playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

DSC 0002 resize resize

เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๗ ที่สำนักงานพอช. ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ ได้เปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ ธรรมาภิบาล และการค้าในระดับสากลและในประเทศไทย (Forest Law Enforcement, Governance and Trade, FLEGT เฟลกที) โดยศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า-ประเทศไทย ร่วมด้วยขบวนองค์กรชุมชนปัญหาที่ดิน-ภัยพิบัติ ภาคเหนือ ประมาณ ๖๐ คน

ประทีป มีคติธรรม จากสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ได้เปิดเวทีแนะนำให้ผู้นำชุมชนผู้เข้าร่วมได้เข้าใจว่า เฟลกทีคืออะไร โดยลำดับความเป็นมาสืบเนื่องจากรัฐบาลไทยและสหภาพยุโรปกำลังมีการเตรียมการเจรจาเพื่อหาข้อสรุปในการจัดทำข้อตกลงการเป็นหุ้นส่วนด้วยความสมัครใจ (Voluntary Partnership Agreement, VPA วีพีเอ) ภายใต้กรอบแผนการปฏิบัติการในการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ ธรรมาภิบาลและการค้า (Forest Law Enforcement, Governance and Trade, FLECT เฟลกที) ระหว่างสหภาพยุโรปกับประเทศไทยเพื่อให้เกิดความมั่นใจในการซื้อขายไม้ไปยุโรปและมีที่มาของไม้อย่างถูกกฎหมายและเป็นการสนับสนุนเพื่อให้เกิดการปรับปรุงธรรมาภิบาลในภาคป่าไม้

ดังนั้น คณะผู้จัดงานจึงเห็นว่า การเข้าไปมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนในระดับชาติ ซึ่งรวมถึงรัฐบาล เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ภาคอุตสาหกรรม ภาคประชาสังคม เจ้าของกิจการรายย่อย องค์กรชุมชน และอื่นๆ ต่างมีความสำคัญในกระบวนการจัดทำข้อตกลงการเป็นหุ้นส่วนด้วยความสมัครใจ (วีพีเอ) เพื่อเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของการเป็นเจ้าของประเทศและสร้างแนวทางกรอบการดำเนินงานเพื่อความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสในที่สุด นับเป็นรูปธรรมที่สำคัญและอาจมีผลกระทบต่อภาคป่าไม้ แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ยังมีความเข้าใจต่อเฟลกทีและวีพีเอน้อยมาก

ประทีป มีคติธรรม ได้กล่าวว่าการซื้อขายไม้ไปยุโรปจะส่งได้สองประเภทคือ ไม้ในที่ดินของรัฐและไม้ในที่ดินเอกชน ซึ่งในแง่กฎหมายยังตีความได้หลากหลาย ทำให้ยังไม่ชัดเจน เช่น ไม้ที่อยู่ในที่ทำกินของราษฎรแต่ที่ดินอยู่ในพื้นที่รัฐเช่นนี้จะถือว่าเป็นไม้ของใคร ด้วยเหตุนี้ จึงต้องมีการเปิดประเด็นเรื่องนี้ให้เป็นที่รับรู้กว้างขวางและให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาร่วม

ในเวทีแลกเปลี่ยนได้มีการแสดงความเห็นอย่างหลากหลายและระดมความคิดเห็นของกลุ่มย่อยโดยได้ข้อสรุปในเบื้องต้นว่า ควรมีข้อเสนอต่อรัฐบาลให้มียกเลิกการเจรจาเรื่องนี้ก่อน โดย

หนึ่ง ขอให้มีการปฏิรูปประเทศโดยเรียบร้อยเสียก่อน โดยเฉพาะประเด็นการปฏิรูปที่ดิน ๔ ฉบับ เพื่อจะได้ลดข้อขัดแย้งต่อการประเด็นเรื่องป่าไม้และที่ดิน

สอง อียูและรัฐบาลไทยควรให้การสนับสนุนภาคประชาสังคมในการมีส่วนร่วมในการเจรจา ถ้าไม่มีภาคประชาสังคมเข้าไปก็ไม่ควรเริ่มการเจรจา เพื่อจะได้มีมุมมองจากผู้ได้รับผลกระทบ

สาม ควรมีองค์กรกลางตรวจสอบไม้ที่ส่งออก

สี่ ภาคประชาสังคมและขบวนชุมชนโดยเฉพาะกลุ่มประเด็นปัญหาที่ดินจะสนับสนุนกฎหมายการปฏิรูปที่ดิน ๔ ฉบับอย่างจริงจัง เนื่องจากกฎหมายการปฏิรูปที่ดินทั้งสี่ฉบับนี้จะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมและมีอำนาจในการรักษาป่าไม้ไว้ได้

crop resize resize    DSC 0018 resize resize

DSC 0023 resize resize  DSC 0019 resize resize

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter