playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

การก่อตัวของเครือข่ายพลเมืองภาคใต้ 14 จังหวัด ประกอบด้วยแกนนำองค์กรชุมชนและนักพัฒนาเอกชนที่ลุกขึ้นมาคัดค้าน ร่าง พรบ.นิรโทษกรรม เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2556 พร้อม ๆ กับการมีความเห็นตรงกันว่าปัญหาหลักของภาคใต้และของประเทศนี้คือ ระบบโครงสร้างอำนาจที่รวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง จำเป็นต้องกระจายอำนาจให้คนในท้องถิ่นปกครองตนเองผมจึงถือว่าวันนี้คือวันเริ่มต้นเป่านกหวีดปฏิรูปภาคใต้อีกครั้งหนึ่ง

          จนการเคลื่อนไหวทางการเมืองพัฒนาจากเวทีสามเสนไปสู่เวทีราชดำเนินจากแยกอุรุพงษ์ไปสู่เชิงสะพานชะมัยมรุเชษฐ์ จากคำประกาศที่ไม่เอารัฐบาลไปสู่การเชิญชวนพี่น้องทำการปฏิรูปประเทศไทยของ กปปส.พร้อมได้เสนอ 6 ประเด็นใหญ่ๆ ที่จะต้องทำการปฏิรูปทันที ไม่ว่าจะเป็นปฏิรูประบบตำรวจ ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง ปฏิรูประบบคอรัปชั่น การลดความเหลื่อมล้ำสร้างความเป็นธรรม ปฏิรูประบบการเมือง และปฏิรูประบบยุติธรรม  

          เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เริ่มมีคนล้มตายและบาดเจ็บ ทำให้หลาย ๆ ภาคส่วนเริ่มที่จะหันมาร่วมกันหาทางออกกันมากขึ้น และทางหนึ่งที่คู่ขัดแย้ง 2 ฝ่าย ทั้ง กปปส.และรัฐบาลเสนอเหมือนกัน นั่นก็คือ การปฏิรูปประเทศไทยต่างกันเพียงช่วงเวลาที่จะทำเท่านั้นระหว่างปฏิรูปก่อนเลือกตั้งและเลือกตั้งแล้วค่อยปฏิรูป ซึ่งมันมีข้อน่าวิตกอย่างยิ่งเพราะต่างฝ่ายต่างก็ต้องการกีดกันฝ่ายตรงข้ามออกไป เพื่อให้ตนเป็นแกนนำในการปฏิรูปเสียเอง ซึ่งสังคมโดยทั่วไปมองว่า การปฏิรูปจะสำเร็จลงได้ก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่หลากหลาย การปฏิรูปไม่อาจเกิดขึ้นได้ในขณะที่มีคนล้มตายและไม่อาจเกิดขึ้นได้หากต้องกีดกันฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดออกไป จำเป็นต้องสร้างบรรยากาศแห่งการปฏิรูปให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ

          s1ในช่วงเวลานี้ภาคเอกชนบางองค์กร เช่น นักธุรกิจ 7 องค์กรได้แสดงตนกับสังคมเพื่อทำการปฏิรูปทันที ซึ่งมีภาคีต่าง ๆ เข้าร่วมมากขึ้นในภายหลัง รวมทั้งการเข้าร่วมของเครือข่ายองค์กรชุมชนและประชาสังคมเพื่อการปฏิรูป (กชสป) จนพัฒนาเป็น เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปและตามมาด้วยกลุ่มต่าง ๆอีกมากมายในปัจจุบัน

          การปฏิรูปดังกล่าวได้ก่อตัวอยู่เฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครเสียเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ต่างจังหวัดยังไม่มีการคิดในเรื่องนี้กันอย่างจริงจังมากนัก เพราะปัญหาของแต่ละภูมิภาคไม่เหมือนกันกล่าวคือในภาคเหนือ อีสาน กลาง เป็นฐานเสียงของรัฐบาล ยังกังวลอยู่กับการไม่ได้รับเงินค่าจำนำข้าว จึงไม่ให้ความสนใจเรื่องการปฏิรูปมากนัก และคิดว่าการปฏิรูปคืองานของ กปปส.

          พลันที่กำนันสุเทพ  เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ได้ประกาศอย่างชัดเจน ณ เวทีปทุมวันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2557 ให้ทั้งประชาชนทุกภาคส่วนกลับไปคิดและทำเรื่องการปฏิรูปในจังหวัดตนเองกันให้จริงจัง อีกทั้งปักธงเดินหน้าปฏิรูป ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2557 ปรากฏว่าในแต่ละจังหวัดซึ่งเป็นฐานสำคัญของ กปปส. โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคใต้ก็รับลูกกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ กันอย่างพร้อมเพรียง

          ผมได้สำรวจสภาพการปฏิรูปในภาคใต้ หลังการประกาศให้ลงมือปฏิรูปกันอย่างจริงจังของกำนันสุเทพ  เทือกสุบรรณ พบว่าทุกจังหวัด ได้เกิดการจัดและเคลื่อนกระบวนปฏิรูปกันอย่างคึกคัก

          หลายๆจังหวัดได้เกิดกลไกความร่วมมือในการทำงานเช่น จังหวัดสงขลา สตูล ตรัง นครศรีธรรมราช พังงา ถึงแม้ว่า กปปส. จังหวัดจะเอาการเอางาน มีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปแต่ในจังหวัดก็มีแกนนำเครือข่ายองค์กรชุมชน และภาคประชาสังคมอื่น ๆ ที่เข้มแข็งและทำงานด้านการปฏิรูปอยู่เช่นกัน อีกทั้งยังมีประสบการณ์งานพัฒนามาหลายสิบปี  มีบทเรียน ประสบการณ์ด้านการทำงานมวลชน การวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูล และการทำกระบวน แต่มีข้อดีอยู่ตรงที่ว่าทั้งสองกลุ่มสามารถพูดคุยกันได้ พอ กปปส. จังหวัดตั้งลูก มีการกระจายไปยังอำเภอต่าง ๆ ภาคประชาชนองค์กรชุมชน นักพัฒนาเอกชน นักวิชาการสื่อมวลชน ตลอดจนผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ ก็เข้ามาร่วม ทำให้ขบวนปฏิรูปในจังหวัดเหล่านี้ไปได้อย่างมีเนื้อหาสาระที่ครอบคลุมทุกประเด็นปัญหาไม่จำเพาะแต่พิมพ์เขียวที่ กปปส.กรุงเทพมหานครฝากให้คิดเท่านั้น

          จังหวัดสงขลา ขบวนปฏิรูประดับจังหวัด มีองค์ประกอบที่หลากหลาย ทั้ง กปปส.สภาองค์กรชุมชนซึ่งเป็นองค์กรชาวบ้าน วางกระบวนการขับเคลื่อนไปสู่ระดับอำเภอ โดยมีนักวิชาการมหาวิทยาลัย ช่วยสังเคราะห์ข้อมูลองค์ความรู้ และมีนักพัฒนาอาวุโสคอยให้คำแนะนำและมีสื่อมวลชนคอยเป็นกระบอกเสียง ทำให้การตั้งลูกของขบวนปฏิรูปสงขลาเป็นของคนสงขลาอย่างแท้จริง

          ส่วนของจังหวัดพังงาซึ่งภาคองค์กรชุมชนมีความเข้มแข็งกลับเป็นฝ่ายดึง กปปส. เข้ามาร่วมตั้งเวทีระดับจังหวัดเรียกว่า สภาพลเมืองจังหวัดพังงาพูดคุยเรื่องการกระจายอำนาจไปสู่ จังหวัดพังงาจัดการตนเองโดยจังหวัดสนับสนุนงบประมาณในการพูดคุย นอกจากนี้จากเวทีระดับจังหวัดก็ไปสร้างโมเดลในระดับตำบล ที่ตำบลบางม่วงอำเภอตะกั่วป่าทำงานในทำนองเดียวกับระดับจังหวัดเพื่อให้ตำบลต่าง ๆ เข้ามาเรียนรู้

          จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นจังหวัดที่ กปปส. จังหวัดมีความเข้มแข็งแต่บางส่วนก็ทับซ้อนอยู่กับแกนนำภาคประชาชน จึงมีความพยายามประสานความร่วมมือต่อกันโดยมีเครือข่ายสื่อชุมชนภาคใต้และสภาองค์กรชุมชน (บางส่วน) จัดเวทีเคลื่อนไหวไปตามพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนภายใต้โครงการ ฉายหนังนั่งคุยโดยนำหนังการต่อสู้แบบอหิงสาของมหาตมคานธีไปฉายให้ชาวบ้านดูแล้วชวนชาวบ้านคุยเรื่องการปฏิรูปไปพร้อมกัน

