เชียงใหม่/วันที่ ๓-๔ มีนาคม ๒๕๕๗ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) สำนักงานประสานการพัฒนาสังคมสุขภาวะ (สปพส.) ร่วมด้วย สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ได้จัดโครงการรณรงค์เผยแพร่ความรู้ร่างพระราชบัญญัติการบริหารจังหวัดปกครองตนเอง พ.ศ. .... ณ โรงแรมเซ็นทาราดวงตะวัน เชียงใหม่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยมีแกนนำขบวนองค์กรชุมชนประมาณ ๘๐ คน จาก ๘ จังหวัดภาคเหนือตอนบนมาร่วมรับฟังหลักการและความเข้าใจ รวมถึงร่วมเสนอแนะเพื่อนำไปสู่พ.ร.บ. ฉบับสมบูรณ์
โดยช่วงเช้า ได้มีการเปิดเวทีอภิปราย “หลักการและสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติการบริหารจังหวัดปกครองตนเอง พ.ศ....” อย่างสั้นๆ จาก วิทยากร นายไพโรจน์ พลเพชร นักกฎหมาย, ดร.วณี ปิ่นประทีป ผู้อำนวยการ สปพส. และนางสวิง ตันอุด เป็นผู้ดำเนินรายการ
โดยดร. วณี ปิ่นประทีบ ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการมีพ.ร.บ.บริหารจังหวัดจัดการตนเองว่า เป็นพ.ร.บ. ที่เกิดขึ้นเพื่อนลดการรวมศูนย์อำนาจและแบ่งเขาภาระจากรัฐส่วนกลาง ซึ่งเป็นการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีอิสระ สามารถกำหนดเจตจำนงของตนเองได้ในการกำหนดนโยบายสาธารณะ การบริหารงานบุคคล การเงิน และการคลัง โดยมีสิทธิความชอบธรรมตามกฎหมายและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลจากรัฐส่วนกลางเท่าที่จำเป็นตามกฎหมายที่ให้อำนาจไว้
นายไพโรจน์ พลเพชร ได้กล่าวว่า รายละเอียดของพ.ร.บ. เป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น คนที่จะกำหนดรายละเอียดก็คือ ประชาชน เช่น สภาพลเมือง จะมาจากไหน อย่างไร ซึ่งควรจะมีสำนักงานไว้รองรับการทำงานอย่างชัดเจน หรือประเด็น จังหวัดที่ยังไม่เข้มแข็งนั้นรัฐก็ควรเข้ามาสนับสนุน หนุนเสริม
ดังนั้น เวทีวันนี้จึงมีความสำคัญมากเพราะจะเป็นการระดมความคิดเห็นภาคประชาชนในการกำหนดร่างพ.ร.บ.บริหารจังหวัดปกครองตนเอง ซึ่งตลอดการประชุมสองวันนี้ นอกจากการทำความเข้าใจในการหลักการพ.ร.บ.แล้ว ยังจะเป็นการออกแบบรณรงค์ พ.ร.บ. ร่วมกัน
ต่อกรณีประเด็น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเกรงว่าจะมีการยุบเลิกผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นั้น โดยความเป็นจริงมิใช่ เพราะพ.ร.บ.นี้ไม่ได้มีความหมายให้ยกเลิก แต่ให้ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ขึ้นตรงต่อผู้บริหารท้องถิ่น
แต่กระนั้น ประเด็นนี้ก็ยังมีความเห็นที่หลากหลาย เช่นว่า หลายคนอาจจะไม่อยากขึ้นตรงกับท้องถิ่น จะทำอย่างไร ต่อประเด็นนี้จึงยังเป็นที่ถกเถียงเพื่อจะได้กำหนดกฎหมายให้เป็นที่พอใจของทุกฝ่ายได้
จากนั้นช่วงบ่ายจึงเริ่มแบ่งกลุ่มย่อยเพื่อคุยรายละเอียดพ.ร.บ. และเสนอแนะแนวทางการรณรงค์ต่อไป




