“เหลือพัทลุงจังหวัดเดียวแล้วที่ปลูกข้าวพอกิน” นี่คือข้อมูลล่าสุดที่คนพัทลุงรับรู้ มันเป็นการรับรู้ที่เป็นทั้งความภาคภูมิใจ และความวิตกังวลควบคู่กันไป
ในอดีตก่อนปี ๒๕๓๘ ซึ่งการปลูกปาล์มน้ำมันยังไม่แพร่หลาย และยังไม่ได้รับการส่งเสริมจากรัฐ ทุกจังหวัดในภาคใต้จะปลูกข้าวพอกิน มีความหลากหลายทางพันธุกรรมไม่แพ้ภาคอื่นๆ โดยเฉพาะพัทลุง เป็นจังหวัดที่ปลูกข้าวเป็นอันดับหนึ่งของภาคใต้มาตั้งแต่อดีต มีพันธุ์ข้าวโด่งดังไม่ว่าจะเป็น เล็บนก สังข์หยด ฯลฯ ล้วนมาจากดินแดนลุ่มน้ำทะเลสาบแห่งนี้ ความก้าวหน้าด้านการปลูกข้าวทำให้จังหวัดพัทลุงเป็นแหล่งรวมพันธุกรรมข้าว และแหล่งเรียนรู้การปลูกข้าวที่สำคัญของภาคใต้มาโดยตลอด
ไม่เพียงการปลูกข้าวเท่านั้น แต่ภาคใต้ยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพันธุกรรมพืชอาหารที่หลากหลาย ทั้งพืชอาหารสมุนไพร และไม้ใช้สอย เกือบทุกบ้านจะมีสวนครอบครัวเป็นแหล่งอาหารที่เรารู้จักกันดีในนาม “สวนสมรม” มีการปลูกพืชไล่ระดับถึง ๙ ชั้นในพื้นที่เดียวกัน ตั้งแต่พืชกินหัวที่อยู่ใต้ดิน พืชล้มลุก สมุนไพร ผลไม้ ไม้ใช้สอย และไม้ยืนต้น ซึ่งไม่เพียงสร้างความมั่นคงทางอาหารเท่านั้น แต่ยังสร้างความสมดุลและเกื้อกูลของดินได้เป็นอย่างดี ในขณะที่แปลงนาจะเป็นแหล่งปลูกข้าวเลี้ยงชีวิตเรื่อยมาหลายชั่วชีวิตคน
หากนโยบายของรัฐที่ถาโถมเข้ามาแต่ละยุคแต่ละสมัย ไม่ว่าการเข้ามาของการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ที่ทำให้คนภาคใต้ร่ำรวยไม่กี่ปีแต่หนี้สินติดตัวพร้อมๆ กับป่าชายเลนที่เกือบหมดไป ปู ปลาเหลือน้อยลง การส่งเสริมให้คนที่มีอาชีพทำนาทำสวน ทิ้งภูมิปัญญาตัวเองทำลายสวนสมรมหันไปปลูกปาล์มน้ำมันในปี ๒๕๓๘ เป็นต้นมา จนถึงวันนี้ทั้งข้าวและสวน รวมทั้งพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันเป็นแหล่งอาหารของคนใต้ค่อยๆ เหลือน้อยลงจนไม่พอกิน ในขณะที่นโยบายของรัฐที่เรียกว่า “แผนพัฒนาภาคใต้” เป็นเมกกะโปรเจ็กที่มีเป้าหมายเปลี่ยนชายฝั่งทะเลเป็นนิคมอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ และท่าเรือน้ำลึกก็ยังคงหลอกหลอนพี่น้องภาคใต้อยู่ทุกวี่ทุกวัน ด้วยเหตุนี้ พี่น้องเครือข่ายองค์กรชุมชน และภาคประชาสังคมจึงมีความเห็นร่วมกันว่าจะต้องสร้างภาคใต้ให้กลับไปเป็นแหล่งอาหารอีกครั้งหนึ่ง
กล่าวเฉพาะจังหวัดพัทลุง ซึ่งประกอบด้วยสามภูมินิเวศ โดยทิศตะวันตกติดกับเทือกเขาบรรทัด อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้ และแหล่งสมุนไพรตามธรรมชาติ เป็นแหล่งกำเนิดสายน้ำที่สำคัญถึง ๘ สาย และแตกสาขาเป็นลำคลองย่อยถึง ๒๖ สาย กระจายไปทั้งจังหวัด ทำให้พื้นที่ถัดลงมาซึ่งเป็นที่ลุ่มกลายเป็นภูมินิเวศที่เหมาะแก่การปลูกข้าวและพืชอาหารนานาชนิด อีกทั้งลำคลองน้อยใหญ่เหล่านี้ได้ไหลพัดพาแร่ธาตุอาหารลงสู่ทะเลสาบสงขลา ปู ปลา จึงชุกชุม
ชาวบ้านตำบลจองถนน อ.เขาชัยสน เล่าให้ฟังว่า ก่อนปี ๒๕๒๓ ออกทะเลเพียงไม่กี่ชั่วโมงได้ปลาเต็มลำเรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ปลาหัวโม่ง” ชุกชุมมาก เอาไปขายที่ท่าเรือลำปำ ในเขตอำเภอเมือง แต่ทุกวันนี้ออกเรือทั้งคืนก็ได้ไม่คุ้มค่าน้ำมัน
จากการสำรวจพื้นที่พบว่า พื้นที่จังหวัดพัทลุงตั้งแต่เทือกเขาบรรทัด สวนยางพาราบุกไปอยู่จนถึงบนภูเขาทำให้ป่าไม้ลดลง ลำคลองที่เคยชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำก็แห้งขอด ชาวบ้านเล่าว่า “ในลำคลองเมื่อก่อนน้ำท่วมหลังช้าง แต่ทุกวันนี้น้ำยังไม่ท่วมหลังเขียดเลย” น้ำจากลำคลองที่เคยหล่อเลี้ยงนาข้าวในพื้นราบจึงน้อยลง และเต็มไปด้วยสารเคมีจากสวน ปู ปลาในทะเลจึงน้อยลง
ครั้นเมื่อมีการส่งเสริมให้ปลูกปาล์มน้ำมัน ที่นาจำนวนมากรวมทั้งพื้นที่ป่ารอบทะเลสาบสงขลาก็ถูกเปลี่ยนเป็นสวนปาล์ม ท้องทุ่งนาที่เคยเหลืองอร่ามไปด้วยรวงข้าวจึงถูกรุกคืบด้วยสวนยางพาราและปาล์มน้ำมัน และมีแนวโน้มที่จะรุกคืบมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องด้วยเมื่อต้นปี ๒๕๕๖ ที่ผ่านมาได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงระหว่างบริษัท บิวตาม้อน กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนของมาเลเซีย กับสภาเกษตรกรจังหวัดพัทลุง เพื่อส่งเสริมให้มีการปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา โดยมีเป้าหมายที่พัทลุงประมาณ ๖๐,๐๐๐ ไร่ นั่นหมายความว่า พื้นที่นา และพื้นที่ลุ่มรอบๆ ทะเลสาบสงขลาจะถูกเปลี่ยนจากนาข้าวเป็นสวนปาล์มน้ำมัน จนอาจส่งผลให้พัทลุงปลูกข้าวไม่พอกินในอนาคต
นายนเรศ หอมหวน แกนนำชุมชนจากอำเภอปากพยูน จ.พัทลุง บอกว่า เกษตรจังหวัดบอกว่าจะเปลี่ยนไปปลูกปาล์มเฉพาะนาร้างเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง เป็นไปไม่ได้เลยเพราะชาวบ้านเขาวิตกว่า หากหันไปปลูกปาล์มมันจะดูดน้ำจากนาข้าวเอาไปหมด ทำให้ปลูกข้าวไม่ได้ คนก็ต้องหันไปปลูกปาล์มอยู่ดี ทุกวันนี้จึงมีแนวโน้มว่าชาวนาจะหันไปปลูกปาล์มกันหมด
ไม่เพียงพื้นที่นาที่เปลี่ยนเป็นสวนปาล์มมากขึ้น และในทะเลที่กุ้ง หอย ปู ปลาลดลงเท่านั้น แต่ทุกวันนี้ในจังหวัดพัทลุงมีการหันไปเลี้ยงสัตว์ในลักษณะฟาร์มมากขึ้น ทั้งเลี้ยงหมูและไก่ โดยการส่งเสริมของบริษัทเอกชน รวมทั้งมีโรงงานชำแหละ แปรรูปไก่และหมู มาตั้งอยู่ในจังหวัดพัทลุงมากขึ้น
นายประวิช จันทร์เทพ ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลกงหรา อ.กงหรา เล่าให้ฟังว่า ในตำบลกงหราส่วนใหญ่ชาวบ้านนับถือศาสนาอิสลาม แต่มีฟาร์มเลี้ยงหมู และไก่ อยู่เป็นจำนวนมาก เกิดมลภาวะทั้งกลิ่น และเสียง แต่ที่สำคัญชาวบ้านจำนวนมากเริ่มที่จะทิ้งอาชีพเดิมมาร่วมโครงการกับบริษัทมากขึ้น ซึ่งชาวบ้านต้องลงทุนเองทั้งสถานที่ และค่าใช้จ่ายต่างๆ ถ้าขาดทุนชาวบ้านก็รับฝ่ายเดียว แต่ถ้ามีกำไรก็ถูกแบ่งให้บริษัทตามที่มีสัญญาต่อกัน
ปรากฏการณ์ดังกล่าวข้างต้น ผู้เขียนได้ศึกษาข้อมูลนโยบายของจังหวัดพบว่า มีการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาที่สามารถมองได้สองด้านกล่าวคือ แม้จะระบุว่าจะมีการส่งเสริมให้เกิดความมั่นคงทางอาหาร แต่ก็กำหนดไว้เช่นกันว่าจะมีการส่งเสริมการเกษตรไปสู่มาตรฐานการส่งออก ซึ่งความเป็นจริงที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ก็คือ การส่งเสริมการปลูกพืชเชิงเดี่ยว จำพวกปาล์มน้ำมัน ยางพารา และการส่งเสริมเกษตรในระบบเกษตรพันธสัญญา หรือคอนเทรกฟาร์มมิ่งนั่นเอง ในขณะที่มีการปลูกข้าวสังข์หยดด้วยเช่นกัน
เครือข่ายองค์กรชุมชนที่ทำงานพัฒนาไม่ว่าจะเป็น กลุ่มสภาองค์กรชุมชนตลอดจนนักพัฒนาเอกชนต่างมีความเห็นว่า คำว่า “ความมั่นคงทางอาหารของรัฐและของชาวบ้านมันต่างกัน” ชาวบ้านเน้นการปลูกพืชที่หลากหลาย โดยพึ่งพาภายนอกให้น้อยที่สุด แต่รัฐเน้นที่รายได้จากการเกษตรซึ่งก็หนีไม่พ้นการทำเกษตรเชิงเดี่ยวและเกษตรในระบบฟาร์ม และอีกประการหนึ่ง ชาวบ้านมีความเชื่อว่า หากมีการสร้างนิคมอุตสาหกรรม และท่าเรือน้ำลึกปากบาราในจังหวัดสตูล ก็จะส่งผลให้สตูลทั้งจังหวัดเป็นเขตอุตสาหกรรม จังหวัดพัทลุงก็จะเป็นที่อยู่อาศัยและแหล่งผลิตอาหารให้กับแหล่งนิคมอุตสาหกรรมเหล่านั้น นี่คืออันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาสู่จังหวัดพัทลุง
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น สภาองค์กรชุมชนตำบล ๔๘ ตำบลในจังหวัดพัทลุง พี่น้องนักพัฒนาเอกชน สภาพัฒนาการเมือง ต่างก็มีความเห็นเหมือนกันว่า จำเป็นต้องปกป้อง รักษา พัฒนาให้จังหวัดพัทลุงกลับไปสู่ความมั่นคงทางอาหารในลักษณะที่ต้องดำรงไว้ซึ่งความหลากหลายของพืชอาหาร และภูมิปัญญาของท้องถิ่นที่มีอยู่เดิม
นายวิวัฒน์ หนูมาก สมาชิกสภาพัฒนาการเมืองจังหวัดพัทลุง เล่าให้ฟังว่า เรื่องความมั่นคงทางอาหารเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญและเป็นเรื่องหลักที่ขบวนสภาองค์กรชุมชนตำบลทั้งจังหวัดพัทลุงจะร่วมกันขับเคลื่อนอย่างเข้มข้น โดยแผนงานแรกจะคัดเลือกตำบลนำร่องมาดำเนินการเป็นพื้นที่เรียนรู้ ๓ ตำบล ๓ ภูมินิเวศ คือภูมินิเวศเขาได้แก่ตำบลตะแพน อำเภอศรีบรรพต พื้นที่นาได้แก่ตำบลตำนาน อำเภอเมือง และพื้นที่ทะเลสาบได้แก่ตำบลจองถนน อำเภอเขาชัยสน โดย ๓ ตำบลนี้จะทำอย่างเข้มข้นเพื่อให้พี่น้องทั้ง ๗๓ ตำบลได้มีโอกาสใช้เป็นศูนย์เรียนรู้ต่อไป
นางชุติมา เกื้อเส้ง ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลตำนาน เล่าว่า เดิมทีตำบลตำนานเป็นแหล่งผลิตอาหารทั้งข้าว ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ช่วยเหลือตัวเองได้ไม่ต้องพึ่งพาภายนอก ทำกันเกือบทุกครอบครัว แต่พอสวนยาง สวนปาล์มรุกเข้ามา พื้นที่ผลิตอาหารก็น้อยลงเหลือราวๆ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็นับว่ายังคงความอุดมสมบูรณ์อยู่ แต่ถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปในอนาคตตำนานอาจคงเหลือเพียงตำนาน จึงวางแผนว่าจะเริ่มจากการสำรวจข้อมูลการใช้ประโยชน์จากที่ดิน ข้อมูลองค์ความรู้ด้านการเพาะปลูก สำรวจพันธุกรรมพืชที่ยังคงเหลืออยู่ แล้วนำมาพูดคุยให้ทุกคนรู้ สร้างความตระหนัก และวางแผนร่วมกัน อาจออกมาเป็นข้อบัญญัติ หรือข้อตกลงร่วมกันของชุมชนในการร่วมกันปกป้องตำบลตำนานให้เป็นแหล่งอาหาร ซึ่งเรื่องนี้จะทำควบคู่กับการรณรงค์สร้างความเข้าใจ และสร้างความตระหนักร่วมกันของชุมชน
ส่วนแผนงานที่สอง จะสร้างแปลงต้นแบบในการทำเกษตรกรรมยั่งยืนให้ได้ตำบลละหนึ่งแปลง ในแปลงจะปลูกและเลี้ยงทุกอย่างที่กิน ทำให้พึ่งตนเองได้ พึ่งพาภายนอกให้น้อยที่สุด แล้วให้ชวนพี่น้องในตำบลมาศึกษาเรียนรู้ให้ได้แปลงละ ๒๐-๕๐ ราย ทำให้เห็นว่าการทำเกษตรกรรมยั่งยืนในแปลงตัวเองมิได้ซับซ้อน และไม่ต้องลงทุนอะไรมาก แต่เป็นวิถีชีวิตที่เคยทำมา มีภูมิความรู้ในตัวอยู่แล้ว
นี่เป็นเพียงตัวอย่าง ความพยายามของภาคชุมชน ในอันที่จะร่วมกันปกป้องและร่วมสร้างความมั่นคงทางอาหาร ที่สอดคล้องกับบริบทและภูมิปัญญาของท้องถิ่น เป็นการปฏิรูปด้านการเกษตรโดยชุมชน ภายใต้สถานการณ์ปฏิรูปประเทศที่ผู้คนทุกสาขาอาชีพกำลังตื่นตัวอยู่ในขณะนี้








