เมื่อวันที่ ๖ – ๗ มีนาคม ๒๕๕๗ เครือข่ายองค์กรชุมชนและประชาสังคมภาคใต้ (คชสป.ใต้) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) และเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป ได้จัดสัมมนา “การปฏิรูปโจทย์ท้าทายองค์กรชุมชนและประชาสังคมภาคใต้”ขึ้น ณ โรงแรมเคปาร์ค จ.สุราษฎร์ธานี โดยมีผู้แทนองค์กรชุมชน ประชาสังคม นักวิชาการ และภาคธุรกิจ เข้าร่วมประมาณ ๑๕๐ คน
นายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.) กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเดินไปสู่ความแตกแยกทางความคิดและกลายเป็นความรุนแรงมากขึ้น จนกลายเป็นภาวะวิกฤตทางการเมือง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม แต่ในภาวะเช่นนี้ทุกภาคส่วนเห็นความจำเป็นต้องทำการปฏิรูปประเทศในทุกด้าน เพื่อนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมและแก้ปัญหาความขัดแย้งของประเทศ ซึ่งในการปฏิรูปมีปัจจัยสำคัญอยู่ ๓ ประการ คือ ๑.) การสร้างพลังจากทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูป นั่นคือ การปฏิรูปจะทำจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ได้ ๒.) จะต้องมีองค์กรขึ้นมารับผิดชอบ ซึ่งต้องเป็นองค์กรที่มีสถานะ และ ๓.) ผลจากการปฏิรูปจะต้องมีผลผูกพันกับรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศ จะต้องนำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง
นายสุวัฒน์ คงแป้น หัวหน้าสำนักสื่อสารการพัฒนา พอช. ให้ความเห็นว่า เหตุผลสำคัญในการที่จะทำให้การปฏิรูปที่ดำเนินการโดยคณะกรรมการปฏิรูปและคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ที่มีนายอานันท์ ปัญญารชุน และ ศ.นพ.ประเวศ วะสี เป็นแกนนำ ไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ เนื่องจากทั้งสองคณะไม่ได้มีอำนาจในการทำการปฏิรูป แต่เป็นผู้ทำให้เกิดข้อเสนอในการปฏิรูป หากแต่อำนาจในการปฏิรูปยังคงอยู่ที่รัฐบาล ดังนั้นการปฏิรูปในครั้งนี้ จะต้องมีคณะกรรมการที่มีหน้าที่ในการทำให้เกิดข้อเสนอในการปฏิรูปและมีอำนาจที่จะทำให้ข้อเสนอในการปฏิรูปมีผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง กล่าวคือ จะต้องมีผลทางกฎหมายที่จะทำให้ใครก็ตามที่เป็นรัฐบาลต้องนำไปปฏิบัติ
ในการสัมมนาครั้งนี้ ได้มีการระดมความเห็นเกี่ยวกับปัญหาของภาคใต้ โดยเห็นตรงกันว่า ภาคใต้มีปัญหาเรื่องผลกระทบจากนโยบายของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากแผนพัฒนาภาคใต้ ที่ส่งผลต่อการทำลายความมั่นคงทางอาหาร ทั้งทางบกและทางทะเล จึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างยิ่ง
นายไมตรี จงไกรจักร ตัวแทนองค์กรชุมชน จ.พังงา กล่าวว่า ในภาคใต้มีพลังขององค์กรชุมชนและประชาสังคมทำงานอยู่ในพื้นที่อย่างหลากหลาย ทั้งการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สภาองค์กรชุมชน สิทธิชุมชน ชาติพันธุ์ ฯลน พอเข้าสู่กระแสของการปฏิรูปหลายๆ จังหวัดจึงได้มีการใช้กลไกเดิมขับเคลื่อนงานปฏิรูป ภายใต้สถานการณ์และเป้าหมายที่ต้องมีพันธสัญญากันเป็นการเฉพาะมากขึ้น เช่น พังงาจะใช้กลไกงานพังงาเมืองแห่งความสุข ที่มีภาคีหลากหลายเข้าร่วม ปรับไปสู่การตั้งสภาพลเมืองจำลอง พูดคุยเรื่องการปฏิรูปที่มีการทำข้อเสนอเชิงโครงสร้าง จังหวัดปกครองตนเอง จากนั้นก็จะใช้กลไกนี้ไปสู่การทำงานปกติ โดยมีเป้าหมายในการขับเคลื่อนถึงปี ๒๕๕๙
สำหรับข้อเสนอของการปฏิรูปในภาคใต้นั้น เห็นด้วยกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอำนาจ ให้จังหวัดปกครองตนเอง ร่วมกันผลักดันให้เกิด พ.ร.บ.จังหวัดปกครองตนเอง โดยให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด โอนงบประมาณไปสู่จังหวัดร้อยละ ๗๐ รวมทั้งกระจายอำนาจการจัดการต่างๆ เช่น การจัดการทรัพยากร สวัสดิการชุมชน การเกษตร การศึกษา ฯลฯ ไปยังจังหวัดทั้งหมด โดยได้มีการแบ่งกลุ่มย่อย ระดมความเห็นในการขับเคลื่อนในระดับจังหวัดให้เป็นจริง เช่น ให้มีการจัดเวทีระดับจังหวัด โดยการสร้างกลไกการมีส่วนร่วมในระดับจังหวัด ทำความเข้าใจและให้ข้อมูลกับประชาชนในจังหวัดอย่างกว้างขวาง โดยทุกจังหวัด ตั้งเป้าหมายร่วมกันว่าจะปักธงและเคลื่อนไหวแสดงตัวตนพร้อมกันในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๗ นี้




