ทำความรู้จักประธานสภา : จินดา บุญจันทร์
“ผมเป็นคอมมิวนิสต์เก่า”
น้าจินดาตอบเมื่อถูกถามว่า ทำไมถึงสนใจมาทำงานพัฒนา
จินดา บุญจันทร์ ประธานที่ประชุมระดับชาติสภาองค์กรชุมชนตำบล (ปัจจุบัน) ถูกเรียกด้วยความเคารพนับถือจากกลุ่มพี่น้องขบวนองค์กรชุมชนและเจ้าหน้าที่พอช. อย่างติดปากว่า “น้าจินดา”
น้าจินดาเป็นผู้ใหญ่ใจดี บุคลิกง่ายๆ แต่งตัวง่ายๆ แม้ว่าปีนี้จะอายุ ๖๒ ปีเข้าแล้ว แต่ก็ยังทุ่มเทใจให้กับการทำงาน เดินทางไปๆ มาๆ ระหว่างที่บ้าน (จ.ชุมพร) และจังหวัดต่างๆ ที่ต้องการให้น้าไปแลกเปลี่ยนพูดคุยอยู่ตลอดไม่ได้ขาด
น้าจินดาเกิดและเติบโตที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เรียนระดับมัธยมที่โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย และเข้ามาเรียนระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง น้าเป็นนักเคลื่อนไหวหรือนักกิจกรรมยุค ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ และ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ซึ่งเมื่อหลังการล้อมปราบนักศึกษาในเหตุการณ์ ๖ ตุลา น้าจินดาก็ได้ตัดสินใจเข้าไปเป็นแนวร่วมกองทัพปลดแอกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
ช่วงเวลานั้นน้าจินดาทำงานในเขตพื้นที่อีสานใต้ นับตั้งแต่บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ ลาว กัมพูชา
“ตอนนั้นผมเรียนปี ๔ คณะรัฐศาสตร์ ที่จริงเหลืออีกไม่กี่หน่วยกิตก็จะจบแล้ว ประมาณ ๒๐ หน่วยกิต แต่พอมีเรื่องแบบนี้ก็เลยเข้าป่า”
น้าจินดาใช้เวลายืนหยัดอุดมการณ์ต่อสู้อยู่ในป่าประมาณ ๔ ปีเศษ กระทั่งปี ๒๕๒๓ ก็ได้เดินทางออกมาตามนโยบายร่วมกันพัฒนาชาติไทยในคำสั่งรัฐบาลเลขที่ ๖๖/๒๓ เมื่อออกมา น้าจินดาก็ไม่กลับไปเรียนต่อ ด้วยความเหนื่อยล้าบวกกับสภาพปัญหาการเมือง ความซับซ้อนซ่อนเงื่อนของการเมืองในเวลานั้น
“ตอนนั้นสังคมวุ่นวายมาก เสนาธิการทหารที่เรียกว่าเป็นทหารฝ่ายประชาธิปไตยที่ผลักดันให้ออก นโยบาย ๖๖/๒๓ เครื่องบินที่นั่งมาถูกยิงตกตายสามคน คือ เสธเลิศ เสธเหงี่ยม เสธจรวย ผมก็เลยกลับไปอยู่บ้าน ไปทำการเกษตร ตอนนั้นคิดแต่อยากทำการเกษตร”
น้าจินดาตัดสินใจเลือกวิถีชีวิตการเป็นเกษตรกรนับแต่นั้น โดยได้รวมกลุ่มชาวบ้านทำการเกษตรยั่งยืน จัดตั้งกลุ่มสวัสดิการ ตั้งกลุ่มออมทรัพย์ จากนั้นก็ค่อยพัฒนาเป็นเครือข่ายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ กระทั่งได้เข้ามามีบทบาทในการต่อสู้ร่วมกันกับกลุ่มสมัชชาคนจน (๒๒ เครือข่าย) ไปปักหลักประท้วงรัฐบาลหน้าทำเนียบยาวนานถึง ๙๙ วัน และการต่อสู้ของพี่น้องสมัชชาคนจนในครั้งนั้นก็ได้รับการตอบรับนำไปเป็นนโยบายภาครัฐ รวมถึงแก้ไขปัญหาจากรัฐบาลในระดับหนึ่งในเวลานั้น
จากนั้น พอช.ซึ่งเพิ่งเริ่มก่อตั้งได้ไม่นานก็ให้ความสนใจต่อการทำงานของภาคประชาชน น้าจินดาจึงได้เริ่มเข้ามาสู่ในระบบงานขบวนองค์กรชุมชนและเข้ามาร่วมการก่อตั้งสภาองค์กรชุมชน แม้นว่าเจตนารมณ์แรกเริ่มของสภาองค์กรชุมชนอาจไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง เช่นว่า อำนาจของสภาองค์กรชุมชนแทบไม่มีเลย
“เหมือนเราส่งร่างพ.ร.บ.ไปโดยหวังว่ามันจะเป็นงูจงอางแต่มันกลายเป็นงูเขียว” น้าจินดาว่าพลางหัวเราะ
แต่ไม่ว่าอย่างไรอย่างน้อยน้าจินดาก็มองว่าสภาองค์กรชุมชนยังสามารถเป็นเครื่องมือ เป็นกลไกในการทำงานให้ภาคประชาชนได้ หากแต่เราจะต้องใช้พลังสามอย่างอันได้แก่พลังความรู้ พลังสังคม และพลังของกฎหมาย คนตัวเล็กๆ ซึ่งจะต้องพยายามลดระบบตัวแทนลง เพื่อให้เสียงของคนตัวเล็กๆ แข็งแรงขึ้น
การประสบการณ์การทำงานมามากมายและเนิ่นนานขนาดนี้ น้าจินดาไม่คาดหวังว่าการต่อสู้หรือการปฏิรูปจะสำเร็จเบ็ดเสร็จได้ภายในพริบตาหากว่าต้องใช้เวลา
“เราไม่ควรมีคำถามกับคนอื่นอีกแล้วว่า จะปฏิรูปอะไรหรืออย่างไร แต่ทุกคนควรเอาคำถามนี้ถามกลับมาที่ตัวเองแล้วเริ่มลงมือทำ”




