เมื่อปลายปี 2556 ที่ผ่านมา คณะทำงานประเด็นปัญหาที่ดินภาคเหนือเริ่มเห็นแววเยาวชนบ้านขุนควน จ.พะเยา : พิทยา ใจเย็น หรือเบล ต้นกล้าคนรุ่นใหม่วัย 24 ปี ในเมื่อครั้งมีการจัดอบรมเชิงเทคนิคการจับพิกัด GPS และการลงโปรแกรมระบบ GIS เพื่อจัดทำระบบข้อมูลที่ดินของตำบลขุนควร เบล ซึ่งเรียนอยู่ปีสุดท้ายของมหาวิทยาลับราชภัฏเชียงใหม่ได้เข้ามาร่วมอบรมเพราะแม่ของเขาขอให้มาช่วย เนื่องจากงานเชิงเทคนิคอย่างนี้ ผู้หลักผู้ใหญ่ของหมู่บ้านยากจะเรียนรู้เรื่องนี้อย่างง่ายๆ ได้
เบลเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและทำงานเป็นไว แต่เหนือกว่าความสามารถในด้านการจัดทำระบบข้อมูล สิ่งที่ทำให้เบลเข้ามาสู่กระบวนการทำงานขับเคลื่อนปัญหาที่ดินของภาคเหนือมากขึ้นคือ สำนึกรักบ้านเกิด
เบลเล่าว่า ก่อนหน้าที่เขาจะเข้ามาอบรมการจัดทำระบบข้อมูลของตำบลขุนควน เขาและเพื่อนในหมู่บ้านประมาณ 5 คน ได้เคยรวมตัวกันทำงานช่วยพ่อแม่ที่ทำงานพัฒนามาก่อน อย่าง การทำอิฐบล็อกประสานเพื่อก่อบ้านดิน ที่ชาวบ้านได้ริเริ่มทำกัน แต่ว่างานเช่นนี้ต้องใช้แรงคนหนุ่มจึงจะได้จำนวนอิฐบล็อกประสานที่มากพอ เขาและเพื่อนเห็นแล้วสงสารชาวบ้านที่แรงน้อย ทำก้อนอิฐออกมาในแต่ละวันก็ได้น้อย จนทำให้หลายคนท้อ เขาเห็นว่า แนวทางการทำบ้านดินโดยใช้อิฐบล็อกประสานนั้นเป็นแนวทางที่ดี เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นประโยชน์สำหรับชาวบ้าน เขาไม่อยากให้คนทำท้อ และอยากสนับสนุนจึงได้รวมกลุ่มกับเพื่อนเข้าไปช่วยชาวบ้านทำ จนกระทั่งอิฐที่พวกเขาทำนั้น สามารถปลูกบ้านเป็นหลังได้ และเหลือพอจะทำบ้านหลังอื่นๆ ได้อีก
จากจุดนั้นเองที่ทำให้เขาคลุกคลีกกับชาวบ้านในหมู่บ้านมากขึ้นและเข้ามาร่วมอบรมฝึกการจัดทำข้อมูล GIS ที่ จ.พะเยา จากนั้น เขาก็ได้เข้าร่วมฝึกทักษะความชำนาญให้มากขึ้นอีกสองแห่ง คือ ที่ อ.แม่แฝก จ.เชียงใหม่ ที่ อ.เมือง จ.น่าน ประสบการณ์การได้เข้าร่วมอบรม อีกทั้งเป็นพื้นที่ปัญหาที่ดินเข้มข้น รวมถึงได้มีโอกาสเรียนรู้พื้นที่รูปธรรมงานที่ดิน ที่ ต.แม่ทา จ.เชียงใหม่ ทำให้เขาเข้าใจลึกซึ้งขึ้นว่าทำไม ถึงต้องมีการจัดทำระบบข้อมูล GIS ขึ้นมา
“ผมเห็นพื้นที่รูปธรรมที่แม่ทาแล้วอยากให้ตำบลของเราเป็นอย่างนั้นบ้าง”
เบล และเพื่อนๆ ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ที่ทำงานปัญหาที่ดิน ได้รู้เห็นพื้นที่การแก้ไขปัญหา อย่าง ต.แม่ทา จ.เชียงใหม่ และฝันอยากให้ตำบลของตนได้มีความมั่นคงในเรื่องที่อยู่อาศัยมากขึ้นรวมถึงมีระบบการจัดการที่ดีอย่างแม่ทา เบลและเพื่อน จึงได้คิดโครงการเพื่อจัดทำระบบข้อมูล ความคิดของเขาได้รับการขานรับจากผู้ใหญ่ และแนะนำให้เขารวมกลุ่มเพื่อนจังหวัดอื่นๆ ที่เขาเคยได้ทำงานและรู้จักระหว่างที่ได้พบปะกันในงานฝึกอบรม เช่น เพื่อนจาก จ.แพร่ จ.เชียงใหม่ จนกระทั่งกลายเป็นเครือข่ายเยาวชนในการหนุนเสริมองค์ความรู้เชิงเทคนิค GPS/GIS ในการแก้ไขปัญหาที่ดินที่ทำกินและที่อยู่อาศัย 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ให้ทำงานโครงการนี้ด้วยดี
ปัจจุบันปัญหาคนจนไร้ที่ทำกินเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ซึ่งจากตัวเลขการขึ้นทะเบียนคนจนทั่วประเทศของศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนแห่งชาติ(ศตจ.)ในปี 2547 พบว่า มีคนจนและเกษตรกรรายย่อยขอรับความช่วยเหลือด้านที่ดิน ทั้งหมด 4,800,000 ราย ผ่านการคัดกรอง (ใช้เกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 20,000 บาทต่อปี) และยืนยันต้องการความช่วยเหลือ 2,217,546 ราย จำแนกเป็นไม่มีที่ดินทำกิน 889,022 ราย มีที่ดินทำกินแต่ไม่เพียงพอ 517,263 ราย มีที่ดินแต่ไม่มีเอกสารสิทธิ 811,279 ราย
สำหรับกลุ่มชนเผ่าและเกษตรกรรายย่อยในเขตป่า ซึ่งรัฐบาลประกาศเขตป่าตามกฎหมายทับที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินประมาณ 1 ล้านครอบครัว หรือ 10 ล้านคน เฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนมีประมาณ 2,700 ชุมชน การประกาศกฎหมายซ้อนทับดังกล่าวทำให้เกษตรกรเหล่านี้ต้องอยู่อย่างผิดกฎหมาย
ดังนี้แล้ว หากกลุ่มเยาวชนของเบลสามารถสานฝันได้สำเร็จ นั่นหมายความว่า เขาและเพื่อนๆ จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาที่ดินให้กับพ่อแม่ญาติพี่น้องของตนซึ่งมีที่ทำกินอยู่ในเขตป่าอุทยานได้มีความมั่นคงมากขึ้น ซึ่งจะว่าไปมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะปัญหาอุปสรรคล้วนมากมี
“ที่ผ่านมาก็เคยท้อบ้าง อย่างเวลาเดินจับพิกัด เราก็เหนื่อยอยู่แล้ว แต่บางทีเจอคนพูดว่า จะทำไปทำไม ทำไปก็ไม่ได้อะไร ที่ดินก็ยังไม่ใช่ของเรา เอาไปขายก็ไม่ได้ ทั้งที่หากเราทำแบบนี้และเราได้โฉนดชุมชนมา เราก็จะอยู่อย่างมั่นใจ ไม่ต้องกลัวใครมาไล่ ที่ดินก็ถ่ายโอนให้ลูกหลานทำการเกษตรต่อได้”
แต่เขาและเพื่อนก็ไม่เคยท้อถอย ท้อได้แต่ไม่ถอย
เบลและเพื่อนเพิ่งเริ่มต้นก้าวแรกเท่านั้นเอง และเขาจะก้าวต่อไปในบทบาทของเยาวชนกับขบวนงานพัฒนาภายใต้สำนึกรักบ้านเกิดและปรารถนาเห็นความมั่นคงในเรื่องที่อยู่อาศัยให้กับสังคมท้องถิ่นตนเอง




