playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

19 1

          ภายใต้กระแสการปฏิรูปประเทศไทย ที่ต่างมุ่งอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ สังคม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และอีกมากมาย ด้วยยุคแห่งความขัดแย้งที่แบ่งฝ่ายแบ่งขั้วกันอย่างชัดเจน แม้จะมีข้อเสนอหรือข้อมูลที่สอดคล้องกับประเด็นปัญหาของประเทศก็มักไม่เกิดผลเพียงเพราะไม่ยอมรับความเห็นของฝ่ายอื่น หากไม่ใช่ข้อเสนอหรือหลักคิดของพรรคพวกตน


          ในขณะที่มีหลายชุมชน หลายตำบล ทั่วทุกภาคของประเทศ รวมตัวกันเป็นกลุ่มหรือเครือข่ายในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาความเข้มแข็งของตนตามมิติต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามบริบทหรือประเด็นที่เกิดขึ้นในพื้นที่มาอย่างยาวนาน อาทิ การจัดสวัสดิการชุมชน ที่มีระบบการดูแลกันของคนในชุมชน การจัดการทรัพยากรธรรมชาติดิน น้ำ ป่า เพื่อก่อให้เกิดความสมดุล เป็นต้น และสิ่งที่ภาคประชาชนหรือคนในพื้นที่ขับเคลื่อนนี่เอง คือการปฏิรูปประเทศจากฐานรากอย่างแท้จริง


          เครือข่ายองค์กรชุมชนและประชาสังคมเพื่อการปฏิรูป(คชสป.) ภาคกลางและตะวันตก ร่วมกับ พอช. และภาคีพัฒนา จัดเวที “พลังชุมชนท้องถิ่น สู่การปฏิรูปประเทศไทย ภาคกลางและตะวันตก”ขึ้น ระหว่างวันที่ ๑๘ – ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๗ ณ ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม พอช. เพื่อรับฟังข้อเสนอต่อการปฏิรูปของเครือข่ายองค์กรชุมชน ประชาสังคม และภาคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการเชื่อมโยงการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอำนาจภายใต้ยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองร่วมกันของขบวนองค์กรชุมชนจากฐานราก มีผู้เข้าร่วมกว่า ๒๐๐ คน โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งผู้แทนขบวนองค์กรชุมชน นักพัฒนาเอกชน และผู้อำนวยการ พอช. ให้เสนอข้อคิดเห็นต่อการปฏิรูป และร่วมวงเสวนาในเวทีดังกล่าว

 

หัวใจสำคัญคือต้องกระจายอำนาจการจัดการไปสู่ภาคประชาชน

19 3          นายสุรินทร์  กิจนิตชีว์  ผู้อาวุโสภาคกลางตะวันตก กล่าวว่า การปฏิรูปประเทศไทยวันนี้ยังเหมือนเดิมพวกเราที่อยู่ฐานรากจึงต้องลุกขึ้นมาปฏิรูป ที่ไม่ใช่เป็นการจัดการจากข้างบนสั่งการลงมาเพื่อปกครองพวกเรานับเป็นเวลาร้อยกว่าปีแล้ว และทำให้เกิดปัญหารอบด้าน เกิดความเหลื่อมล้ำ เกิดความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้คนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เกิดช่องว่างมากและนับวันจะสะสม และมักปลูกฝังแนวคิดที่ให้เราต้องเป็นฝ่ายรอรับเพียงอย่างเดียว

          “หัวใจสำคัญ คือ ต้องกระจายอำนาจการจัดการไปสู่ภาคประชาชน ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่ส่วนกลาง ต่อไปโลกาภิวัตน์จะเข้มแข็งมากขึ้น บูรพาภิวัตน์จีนจะครองอำนาจทางเศรษฐกิจ รวมถึงประชาคมอาเซียนจะเข้ามาทุกตารางของประเทศไทย ล้วนส่งผลกระทบทั้งนั้น และสุดท้ายข้างบนก็ต้องมาสั่งการ ถ้าคำตอบของเราตรงกันว่าบัดนี้ถึงเวลาแล้ว อย่าดูถูกคนไทย อย่าดูถูกคนของแผ่นดิน เราสามารถจัดการตนเองได้ การจัดการที่สำคัญคือการจัดการทรัพยากรเพื่อปากท้องของเราในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และงานพัฒนาชุมชนเป็นจุดคานงัดเพื่อสร้างความท้าทายให้กับพวกเรา และเชื่อว่าเราทำได้”

ทำไมต้องปฏิรูป ?

          นายสุวัฒน์  คงแป้น  หัวหน้าสำนักสื่อสารการพัฒนา  พอช. กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา มีคำอยู่ ๒ คำ คือ คำว่า “ปรองดอง” เป็นการแก้ปัญหาในอดีต และอีกคำคือ “ปฏิรูป” เป็นการสร้างอนาคตข้างหน้าที่ดีกว่า คำถามที่ว่าทำไมต้องสร้างอนาคต เพราะสังคมบ้านเราในช่วงที่ผ่านมา มันไม่เป็นธรรม เกิดความเหลื่อมล้ำ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูป และใครจะต้องเป็นคนปฏิรูป เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวข้างต้น จะต้องให้รัฐบาล คนของรัฐบาล หรือคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดก็ไม่สามารถที่จะทำการปฏิรูปได้ การให้ผู้มีอำนาจทำการปฏิรูปย่อมไม่มีทางสำเร็จ ซึ่งจะต้องเป็นภาคประชาชนที่มาจากทุกสาขาอาชีพเข้ามามีส่วนในการปฏิรูปดังกล่าว

          ในช่วงปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา ยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้ตั้งคณะปรองดอง และได้แต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปและคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปขึ้นอีก ๒ ชุด โดยมีคุณอานันท์  ปันยารชุน เป็นคณะกรรมการปฏิรูป มีบทบาทในการดูภาพรวมของการปฏิรูป และ ศ.นพ.ประเวศ วะสี เป็นคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป มีบทบาทในการระดมความเห็น ทำกระทั่งได้ข้อมูลเพื่อเป็นข้อเสนอในหลายเรื่องหลายมิติ แต่ ๒ ท่านนี้เป็นเพียงผู้รวบรวมข้อมูลและจัดกระบวนการเพื่อให้เกิดข้อเสนอดังกล่าวให้กับผู้มีอำนาจ แต่ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจการปฏิรูปจึงไม่ประสบผลสำเร็จ

          “การปฏิรูปจะสำเร็จได้นั้นจะต้องทำใน ๓ เรื่อง คือ การสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ สองอย่างนี้จะนำมาสู่การลดความข้ดแย้งได้ ที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกัน จะต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่งเพื่อทำการปฏิรูป ที่มีอำนาจหน้าที่มากกว่าการจัดกระบวนการ มากกว่าการจัดทำข้อมูล และมีองค์กรต่างๆ ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนประกอบ โดยเงื่อนไขที่นำมาสู่ความสำเร็จในการปฏิรูป คือ ประการแรก ทำให้เกิดพลังร่วม ภาคประชาชนปฏิรูปโดยลำพังไม่สำเร็จ ต้องสร้างกระบวนการและเครือข่ายขึ้นมา ตั้งแต่จังหวัดหรือภาค แล้วสร้างกระบวนการลงไปข้างล่าง เพื่อให้ได้กลไกร่วมกันไปเรื่อยๆ ประการที่สอง ต้องมีองค์กรปฏิรูปที่มีสถานะในการปฏิรูป นั่นคือ เมื่อมีการปฏิรูปแล้วต้องมีผลผูกพันธ์ตามกฎหมายกับรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศ จะต้องมีการตั้งกลไกขึ้น เนื้อหาก็ยังคงต้องมีและคุยกันอยู่ เราต้องสร้างความเข้าใจต่อไปเรื่อยๆ  ถือว่าการปฏิรูปนี้ คือการส่งมอบอนาคตที่ดีให้กับลูกหลาน”

 

 

ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ฐานรากของการปฏิรูปประเทศไทย :

กรณีศึกษาสภาองค์กรชุมชนบางกระบือแก้ปัญหาน้ำท่วม

          ร.ท.บุญชอบ  สมัครวงษ์ ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลบางกระบือ จ.สิงห์บุรี กล่าวว่า พื้นที่ของ ต.บางกระบือ อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บนเนื้อที่ประมาณ ๑๑,๐๐๐ ไร่ เหมาะแก่การเกษตร ตั้งแต่ปี ๒๕๐๐ มีสร้างเขื่อนเจ้าพระยาขึ้นที่ จ.ชัยนาท จังหวัดสิงห์บุรีซึ่งอยู่ใต้เขื่อนเจ้าพระยาลงมาประมาณ ๔๐ – ๕๐ กิโลเมตร ก็เริ่มเกิดน้ำท่วมเรื่อยมา ในปี ๒๕๒๑ น้ำเริ่มท่วมสิงห์บุรีหนักขึ้นและถี่ขึ้น ซึ่งในช่วงหลังๆ นี้ระดับน้ำสูงไม่ต่ำกว่า ๑ เมตร  สร้างความเสียหายให้แก่ทรัพย์สินไร่นา  บางปีชาวบ้านและลูกเล็กเด็กแดงหลายคนต้องพลอยสังเวยชีวิตไปกับกระแสน้ำ ในอดีตที่ผ่านมาเมื่อน้ำมา หน่วยงานภาครัฐเขาก็เอาอุปกรณ์ให้ชาวบ้านสู้กับน้ำ ไม่ว่าจะเป็นกระสอบทราย หินลูกรัง แต่เมื่อสู้แล้วก็ท่วมทุกปี ของที่เอามาก็ละลายไปกับน้ำหมด เสร็จแล้วก็ไปรับเงินบ้านละ ๑,๐๐๐ บาท กระทั่งมีสภาองค์กรชุมชนจึงเกิดการรวมตัวกันของภาคประชาชน มีเวทีพูดคุยกันในการตั้งรับอย่างเป็นระบบตั้งแต่น้ำมา ระหว่างน้ำมา และหลังน้ำลด เช่น การฝึกอบรมให้เด็กสามารถเอาตัวรอด มีการตั้งกลุ่มจักรสาน ทำประมงพื้นถิ่น และในปี ๒๕๕๔ จากที่มีผู้เสียชีวิตปีละ ๓-๔ คน ในปีนี้แม้จะประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ ก็ไม่มีผู้เสียชีวิตเลย ด้วยการวางแผนและระบบการอยู่ร่วมกันกับน้ำของภาคประชาชน รวมถึงการใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนในการฟื้นฟูปลาในลำแม่ลา ที่สูญพันธ์นั้นกลับคืนมา

          “การปฏิรูปคือการเปลี่ยนแปลงประเทศ เรามีประวัติศาสตร์จากประเทศเพื่อนบ้าน ที่ประชาชนต้องเสียชีวิต ๙ แสนคน ๒.๑ ล้านคน ที่เจ็บป่วยตาย กระทั่งปี ๒๕๓๙ นั่นคือการเปลี่ยนแปลงจากเบื้องบนที่คิดจะเปลี่ยนแปลงประเทศ แต่เราโชคดีที่ เราต้องการปฏิรูปจากฐานราก ก็คือองค์กรชุมชนนั่นเอง”

 

ชุมชนร่วมกำหนดอนาคตท้องถิ่นด้วยความรู้และข้อมูล

          นายสุรจิต  ชิรเวทย์  อดีตประธานหอการค้า จ.สมุทรสงคราม และอดีตสมาชิกวุฒิสภา จ.สมุทรสงครามสมาชิกวุฒิสภา จ.สมุทรสงครามสมาชิกวุฒิสภา จ.สมุทรสงคราม กล่าวว่า ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม เมื่อมีนโยบายจัดการน้ำของรัฐโดยจะมีโครงการก่อสร้างแม่น้ำสายใหม่ ภาคประชาชนจึงรวมตัวกัน ทำเวทีเพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจ เพื่อให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง รวมถึง กม. ที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาสู่การตรวจสอบ แต่สิ่งที่สำคัญคือการทำข้อมูลเพื่อนำไปสู่ประชาชน สิ่งที่เราทำคือการทำอย่างตรงไปตรงมา และด้วยการสื่อสารกับภาคประชาชนนี่เอง

          เริ่มจากการทำเอกสารคู่มือ ๑๐ เรื่องที่ต้องรู้เมื่อน้ำจะมา แล้วใส่ข้อมูลเกี่ยวกับ กม. เข้าไปเพิ่มเติม กระทั่งมีบทความ “ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน” คือ เรามีปัญหาอยู่แล้ว และไปเอาคนที่มีอำนาจหรืออิทธิพลอะไรบางอย่างเข้ามา และนำมาสู่โครงการแม่น้ำสายใหม่ เมื่อขึ้นจอให้ชาวบ้านดูเขาเข้าใจ จึงเป็นสิ่งที่เราไม่ได้คิดแทน ซึ่งได้ทำเวทีให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องแม่น้ำสายใหม่นี้ทั้งหมด ๖๖ เวที ก่อนที่ กปอ. จะลงมาในพื้นที่ เราได้ทำเวทีไปเรียบร้อยแล้ว ผสมกับการจัดทำข้อมูลให้กับชุมชน คำว่าองอาจด้วยความรู้จึงเป็นจริง พอเราทำเวทีย่อยเสร็จ เราก็มาจัดเวทีใหญ่ ตั้งเป้า ๑,๐๐๐ คน แต่มาจริง ๓,๐๐๐ คน และองค์ความรู้ที่ใช้คือแผนแม่บทที่คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ไปทำไม่ได้เกิดการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน  แม่น้ำสายใหม่ คือ การแบ่งทะเล สุดท้ายภาคประชาชนจะต้องลุกขึ้นมาจัดทำข้อมูล รวมถึงเรื่องของอาชีพของคนในท้องถิ่น ที่ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิฐภายในชุมชนเอง เป็นการดำรงวิถีวัฒนธรรม ดังกล่าวก็ต้องใช้ข้อมูลในการให้ความรู้ เพื่อสร้างความเข้าใจ นำไปสู่โอกาสในการร่วมแก้ไขปัญหา โดยให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นฝ่ายจัดการกันเอง เพราะเราเข้าใจกันเอง แท้จริงแล้วมันเป็นเรื่องของชุมชนทุกเรื่อง ฝ่ายปกครองที่เข้ามาก็มักลอกเลียนแบบจากตำราเรียนฝรั่งมาบริหารจัดการท้องถิ่นแบบไม่ได้เข้าใจบริบทของพื้นที่ และไม่ได้ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของพื้นที่  

          “นอกจากนี้ผมยังมีข้อเสนออื่นๆ เช่น เสนอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบต. ต้องมีวาระเพียง ๒ ปี เราจะกำหนดวาระ ๔-๕ ปีก็ได้ และเรื่องการศึกษาอยากเสนอให้มหาวิทยาลัยที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดของเรา คณะที่เปิดต้องสอดคล้องกับบริบทของชุมชนนั้น จึงจะเกิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง”

 

ผสานพลังท้องถิ่นจัดการตนเอง สู่การปฏิรูปจากฐานราก

          นายเดโช  ไชยทัพ  ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคหนือตอนบน  กล่าวว่า จากประสบการณ์การทำงาน พบว่า เกิดความเหลื่อมล้ำจากการจัดการทรัพยากร และวิกฤติที่เกิดจากความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มาจากสาเหตุ ๔ เรื่องหลัก คือ นโยบายและ กม. ที่ไม่เป็นธรรม ผูกขาดการบริหารล้าหลัง ความรู้การบริหารจัดการดิน น้ำ ป่า ไม่พอ ไม่เหมาะสม การรุกและขยายตัวของโรงงาน และความอ่อนแอของภาคประชาชนและภาคประชาสังคม ทำให้เกิดขบวนย่อยๆ จากหน่วยงานหรือองค์กรที่สนับสนุนมากขึ้น จาก ๔ สาเหตุหลัก

          เราจึงมาออกแบบแนวทางการปฏิรูปที่ฐานรากโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้าน ตำบล ลุ่มน้ำ เป็นฐานคิดมาโดยตลอด จะต้องปฏิรูปกลไกหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่นั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานที่เกี่ยวจ้อง ต้องมาคิดวิเคราะห์ กำหนดเป้าหมายร่วมกันให้ได้ มีการจัดการข้อมูลและองค์ความรู้ การบริหารจัดการ การจัดการเราอยากให้เกิดกลไกการบริหารจัดการใหม่ๆ จึงต้องสร้างกลไกใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นให้ได้ ซึ่งรากฐานที่เกิดขึ้นจะนำมาสู่การกำหนดและผลักดันนโยบายได้ในที่สุด และสิ่งที่เป็นบทเรียนที่สำเร็จ คือ การที่เรามีกลไกที่นำมาสู่การคลี่คลายปัญหา เราต้องจัดการตนเอง โดยให้ผู้อื่นมาสนับสนุนขบวนองค์กรชุมชนเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งขึ้นได้ นั่นคือองค์กรฐานรากจะต้องลุกขึ้นมาปฏิรูป ต้องมององค์กรชุมชนในด้านที่เป็นจริงทั้งด้านที่มีศักยภาพ และด้านที่เป็นข้ออ่อน

          “การปฏิรูปคือสิ่งที่เราทำมาตลอด แต่จะทำอย่างไรให้เกิดการยกระดับอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล บางอย่างมีอยู่ก็ดีอยู่แล้วก็ต้องยกระดับไม่ต้องปรับใหม่ และอันไหนที่จำเป็นที่จะมีการปรับหรือยกร่างใหม่ก็ต้องทำ บางครั้งต้องมีการมานั่งคุยกัน เพราะกฎหมายบางอย่างที่มีนั้นขัดกันเอง เช่น การจัดขบวนคนที่ต้องการปฏิรูปทางด้านกฎหมาย รวมถึงภาคประชาชนก็ใช้บทบาทของตนเองเพื่อปรับปรุงหรือแก้ไขอะไรบางอย่างเท่านั้นเอง”

 

จัดระบบและความสัมพันธ์ใหม่ ผนึกพลังในพื้นที่เพื่อการปฏิรูป

19 4          นายพลากร  วงค์กองแก้ว  ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ให้ข้อคิดเห็นว่า เราทำงานกันมายาวนาน แล้วทำไมเราไม่ประกาศว่าเราทำงานเรื่องการปฏิรูปและจะเสนออะไรต่อสังคมให้มาเข้าใจได้ ซึ่งสิ่งที่เราทำและกล่าวมาล้วนเป็นเรื่องการปฏิรูปทั้งนั้น และสิ่งที่เราทำในระดับจังหวัดมันพอหรือยัง ในขณะที่มวลมหาประชาชน เสนอในระบบโครงสร้างและเปลี่ยนระบบ ดังนั้นแล้วขบวนจังหวัดจะทำอย่างไร        เราต้องมานั่งคิดแล้วว่าสภาองค์กรชุมชน สวัสดิการชุมชน ในจังหวัดมีใครอีกบ้างที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง ในช่วงที่ผ่านมามีการเชื่อมโยงกันทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ มันเห็นการเชื่อมโยงกันทั้งระบบภูมินิเวศน์ ทำอย่างไรเราจะม้วนจากสภาองค์กรชุมชนขึ้นสู่ระดับจังหวัดและภาค และสามารถส่งรอยต่อต่อนโยบาย เพราะเราทำมากับมือ เพราะเชื่อว่าไม่มีใครทำเราก็ทำกันอยู่แล้ว ทำอย่างไรให้เรื่องดังกล่าวเป็นมติที่จะสร้างองค์ความรู้ การทำข้อมูลที่ภาคประชาชนต้องมีในการต่อสู้ และเราต้องสร้างระบบการบริหารจัดการใหม่ สร้างความสัมพันธ์ใหม่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในวันข้างหน้า ไปสู่การจัดการที่เราเป็นเจ้าของจริงๆ ชาวบ้านสามารถเป็นเจ้าของเรื่องและทำได้ ซึ่งจะต้องสานพลังจากภาคราชการ นักวิชาการ นักธุรกิจในระดับจังหวัด อาจจะกลับไปคุยกับผู้ว่าเพื่อสร้างพื้นที่ในการทำงานร่วม โดยสภาองค์กรชุมชนที่นำไปสู่การปฏิรูป จะมีหน้าตาอย่างไร หากเราไม่คิดเราก็อยู่ไม่ได้ เพราะเขาเดินออกมาหมดแล้ว

          “คำถามคือเราจะให้ใครมาปฏิรูปหรือให้ใครมารับผิดชอบประเทศ และในขณะที่ถ้าเขาตกลงกันเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่เราสูญเสียไปจะได้รับอะไรบ้าง เราไม่ควรอยู่เฉยๆ ขบวนจังหวัดต้องคุยกันให้จบว่าเราจะเอาอย่างไร เราต้องมีสติว่าหลังจากนี้เราจะตั้งหลักและจะไปอย่างไร ถ้าเราไม่ตื่นตัวไม่เป็นเจ้าของงานก็จะวนกลับไปเหมือนเดิม”

          หลากหลายแนวคิดสะท้อนให้เห็นมิติต่างๆ ของการพัฒนาในพื้นที่ที่นำไปสู่การปฏิรูป แต่ประเด็นที่ท้าทายต่องานพัฒนาของขบวนองค์กรชุมชนและสังคมคือ จะผสานพลังที่มีนำไปสู่การยกระดับการคลี่คลายปัญหา และนำไปสู่การปฏิรูปเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศร่วมกันได้อย่างไร

 

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter