กล่าวคือเริ่มปลูกในเดือนธันวาคม เก็บเกี่ยวเดือนเมษายน ก็จะทันกับรอบจำนำข้าวในเดือนตุลาคม ถึงแม้ว่าจะเสี่ยงกับอากาศหนาวที่ทำให้ข้าวไม่ออกรวง หรือที่เรียกว่า “ข้าวแท้ง” ก็ตาม แต่เมื่อไม่ได้รับเงินค่าจำนำข้าวทำให้ชาวบ้านเป็นหนี้มากยิ่งขึ้นเป็นสองเท่า
ทุกวันนี้ชาวนาไม่มีเงินติดบ้านแต่หนี้ท่วมตัว ต้องเก็บผักเก็บหญ้าตาม
ท้องไร่ปลายนา เพื่อลดค่าใช้จ่าย ชาวนาชุมชนจอมทอง อ.เมือง จ.พิษณุโลกจึงได้ตั้งวงพูดคุยเพื่อแก้ปัญหา โดยได้มีการระดมทุนทั้งภายใน แลภายนอกตั้ง “กองทุนการปรับตัว” เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยสะสมครอบครัวละ ๑๐ บาท/เดือน และมีเงินกองทุนภัยพิบัติของชุมชนสมทบอีกจำนวนหนึ่ง
ถึงแม้กองทุนในระยะเริ่มต้นจะมีเงินไม่มากนัก แต่ก็แบ่งปันช่วยเหลือกันภายในชุมชนเป็นค่าอาหาร ค่าลูกไปโรงเรียน ค่าเมล็ดพันธุ์ผักมาปลูกบริเวณบ้านเพื่อลดค่าใช้จ่าย นายสาคร กล่าว
นายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) กล่าวว่า สถาบันฯ ทำงาน
กับชาวบ้านทั่วประเทศ หลายประเด็นงานมุ่งช่วยเหลือซึ่งกันและกันของคนในพื้นที่ เช่น สภาองค์กรชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สวัสดิการชุมชน ซึ่งมีเงินสมทบทั้งชาวบ้าน รัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับตำบล มีเป้าหมายชัดเจนในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันของสมาชิกและคนในตำบล ดังนั้นในยามที่พี่น้องชาวนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวนารายย่อย ซึ่งเป็นคนจนได้รับความเดือดร้อนก็จะเป็นโอกาสครั้งสำคัญของกองทุนสวัสดิการชุมชนที่จะยื่นมือเข้าไปพูดคุย วางแผนช่วยเหลือ ซึ่งจะทำให้กองทุนได้ขยายฐานเพิ่มขึ้นในอนาคต ส่วนสภาองค์กรชุมชนก็มีบทบาทในการนำปัญหาของคนในตำบลไปสู่การวางแผน ซึ่งอาจต่อยอดไปคิดเรื่องการปฏิรูปเกี่ยวกับอาชีพการทำนาได้ ทั้ง ๒ เครือข่ายนี้จึงน่าจะเป็นพลังสำคัญของคนในตำบล
ด้านนายเอนก นาคะบุตร ประธานกรรมการโครงการพัฒนาศักยภาพองค์กรชุมชน ภายใต้มูลนิธิสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เผยว่า ขณะนี้มีนักธุรกิจ และกลุ่มคนต่างๆ ต้องการยื่นมือเข้ามาทำงานเพื่อต้องการบรรเทาความเดือดร้อนของชาวนา ด้วยตระหนักดีว่า “ทุกข์ของชาวนาคือทุกข์ของแผ่นดิน” ขณะนี้อยู่ระหว่างการระดมทุน และออกแบบกลไกในการทำงานกับชาวนาที่ได้รับความเดือดร้อน เช่น อาจเริ่มที่ชาวนารายย่อย และมีความเดือดร้อนเรื่องหนี้สิน การช่วยเหลือในลักษณะหมุนเวียน รวมทั้งกลไกการกลั่นกรองจะต้องอาศัยเครือข่ายต่างๆ ในพื้นที่ทั้งระดับตำบล และระดับจังหวัด เป็นต้น
ในภาวะที่ผู้คนในสังคมได้รับความเดือดร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวนา ซึ่งเป็นผู้มีบุญคุณต่อแผ่นดิน เชื่อว่าคนไทยไม่เคยละเลยเพียงแต่ขาดช่องทางที่จะเข้ามามีส่วนร่วม ดังนั้นการทำงานในครั้งนี้ จึงตั้งอยู่บนพื้นฐานปกติของคนไทยที่ว่า “สังคมไม่ทอดทิ้งกัน” นายเอนก กล่าว