          ไม่เพียง กปปส. เครือข่ายองค์กรชุมชน ประชาสังคม นักธุรกิจ นักวิชาการ สื่อมวลชนในนามเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปเท่านั่นที่ตื่นตัวกับการปฏิรูป องค์กรต่าง ๆ ที่ทำงานกับชุมชนและประชาสังคม อย่างสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือ พอช. ก็ถือเป็นทิศทางสำคัญในการทำงานกับชุมชนในปี 2557 นี้ โดยร่วมกับ คชสป. และเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป จัดเวทีปฏิรูปขึ้นใน 5 ภูมิภาคตลอดเดือนมีนาคม 2557

การจัดเวทีปฏิรูปใน 14 จังหวัดภาคใต้เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2557 ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีซึ่งเป็นเวทีระดับภาคครั้งแรก มีภาคีต่างๆที่หลากหลายทั้งองค์กรชุมชน นักพัฒนาเอกชน นักวิชาการ และนักธุรกิจ ฯลฯ เข้าร่วม โดยมีความเห็นร่วมกันว่า ปัญหาใหญ่ของภาคใต้และประเทศนี้คือจะต้องปฏิรูปโครงสร้างการตัดสินใจในการวางแผนพัฒนาประเทศโดยกระจายไปสู่จังหวัดและท้องถิ่น ทั้งด้านงบประมาณที่ต้องไม่น้อยกว่า 70% ของภาษีที่เก็บได้ จังหวัดต้องมีอำนาจในการจัดการด้านต่างๆ เช่น การศึกษา ความปลอดภัย การเกษตร และทรัพยากรธรรมชาติทุกชนิดโดยท้องถิ่นเอง จึงต้องร่วมกันผลักดันให้มี พรบ.จังหวัดปกครองตนเอง  เพื่อให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมายดังกล่าว

วงเสวนาเห็นว่าปัญหาที่คนใต้กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ในขณะนี้ก็คือ แผนพัฒนาภาคใต้ที่คาอกคนใต้มาเป็นเวลานานเป็นโครงการที่หากลงมาเต็มรูปแบบจะทำลายทุกอย่างในภาคใต้ทั้งฐานทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งผลิตอาหารทั้งบนบกและทางทะเล ที่ต้องหมดไปหรือต้องหันไปปลูกพืชเชิงเดี่ยวเต็มระบบ การศึกษาที่สร้างคนเพื่อสนองต่อระบบอุตสาหกรรม วัฒนธรรมความเป็นอยู่ต้องเปลี่ยนทั้งหมด ที่เป็นเช่นนี้เพราะการตัดสินใจ จากส่วนกลางทั้งสิ้น จึงจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปโครงสร้างเชิงอำนาจลงสู่ท้องถิ่นปัญหาจึงจะแก้ได้

          นอกจากนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นจริงทุกจังหวัด จึงมีแผนงานขับเคลื่อนในระดับจังหวัด โดยการสร้างกลไกที่มีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในจังหวัด จัดเวทีให้ความรู้เรื่องจังหวัดปกครองตนเองแก่ประชาชนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยทุกจังหวัดจะแสดงตัวตนประกาศดีเดย์พร้อมกันในวันที่ 24 มิถุนายน 2557

          จะเห็นว่ากระแสการปฏิรูปในภาคใต้ มีความตื่นตัวเป็นอย่างมาก เป็นการปฏิรูปที่ทุกภาคส่วนเข้ามามีหุ้นส่วน  ที่สำคัญเป็นการตื่นตัวที่ให้ความสนใจกับปัญหาหลักของประเทศ นั่นก็คือการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นปกครองตนเอง ซึ่งหากทำสำเร็จก็เท่ากับเป็นการเปลี่ยนมิติการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศอย่างขนานใหญ่ จึงนับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีเป็นอย่างยิ่งต่ออนาคตประเทศไทย

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter