playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

rp1-130257เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป เปิดเวทีกลางสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทบทวนบทเรียน เปิดพื้นที่สร้างกลไกการมีส่วนร่วม ชูแนวคิด Connect-Share-Change “เชื่อมโยง-แบ่งปัน-เปลี่ยนแปลง” ผ่านช่องทางการสื่อสารหลากรูปแบบ ย้ำคนไทยเป็นเจ้าของการปฏิรูป กำหนดปฏิทินเดินหน้าเปิดเวทีต่อเนื่อง

วันนี้ (๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗) เวลา ๐๙.๐๐-๑๓.๐๐ น. เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป (RNN-Reform Now Network) ประกอบด้วยองค์กรวิชาชีพกว่า ๗๐ องค์กร ได้จัดงาน “เวทีความคิดเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ครั้งที่ ๑” หัวข้อ “ถอดบทเรียนกระบวนการปฏิรูปของไทยสู่การเดินหน้าปฏิรูป” เพื่อยืนยันพันธกิจเดินหน้าปฏิรูปทันที ภายหลังแถลงข่าวเปิดตัวไปเมื่อ ๓๐ มกราคม ที่ผ่านมา ณ โรงแรม เดอะสุโกศล

ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม และสมาชิกเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป dr.kitipong-130257กล่าวเปิดเวที “ถอดบทเรียนกระบวนการปฏิรูปประเทศเพื่อเดินหน้าการปฏิรูป” ว่า เรามีต้นทุน มีเนื้อหา มีต้นทุนเชิงเครือข่าย ผนวกกับประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองสูง สิ่งที่เครือข่ายฯ จะดำเนินการจะทำต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่ จากบทเรียนการปฏิรูปต่างๆที่ผ่านมา การออกแบบจะใช้โมเดลชุดเล็กๆ ซึ่งยังไม่เป็นตัวแทนที่ครอบคลุมพอ ต้องมีการออกแบบเพิ่มเติม เรื่องการสื่อสารสาธารณะกับประชาชนก็เป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องช่วยกันคิด ภาพใหญ่เป็นอย่างไร ส่วนไหนจะขยับกันอย่างไร ให้เป็นเวทีที่มีความเชื่อถือของทุกฝ่ายไม่เฉพาะแค่คู่ขัดแย้งเท่านั้น

ซึ่งมาวันนี้เพื่อหาคำตอบว่า ทำไมเนื้อหาข้อเสนอการปฏิรูปที่ผ่านมาจึงไม่ถูกนำไปใช้ จุดอ่อน-ข้อจำกัด จะออกแบบกระบวนการปฏิรูปในปัจจุบันอย่างไร จะมีแนวทางการสร้างพันธะทางการเมืองและสร้างการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชนได้อย่างไรบ้าง ดร.กิตติพงษ์ กล่าว

ดร.เดชรัต สุขกำเนิด อดีตเลขานุการคณะกรรมการปฏิรูป (คปก.) กล่าวถึงบทเรียนกรณีคณะกรรมการปฏิรูป ระบุว่า การเฟ้นหาโมเดลข้อเสนอการปฏิรูปเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาเพราะมีการเสนอมาหลากหลายกรณีมาก และการเฟ้นหากรรมการ คปก. นอกจากจะคำนึงถึงความหลากหลายทางความคิด ปรัชญา มีจุดยืนที่หลากหลาย เรื่องจำนวนกรรมการก็ต้องคิด และสิ่งที่ต้องตระหนักต่อคือการจัดการความหลากหลายเป็นเรื่องลำบาก เราจะจัดการอย่างไร เพราะการหาข้อสรุปแต่ละอย่างก็นับเป็นเรื่องยาก

dr.dejcharat-130257หัวใจของการปฏิรูปคือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจ การปฏิรูปต้องเข้าถึงให้ได้ สิ่งสำคัญต่อมาคือการปฏิรูปต้องเป็นจินตนาการใหม่ของสังคม เป็นต้นว่าการปฏิรูปที่ดิน จะใช้การจัดการตามกลไกตลาดเพียงอย่างเดียวไม่ได้ หลักการคือเกษตรกรทุกคนสามารถเป็นเจ้าของที่ดินได้ การปฏิรูปจินตนาการใหม่ต้องสามารถถ่ายทอดจินตนาการสู่สังคมได้ ถ้าสังคมรับได้บางส่วนก็จะเกิดการต่อยอดการพัฒนา อย่างการรับลูกเรื่องเชียงใหม่มหานคร เป็นต้น  

