เมื่อวันที่ ๗-๘ มีนาคม ๒๕๕๗ ขบวนองค์กรชุมชนภาคตะวันออกและสำนักงานภาคตะวันออก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.) จัดเวทีสัมนนาขบวนองค์กรชุมชนและประชาสังคมภาคตะวันออก ณ สวนอัสสัมชัญพาราไดซ์ ต.เนินสูง อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี มีผู้เข้าร่วมกว่า ๘๐ คน จากตัวแทนขบวนองค์กรชุมชน ตัวแทนภาคประชาสังคม และเจ้าหน้าที่ เพื่อแลกเปลี่ยนประเด็นสาธารณะร่วมของภาคตะวันออก ทบทวนและพัฒนาการจัดระบบการทำงานของขบวนองค์กรชุมชนในขบวนภาค พัฒนาแนวทางการพัฒนา แผนปฏิบัติการพัฒนาพื้นที่รูปธรรมต้นแบบ ประกาศเป้าหมายการขับเคลื่อนงานขบวนองค์กรชุมชนภาคตะวันออก “ลดความเหลื่อมล้ำ กระจายอำนาจ สู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง”
ถอดบทเรียนการพัฒนาสู่การเปลี่ยนแปลง
พื้นที่ภาคตะวันออกของไทยมีจุดเด่นท้าทายของการเป็นแหล่งทรัพยากรทางด้านอาหารทั้งพืชผลทางการเกษตรและทางทะเล จากความหลากหลายทางชีวภาพที่มีทั้งโซนเขาร่วมกับทะเล แต่การพัฒนาทางเศรษฐกิจเชิงนโยบายกลับเป็นภัยคุกคามกร่อนทำลายระบบการผลิตทางการเกษตร ทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงวัฒนธรรมท้องถิ่น จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ชุมชนลุกขึ้นมาปกป้องเพื่อปากท้องที่มั่นคงของตนและลูกหลาน เป้าหมายเปลี่ยนสัญญาณความไม่มั่นคงทางอาหารให้เป็นความยั่งยืนของชุมชนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ อันเป็นเหตุการก่อเกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ กระทบต่อความกินดีอยู่ดี การแย่งชิงทรัพยากรอย่างรุนแรงที่นำสู่ความขัดแย้งที่รุกลาม การเปลี่ยนแปลงการถือครองที่ดินทำกิน การพัฒนาเชิงนโยบายอย่างรวดเร็วกลับทิ้งความเสื่อมโทรมให้ภาคประชาชนเป็นผู้แบกรับทั้งมลพิษตกค้างในดิน น้ำ อากาศ กระทบต่อความมั่นคงทางอาหารที่มิใช่เพียงคนในชุมชน แต่กระทบสู่สังคมและเศรษฐกิจโดยรวมทั้งประเทศ เพราะการขยายตัวทางอุตสาหกรรมมิใช่คำตอบของการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ เมื่อความมั่นคงของแหล่งทรัพยากกรธรรมชาติถูกบ่อนทำลาย วิถีชีวิตและวัฒนธรรมชุมชนเปลี่ยน คุณภาพชีวิตของคนและสิ่งมีชีวิตก็ไม่ต้องกล่าวถึง
จากสภาพปัญหาทำให้ชุมชนต้องลุกขึ้นมาจัดการตนเองเพื่อปกป้องการจัดการทรัพยากร ปกป้องทรัพยากรทางอาหาร การปฏิรูปการกระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ซึ่งมีแนวทางการพัฒนาที่คำนึงอย่างครอบคลุม อาทิการพัฒนาคนที่ถูกพัฒนาในพื้นที่ เพื่อการจัดการปัญหาของตนเอง พัฒนาผู้นำเชิงยุทธศาสตร์ พัฒนาระบบข้อมูลทุกระดับ ตำบล จังหวัด ภาค รวมถึงการยกระดับระบบข้อมูลด้วยการวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูลเพื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เป็นต้น
ทั้งนี้จากการร่วมแลกเปลี่ยนทำให้เกิด ๓ ประเด็นสาธารณะร่วมระดับภาค ที่ถือว่าเป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาสู่เป้าหมายชุมชนอยู่ดีมีสุข ดังนี้คือ
(๑) การกระจายอำนาจตำบล จังหวัดจัดการตนเอง โดยขยายผลจากทุนทั้งด้านความรู้ ผู้นำ และเครื่องมือที่มีได้แก่ พรบ.จังหวัดปกครองตนเอง สภาพลเมือง ข้อบัญญัติท้องถิ่น(หัวใจสำคัญคือ ท้องถิ่นต้องออกเป็นกฎหมาย) ธรรมนูญตำบล(ข้อตกลงร่วมชุมชน) ผังตำบล
(๒) การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ครอบคลุมพื้นที่ทั้งดิน น้ำ ป่า โดยใช้แผนที่ทำมือ ผังตำบล เป็นเครื่องมือในการจัดระบบข้อมูลสู่การแก้ปัญหา
(๓) ความมั่นคงทางอาหารที่ดินที่อยู่อาศัย โดยมีผังชุมชนเป็นเครื่องมือในการจัดระบบข้อมูลสู่การพัฒนา
ก้าวสู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ด้วยจิตสำนึกความเป็นพลเมือง
แม้ความต่างของบริบทพื้นที่และคนจะแตกต่างหลากหลาย แต่การนำพาให้เกิดชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ต้องพัฒนา “คน” เป็นสำคัญ เพราะการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และบ้านเมืองในปัจจุบัน การรู้เท่าทันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเตรียมตัว ผลกระทบที่คนในชุมชนได้รับแม้จะเป็นเรื่องไม่ใหญ่ แต่อาจเป็นเรื่องเล็กที่สร้างให้เกิดความขัดแย้งได้ “ความเป็นพลเมือง” จึงเป็นสิ่งที่ต้องเสริมสร้างให้อยู่ในจิตสำนึกของคนทุกคน
ดังที่นางสาวกนิษฐา ปรีชาพีชคุปต์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ได้กล่าวว่า “ขณะที่สถานการณ์ประเทศ และจังหวัดอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในช่วงสองปีที่ผ่านมา มีกระบวนการให้ข้อมูลข่าวสารแก่ชุมชนเกิดขึ้นส่งผลให้เกิดความตื่นตัว ในการพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม แต่สิ่งสำคัญคือสิ่งที่ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะ “คนทำงาน” ที่เป็นเจ้าของปัญหาทำให้เกิดรูปธรรมของการจัดการตนเอง อันเป็นรูปธรรมที่เป็นรูปแบบการแก้ปัญหาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำที่เป็นความชัดเจนจากฐานรากของชุมชน รูปธรรมที่เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์บ้านเมืองจะทำให้เห็นการเติบโตของภาคประชาชนในการจัดการตนเอง
ณ วันนี้ภาคประชาชนเองได้เห็นความชัดเจนของคุณภาพการพัฒนาพื้นที่ที่หลากหลายสามารถขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่อย่างไรแล้วต้อง “ตอบโจทย์ชุมชน” หรือความต้องการการแก้ปัญหาที่แท้จริงของคนในชุมชน เพราะเป้าหมายในการพัฒนาพื้นที่รูปธรรมคือ การทำให้คนในชุมชนเกิดความตื่นตัว ตื่นรู้ และ “ตระหนัก”ถึงปัญหาในชุมชนที่เกิดขึ้นด้วยข้อมูลข้อเท็จจริงพร้อมทั้งสามารถทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรู้จัก เข้าใจ ชุมชนมากขึ้น ซึ่งนำสู่การปลุกจิตสำนึกของคนในชุมชนในฐานะของการเป็น “พลเมือง” ในการร่วมกันแก้ปัญหาของชุมชนอย่างเหมาะสมกับบริบทพื้นที่ จงใช้ปัญหาร่วมเป็นโอกาสในการร่วมแก้ปัญหา อย่างมีพลัง”
ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง รูปแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่ประชาชนเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง เพราะเรื่องของชุมชน ต้องทำโดยชุมชน เพื่อชุมชนอย่างแท้จริง อาจจะเสมือนกับหลักอำนาจอธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน สำคัญคือประชาชนต้องได้ผลจากการใช้อำนาจอธิปไตยจากโครงสร้างการปกครองของประเทศในเชิงบวกเท่านั้น จึงจะถือได้ว่าเข้าถึงหัวใจสำคัญของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
นายพล พลพนาธรรม มูลนิธิสายธารประชาธิปไตย ได้กล่าวเสริมเรื่องการกระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเองว่า
“พื้นฐานของประชาธิปไตยที่สำคัญแล้วต้องคำนึงถึงการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ก่อนเพื่อเป็นฐานสู่สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ปัจจุบันหากกล่าวถึงอำนาจอธิปไตยแล้วมักจะเป็นเรื่องของการใช้ผ่านโครงสร้างส่วนกลาง คือ อำนาจบริหารผ่านรัฐบาล อำนาจนิติบัญญัติผ่านรัฐสภา และอำนาจตุลาการผ่านศาล แต่การเข้าถึงการใช้อำนาจโดยประชาชนอย่างแท้จริงแล้ว “ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง” เป็นรูปแบบหนึ่งที่ประชาชนสามารถเสนอปัญหาและการแก้ไขได้อย่างแท้จริง เป็นการจัดการตนเองจากพื้นที่ ที่สามารถสร้างการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น ท้องที่อย่างบูรณาการ ที่ว่าด้วยเรื่องปากท้อง ความอยู่ดีกินดีของประชาชน”
ประกาศวาระเปลี่ยนตะวันออก สู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง
จากเวทีสัมมนา เกิดการแลกเปลี่ยน และแนวทางการทำงานร่วมของเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนและประชาสังคมภาคตะวันออก รวมถึงเป้าหมาย ทิศทางการพัฒนาสู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ทั้งนี้ได้มีการประกาศเจตนารมย์ร่วมกัน ภายใต้วิสัยทัศน์การขับเคลื่อนงานปี 2557 คือ “ ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองสู่การกำหนดข้อบัญญัติท้องถิ่นจัดการตนเอง ในการกระจายอำนาจ การจัดการทรัพยากรเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยผลักดันไปสู่การยกระดับพื้นที่รูปธรรมตอบโจทย์ความคาดหวัง สังคมยู่ดีมีสุข ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง”โดยมีรายละเอียดดังนี้
เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนและประชาสังคมภาคตะวันออก ซึ่งตระหนักต่อสถานการณ์ การปฏิรูปประเทศไทย ในข้อเท็จจริง หากมองผ่านประสบการณ์งานพัฒนาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน เป้าหมายสำคัญของการขับเคลื่อนการปฏิรูปชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง โดยให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทสำคัญในการวางแผนพัฒนาท้องถิ่นและประเทศของตนนั้น จากการจัดเวทีสัมมนาขบวนองค์กรชุมชนและประชาสังคมภาคตะวันออก ในวันที่ 7 – 8 มีนาคม 2557 ณ สวนอัญสัมชัญพาราไดช์ ตำบลเนินสูง อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ได้มีฉันทามติร่วมกันให้ประกาศวาระเปลี่ยนตะวันออก เพื่อให้การปฏิรูปชุมชนท้องถิ่นเป็นจริง ดังนี้
- การปฏิรูปการกระจายอำนาจ / จังหวัดจัดการตนเอง / ตำบลจัดการตนเอง
ซึ่งมีสภาพปัญหาที่ส่งผลกระทบ เช่น ประชาชนในพื้นที่ยังไม่เข้าใจในการปฏิรูป ขาดความรู้ความเข้าใจ ขาดการมีส่วนร่วมในการกำหนดกฎหมายและวิธีงบประมาณ การรับรู้ข้อมูลการประชาสัมพันธ์ การสื่อสารไม่เพียงพอ การกระจายอำนาจยังไม่กระจายอำนาจให้กับชุมชนอย่างแท้จริง ขาดขบวนการตรวจสอบจากภาคประชาชน ซึ่งมีแนวทางในการดำเนินการต่อเรื่องการกระจายอำนาจ ดังนี้
1)การพัฒนาความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการกระจายอำนาจและการปฏิรูปสู่การจัดการตนเองของชุมชน
2)รวบรวมข้อมูล และจัดทำแผนพัฒนาร่วมกับภาคีเครือข่าย โดยการเชื่อมโยงแบบบูรณาการ
3)การสร้างพื้นที่รูปธรรมที่ชุมชนจัดการตนเองอย่างเข้มแข็ง สร้างการยอมรับจากหน่วยงาน
4)สรุปถอดบทเรียนพื้นที่รูปธรรม นำเสนอสู่สาธารณะผลักดันสู่นโยบายและผลักดันให้เกิดธรรมนูญตำบล ข้อบัญญัติท้องถิ่น
5)งานวิจัยจังหวัดจัดการตนเอง/ ตำบลจัดการตนเอง ในด้านความมั่นคง/เศรษฐกิจ/สังคม/วัฒนธรรม/การจัดการทรัพยากร
6)ชุมชนต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขกฎหมาย ทุกด้าน ทุกระดับ และงานพัฒนาชุมชนท้องถิ่นต้องบรรจุในแผนงานพัฒนาและข้อบัญญัติท้องถิ่น
2.การปฏิรูปการจัดการทรัพยากร ที่ภาคประชาชนขาดการมีส่วนร่วม การขยายตัวของพื้นที่อุตสาหกรรม
1)รวบรวมข้อมูล สำรวจ ประมวลวิเคราะห์ ข้อมูลจากสภาพปัญหาจริงในพื้นที่/ จัดทำข้อมูลการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (EHIA)
2)จัดเวทีประชาคม จัดทำแผนแก้ไขปัญหาและพัฒนา โดยเจ้าของปัญหา โดยมีส่วนร่วมกับภาคีพัฒนาในระดับพื้นที่ และยกระดับไปสู่การออกกฎหมายปกป้องทรัพยากรท้องถิ่นของตนเอง
3)จัดตั้งสภาพลเมือง ในระดับตำบล อำเภอ จังหวัด ภาค เพื่อขับเคลื่อนประเด็นแผนยุทธศาสตร์
4)สร้างพื้นที่รูปธรรมต้นแบบ เพื่อการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายในระดับต่างๆ
5)พัฒนาศักยภาพผู้นำ กลไก ในทุกระดับ เพื่อการขับเคลื่อนงานที่มีประสิทธิภาพ
3.การปฏิรูปความมั่นคงทางด้านอาหาร ซึ่งมีสภาพปัญหาที่ส่งผลกระทบ เช่น ผลผลิตทางอาหารลดลง /อาหารทะเลมีสารพิษตกค้างการออกผังเมืองที่เอื้อต่อภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้เกิดการทำลายทรัพยากร บุกรุกพื้นที่เกษตรกรรม ขาดที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของตนเองการอพยพของแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในภาคตะวันออก
1)ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาระบบเกษตรอินทรีย์ นำไปสู่การพัฒนาอาชีพและการจัดระบบสวัสดิการของเกษตรกร
2)จัดเวทีรับฟังความคิดเห็น เฝ้าระวัง และเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติ/ภัยคุมคามจากการพัฒนานโยบายที่กระทบต่อชุมชน
3)สนับสนุนให้เกิดการวางแผนการบริหารจัดการทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า สู่การกำหนด แผนพัฒนาตำบล ข้อบัญญัติท้องถิ่นและนำไปสู่การกำหนดผังเมือง เพื่อปกป้องทรัพยากรดังกล่าว
4)จัดตั้งกองทุนพันธุ์พืช การปลูกป่าทดแทน ป่าชุมชน ให้เกิดการอนุรักษ์ทรัพยากรท้องถิ่นเพื่อเป็นแหล่งอาหารของชุมชน
จากประเด็นสาธารณะร่วม ทั้ง 3 เรื่อง ได้กำหนดผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญไว้ดังนี้
- ต้องมีผู้เดือดร้อนลุกขึ้นมาจัดการตนเอง ด้านผลกระทบของชุมชนท้องถิ่น เช่น ปัญหาที่ดิน น้ำ แหล่งอาหาร และประเด็นปัญหาอื่นๆ นำไปสู่การจัดการตนเอง
- มีการจัดทำระบบฐานข้อมูลตำบล (ด้านกายภาพ,เศรษฐกิจ,สังคม) เพื่อวิเคราะห์และนำไปวางแผนพัฒนาตำบล
- การพัฒนาศักยภาพผู้นำที่มีความคิดเชิงการเปลี่ยนแปลง คนดี คนเก่ง มองเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
- การจัดการองค์ความรู้ เพื่อการสื่อสารประชาสัมพันธ์
- แผนพัฒนาตำบล เชิงการปฏิบัติการ ที่สอดคล้องกับปัญหาของตำบล นำไปสู่การจัดทำนโยบายสาธารณะ เช่น การออกข้อบัญญัติท้องถิ่น ธรรมนูญตำบลหรือข้อตกลงร่วม การบรรจุแผนพัฒนาท้องถิ่น เป็นต้น
- สร้างกองทุนของชุมชน ในการทำงานและแก้ไขปัญหาของชุมชนเน้นการจัดการทุนภายใน
- สภาองค์กรชุมชนหรือเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนหลากหลาย ตำบล เป็นกลไกในการเชื่อมโยงกลุ่มองค์กรชุมชน เป็นร่มใหญ่ในระดับตำบล
- การทำงานร่วมกับ ภาคีพัฒนา แบบมีส่วนร่วม
- พื้นที่ความมั่นคงทางอาหาร/และการจัดการด้านทรัพยากร -ที่อยู่อาศัย/ที่ดินทำกิน
เพื่อเป็นพลังในการขับเคลื่อน เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนและประชาสังคมภาคตะวันออก จะร่วมกันผลักดัน ให้เกิดการเดินหน้าปฏิรูปทันที อย่างมีสีสัน ทั้งระดับท้องถิ่นและเชิงนโยบาย
ประกาศวาระเปลี่ยนตะวันออก
โดย เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนและประชาสังคมภาคตะวันออก
วันที่ 8 มีนาคม 2557