ดร.เดชรัต กล่าวต่อว่า การปฏิรูปจะสำเร็จได้ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจ ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ จากราชการส่วนท้องถิ่นสู่ประชาชน การปฏิรูประบบสวัสดิการในอนาคตจะไม่มีคำว่าแรงงานนอกระบบอีกต่อไป

การปฏิรูปทรัพยากรแร่ให้สาธารณะเป็นเจ้าของแทนรัฐเป็นเจ้าของ ปฏิรูปการศึกษาให้เป็นการศึกษากระแสหลักที่มีทางเลือกสำหรับทุกคน รวมถึงเรื่องแนวทางการปฏิรูปประเทศไทย ต้องพัฒนาข้อเสนอต่อพรรคการเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้งต่อไป อย่างไรก็ตามข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปนั้น มีลักษณะเป็น Open source reform ที่ภาคส่วนต่างๆ สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้ ทั้งนี้ก็เพื่อไปให้ถึงยุทธศาสตร์ที่ว่า ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน

นพ.สมศักดิ์ ชุณหะรัศมิ์ เลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) กล่าวถึงคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปว่า  เป็นกลไกภาคประชาชนที่มีอิสระในการทำงาน ไม่ต้องการมีอำนาจตัดสินใจ แต่มีสถานะที่การเมืองรับรอง และงบประมาณ สนับสนุนเพื่อการทำงานความรู้ และการสร้างการมีส่วนร่วม โดยมีคณะกรรมการ ๒ ชุด ชุดหนึ่งเชื่อมกับประชาชน อีกชุดเชื่อมโยงกับรัฐบาลและรัฐสภา แตในที่สุดไม่เกิดขึ้น มีการจัดสมัชชาประจำปี เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างการมีส่วนร่วมและหาข้อสรุปจากประชาชนภาคส่วนต่างๆ

หากกล่าวถึงสิ่งที่ได้จากการปฏิรูป นพ.สมศักดิ์ ระบุว่า นอกจากข้อเสนอการปฏิรูปประเทศไทยทั้งที่มาจากการระดมสมอง การทำงานของนักวิชาการ และการจัดสมัชชาประจำปีแล้ว ก็ได้กฏหมายที่เกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่มาจากการทำงานของเครือข่ายต่างๆ เช่น พ.ร.บ.เงินออมแห่งชาติ ธนาคารที่ดิน รวมถึงร่างกฏหมายภาคประชาชนที่อยู่ในขั้นตอนการนำเสนอเข้าชื่อโดยภาคประชาชน อีกทั้งได้เครือข่ายภาคประชาชน เครือข่ายสื่อมวลชน และนักวิชาการจำนวนหนึ่งที่พร้อมทำงานร่วมกัน

กระบวนการสมัชชาที่เน้นการทำงานข้อมูลและวิชาการ ก่อนนำไปสู่การทำdr.somsak-130257ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (ร่างมติสมัชชา) เป็นกระบวนการที่ดีแม้จะยังมีจุดอ่อนที่ต้องปรับปรุงและทำความเข้าใจกับผู้ร่วมงาน ส่วนเครือข่ายชุมชนที่ทำงานมาอย่างต่อเนื่อง การมีคณะกรรมการปฏิรูปปม้ไม่มีอำนาจ แต่ก็มีประโยชน์สร้างความตื่นตัว ความหวัง และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างคนทำงาน

อย่างไรก็ตามยังมีจุดอ่อนสำคัญที่ต้องแก้ไข คือ การเชื่อมโยงเอาข้อเสนอไปแปลงสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง กฏหมาย โฉนดชุมชน การดำเนินคดีฯ การให้สัญชาติ ฯลฯ ควรมีกลไกที่มีอำนาจนำข้อเสนอไปสู่การปฏิบัติทั้งด้านบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ส่วนการสร้างการมีส่วนร่วมนั้น ภาคเอกชน ราชการและการเมืองยังมีส่วนร่วมน้อยกว่าที่ควร และจุดอ่อนที่สำคัญอีกประการคือการสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมให้กับสังคมวงกว้าง ที่ผ่านมายังมีการสื่อสารขยายผลน้อย

ถ้าจะออกแบบใหม่ นพ.สมศักดิ์ เสนอว่า ควรมีกลไกสร้างการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง จัดสมัชชาที่มาจากสมัชชาในพื้นที่โดยมีทีมสังเคราะห์ความรู้และข้อเสนอแนะ และกลไกที่มีอำนาจ หรือสภาปฏิรูปต้องทำหน้าที่เลือกและตัดสินใจ เรื่องและวิธีการปฏิรูปโดยมีผลผูกพันให้มีการปฏิบัติในกลไกบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ รวมถึงควรออกแบบกลไกวิชาการ และการสื่อสารที่ทำงานได้อย่างมีคุณภาพ ประสิทธิภาพ อาจไม่จำเป็นต้องมีช่องทางเฉพาะ แต่เชื่อมโยงได้กับทุกช่องทางโดยมีงบประมาณและการจัดการที่เป็นระบบ

นายไพโรจน์ พลเพชร คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ( คปก. ) กล่าวถึงการปฏิรูปการเมือง กรณีเสนอกฏหมายของภาคประชาชน ในการประชุมช่วงที่สอง ถอดบทเรียนกระบวนการปฏิรูปเฉพาะประเด็น : ปัจจัย เงื่อนไขของการขับเคลื่อนการปฏิรูป โดยกล่าวว่า อุปสรรคสำคัญของการเสนอกฏหมายภาคประชาชนนั้น มีต้นทุนสูงมาก การมีส่วนร่วมของประชาชนตามรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๕๐ ประชาชนสามารถเข้าชื่อเสนอกฏหมายได้ และขยายการมีส่วนร่วมของประชาชนในชั้นกรรมาธิการ และการมีส่วนร่วมทางตรง อย่างการลงประชามติและการถอดถอน ที่ผ่านมามีการเสนอแก้ พ.ร.บ. ๔๗ ฉบับ เสนอ แก้ รธน.๔ ฉบับ มีการเข้าชื่อไม่ครบ ๒ ฉบับ มีที่เข้าชื่อครบแต่ที่ประชุมไม่รับหลักการ ก็เป็นอันตกไป และมีที่นายกไม่รับรอง ๔ ฉบับ ประธานวุฒิสภาวินิจฉัยไม่เข้าหมวด ๓ และ ๕ ก็ตกไป มีที่บรรจุรอการพิจารณาอยู่ในวาระจำนวน ๙ ฉบับ บางฉบับตั้งแต่ปี ๕๑ ยังรอการรับรอง และตรวจสอบเอกสาร ซึ่งหนึ่งในนั้นมี พ.ร.บ.นิรโทษกรรม รวมอยู่ด้วย

pairoj-130257หากพิจารณาผลผลิต มีสำเร็จจำนวน ๗ ฉบับ ที่ผ่านสภาฯ ซึ่งในสิทธิการมีส่วนร่วมเสนอกฏหมายภาคประชาชน ทุกขั้นตอนสามารถหยุดกฏหมายได้ทั้งสิ้น ตั้งแต่ขั้นตอนตรวจสอบรายชื่อซึ่งใช้เวลามาก หรือถ้าเป็นกฏหมายการเงินนายกก็ต้องรับรองก่อน ในขั้นนี้ก็เป็นอุปสรรค ซึ่งมีคนเสนอให้นายกรับรองโดยมีกรอบเวลากำหนดจะได้ไม่แตะถ่วง ในขั้นตอนรับหลักการไม่รับหลักการร่างของประชาชนก็ถูกตีตก มีข้อสรุปว่าอุปสรรคสำคัญคือฝ่ายสภาไม่มีความเป็นอิสระ ถ้าฝ่ายบริหารไม่เอาก็ใช้กลไกสภาปฏิเสธได้เลย หรือถ้ากฏหมายที่เสนอโดยภาคประชาชนถ้าจะได้รับการพิจารณาก็ต้องมีร่างของรัฐบาลประกบจึงจะได้รับพิจารณา ซึ่งชัดเจนว่ากระบวนการนิติบัญญัติไทยต้องปฏิรูป แยกฝ่ายบริหารออกจากนิติบัญญัติ นายไพโรจน์ กล่าว

ในการเมืองแบบคณิตศาสตร์ สนแค่ใครกุมเสียงข้างมาก กฏหมาย ๔๗ ฉบับที่ประชาชนเสนอ อุปสรรคใหญ่คือมีการปฏิเสธการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ยังมีนักการเมืองคิดว่าประชาชน ๑ หมื่นชื่อ จะเป็นตัวแทนได้อย่างไร เขาได้รับคะแนนเสียงมากกว่าเฉลี่ยประมาณ ๕ หมื่น ต่อผู้แทนหนึ่งคน โครงสร้างทางการเมืองยังรวมศูนย์ออกกฏหมาย และผูกขาด ไม่การขยายพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งนักการเมืองส่วนหนึ่งไม่เข้าใจ เราต้องปรับปรุงการเสนอกฏหมายคู่กับการปรับปรุงกระบวนการนิติบัญญัติ ที่ยากคือการเชื่อมโยงประชาชนกับผู้มีอำนาจตัดสินใจ สร้างให้เกิดความผูกพัน เช่น การลงประชามติ กลไกการตัดสินใจทางตรงจะเป็นอนาคตที่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง นายไพโรจน์ กล่าว

นายประยงค์ ดอกลำไย ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม กล่าวในหัวปฏิรูปปัญหาความเหลื่อมล้ำ กรณีปัญหาที่ดิน-ป่า ว่า การต่อสู้เรื่องที่ดินของคนจนมีมาอย่างยาวนาน สังคมสันติสุขไม่ได้ถ้ายังมีคน ๑๕ ล้านคนอยู่ในที่ดินอย่างผิดกฏหมาย มีข้อมูลที่ชี้ว่า คน ๓ ล้าน ครอบครองโฉนด ๗๙ เปอร์เซ็นต์ คนๆเดียวครอบครองโฉนดถึง ๖ แสน ๓ หมื่นไร่ ถ้าจะปฏิรูปขอเสนอเรื่อง ๑) การกระจายการถือครองที่ดิน ๒) การเก็บภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า หากใครมีมากกว่า ๕๐ ไร่ ขณะนี้มีการยกร่างพ.ร.บ.เสร็จแล้ว เมื่อเก็บเงินได้ก็ตั้งธนาคารที่ดิน ให้คนจนมีโอกาสเข้าถึงที่ดินมากขึ้น คนรวยเสียภาษีเพื่อแบ่งปัน ๓) โฉนดชุมชน สิทธิชุมชนในการรับรองสิทธิการอยู่อาศัย ซึ่งหากชุมชนละเมิดจะมีกติกายกเลิกทั้งชุมชน ๔) ขอให้มีกองทุนยุติธรรมในการสู้คดีของคนจน เพราะมีคนจนถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม คดีป่าไม้ที่ดิน พรบ.กองทุนยุติธรรม ให้คนจนเข้าถึงกระบวนการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม ที่ยังมีการจับกุมหนักขึ้นทุกวัน ทั้งนี้ กม.๔ ฉบับเป็นของทุกคน โดยตั้งเป้ารณรงค์ ๑ ล้านรายชื่อ เพื่อเข้าชื่อเสนอกฏหมาย ๔ ฉบับดังกล่าว นำไปสู่การแก้ปัญหาประชาชนได้

อย่างไรก็ตามช่วงท้ายงานมีการนำเสนอโมเดลการสร้างการมีส่วนร่วมของเครือprayong-130257ข่ายดินหน้าปฏิรูป หรือ RNN Open Platform กับกลุ่มต่างๆที่ขับเคลื่อนงานปฏิรูป ซึ่งมีหัวใจสำคัญ คือ “Connect-Share-Change” หรือ “เชื่อมโยง-แบ่งปัน-เปลี่ยนแปลง” โดยเครือข่ายฯมีจุดยืน ในการเป็นเวทีกลางเชื่อมโยงทุกเครือข่ายสร้างการเปลี่ยนแปลงให้มีผลปฏิบัติจริง ไม่รอการจัดตั้งของรัฐบาล เบื้องต้นเครือข่ายได้ทำแบบสอบถามออนไลน์แชร์ผ่านเฟสบุ๊คถึงประเด็นการปฏิรูปที่ควรเร่งดำเนินการที่ facebook..com/rnnthailand 

ทั้งนี้เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป จะจัดเวทีครั้งที่ ๒ หัวข้อ “เรียนรู้ประสบการณ์ บทเรียน กระบวนการปฏิรูปของต่างประเทศ” ในวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ เวทีที่ ๓ ต้นเดือนมีนาคม เปิดโมเดลกลไกการปฏิรูปประเทศ เวทีที ๔ และต่อไปในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ๒๕๕๗ จะจับประเด็นปฏิรูปเรื่องต่างๆ เพื่อมาหารือต่อไป

rp2-130257rp3-130257rp4-130257

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter