เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2557 สภาองค์กรชุมชน ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้จัดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการ "สภาองค์กรชุมชนร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทยจากฐานราก” และการประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล ครั้ง ๑/๒๕๕๗ ระหว่างวันที่ ๒๗-๒๘ มีนาคม ๒๕๕๗ ณ ห้องประชุมศรีวราแกรนด์บอลรูม โรงแรมทาวน์อินทาวน์ กรุงเทพ โดยมีตัวแทนสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศเข้าร่วมกว่า ๒๕๐ คน
เวทีประชุมเริ่มต้นโดยการชี้แจงวัตถุประสงค์ในการจัดงานโดย นางสาววิภาศศิ ช้างทอง รองประธานที่ประชุมระดับชาติ คนที่ ๑ ได้กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจกับขบวนองค์กรชุมชนและสภาองค์กรชุมชนในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย รวมถึงการจัดทำข้อเสนอการปฏิรูปประเทศไทยต่อสังคมและระดับนโยบาย และการกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนสู่การปฏิรูปในเชิงโครงสร้างอำนาจ
จากนั้น นายแพทย์มงคล ณ สงขลา ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "การปฏิรูปประเทศไทยจากฐานชุมชนท้องถิ่น" โดยให้ข้อคิดเห็นว่า การพัฒนาจากฐานรากต้องมีความหลากหลาย มีความงดงาม โดยควรเริ่มจากชุมชน ในบริบทของชุมชน และคนที่ตัดสินคือชุมชน ซึ่งคำตอบสุดท้ายคือคำตอบของชุมชน ส่วนแนวความคิด เราจะพัฒนาอย่างไรนั้น ต้องยึดให้คนในชุมชนมีความสุข นี่คือจุดผลลัพธ์ที่สำคัญ ที่เราช่วยเหลือชุมชนเราช่วยเหลือให้เกิดสุขในสองสิ่ง นั่นคือ ๑) สุขกาย ๒) สุขใจ โดยเป็นสุขที่เกิดจากอาหารการกิน อารมณ์ที่แจ่มใสจิตใจไม่โกรธ อิจฉาริษยา ไม่ขุ่นข้องหมองใจเป็นจิตประภัสสร ซึ่งมีกายเป็นเรือนหอของจิตที่เป็นสิ่งเดียวกัน ทั้งหมดมีอยู่ในคำสอนของพระพุทธศาสนา
ชุมชนเข้มแข็งคือชุมชนที่จัดการตัวเอง คนในพื้นที่รวมตัวอย่างเข้มแข็ง และตัดสินใจการจัดการชีวิตได้ ซึ่งเป็นบทบาทของพวกท่านสภาองค์กรชุมชนตำบล การทำเพียง ๑ ตำบล คงไม่เพียงพอ ต้องมีการเชื่อมกับตำบลอื่นๆ ทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด โดยชูสิ่งดีๆขึ้นมา เราผู้ซึ่งเป็นสื่อเป็นตัวกลางในการเชื่อม น่าจะจัดให้มีการศึกษาให้เกิดการกระจายไปหลายๆ พื้นที่ ระบบต่างๆ ทั้งการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ ที่กระทบชีวิตความเป็นอยู่ เขาก็สามารถบริหารจัดการกันตรงนั้นได้
ชุมชนเข้มแข็งคือชุมชนที่จัดการตัวเอง คนในพื้นที่รวมตัวอย่างเข้มแข็ง และตัดสินใจการจัดการชีวิตได้ ซึ่งเป็นบทบาทของพวกท่านสภาองค์กรชุมชนตำบล การทำเพียง ๑ ตำบล คงไม่เพียงพอ ต้องมีการเชื่อมกับตำบลอื่นๆ ทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด โดยชูสิ่งดีๆขึ้นมา เราผู้ซึ่งเป็นสื่อเป็นตัวกลางในการเชื่อม น่าจะจัดให้มีการศึกษาให้เกิดการกระจายไปหลายๆ พื้นที่ ระบบต่างๆ ทั้งการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ ที่กระทบชีวิตความเป็นอยู่ เขาก็สามารถบริหารจัดการกันตรงนั้นได้
หลังจากการกล่าวปาฐกถา เวทีเสวนา “สภาองค์กรชุมชนร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทยจากฐานราก” ก็เริ่มขึ้น โดยมีวิทยากรดังนี้ นายกิติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป, ดร.ธีรภัทร เสรีรังสรรค์ ประธานสภาพัฒนาการเมือง, ศ.ดร.สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง, นางลาวัณย์ งามชื่น ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชน, และดำเนินรายการโดย นายปฏิภาณ จุมผา ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)
นางลาวัณย์ งามชื่น ตัวแทนองค์กรชุมชน (กำนันหญิง จาก จ.สุรินทร์) ได้กล่าวว่า ความขัดแย้งในสังคมขณะนี้น่าจะเป็นโอกาสของสภาองค์กรชุมชน ที่จะช่วยลดความขัดแย้ง ลดการแย่งมวลชน พยายามที่จะสร้างความเข้าใจให้กับพี่น้องชุมชน จึงอยากให้ใช้ พรบ.นี้ใช้เป็นเครื่องมือในการต่อรอง เป็นครื่องมือในการทำงาน ทิศทางการเคลื่อนงานข้างล่างจึงเป็นเรื่องสำคัญ อีกทั้งให้เรานำประสบการณ์ที่ผ่านมามาถักร้อยเป็นเครือข่าย แม้จะมีอุปสรรคบ้างในการสร้างภาคี เพราะบางภาคีมองว่าสภาองค์กรชุมชนเป็นคู่แข่งของการทำงาน กว่าจะสร้างความเข้าใจได้ ใช้เวลานานพอสมควร หากก็หวังว่าสภาองค์กรชุมชนจะเป็นพื้นที่กลาง เป็นสภาเชื่อมข้างล่างสู่ข้างบน อีกประเด็นคือการกระจายอำนาจลงไปพื้นที่ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ
ดร.ธีรภัทร เสรีรังสรรค์ ประธานสภาพัฒนาการเมือง ได้กล่าวว่า พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน เขียนมาเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็ง จัดการตนเองได้ ทั้งเรื่องสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม การสร้างระบบประชาธิปไตย ธรรมาภิบาล การมีส่วนร่วมทางการเมือง งานจะสำเร็จได้จึงต้องอยู่ที่จิตสำนึกอยากจัดการตนเอง ถ้าสำนึกแรกไม่มีก็ไม่สามารถแก้ได้
ถ้าเราจะเป็นประชาธิปไตยกันจริง ๆ ก็ต้องเริ่มจากฐานราก มีจิตสำนึกที่จะอยู่ และจัดการตนเองให้ได้ เหมือนชุมชน ต.บางโรง ที่ไปดูงานมา ผู้นำบอกว่าการทำงานใช้หลัก 1) อย่าหวังพึ่งตนเอง 2) ใช้หลักทางศาสนาเพื่อการพึ่งพาตนเอง 3) ฝึกจิตใจของคนในชุมชนให้เป็นผู้ให้ “อย่าถามว่าชุมชนจะให้อะไรแก่ท่านได้บ้าง แต่ถามว่าท่านจะให้อะไรกับชุมชนได้บ้าง”4) ปัญหาอุปสรรคต่างๆ แก้ไขได้ ต้องกล้าต่อสู้ด้วยตนเอง และ5) ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง จนมีเงินหมุนเวียนเกือบร้อยล้าน ปีที่แล้วได้กำไรหนึ่งล้านเจ็ดแสนบาท อยู่ด้วยตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอก น่าสนใจ และเป็นกรณีศึกษาที่เราน่ามอง
สภาองค์กรชุมชนเป็นองค์ประกอบสำคัญของสภาพัฒนาการเมือง และสภาพัฒนาการเมืองมีเป้าหมายในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ส่งเสริมพัฒนาคุณจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาชน ซึ่งอำนาจหน้าที่ก็จะสอดคล้องกับเป้าหมายนี้ เน้นที่สิทธิเสรีภาพ วิถีทางประชาธิปไตย การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
หัวใจสำคัญ คือ การปฏิรูปจากฐานรากเราจะปฏิรูปขึ้นมาได้อย่างไร ถ้าเราจะปฏิรูป เราควรเน้นที่การให้ศึกษาทางการเมือง
มีงานวิจัยของจีนมีข้อสรุปว่า การกระจายอำนาจไปยังประชาชนมีผลต่อความสำเร็จในการป้องกันการปฏิวัติรัฐประหาร ถ้าต้องการให้ระบอบประชาธิปไตยมั่นคง ต้องทำให้ประชาธิปไตยมั่นคง ดังนั้น การให้ชุมชนจัดการตนเองก็ดี การให้ชุมชนเข้มแข็งก็ดี ถือเป็นการป้องกันการปฏิวัติรัฐประหาร การสร้างความมั่นคงของประชาธิปไตย
นายกิติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป ได้เสนอความเห็นต่อการปฏิรูปโดยแบ่งเป็นเนื้อหาสามส่วน คือ ส่วนที่หนึ่ง ตนอยากคุยเรื่องความขัดแย้งกับการปฏิรูป เพราะความขัดแย้งทำให้ทำอะไรได้ยากขึ้น แต่ในขณะเดียวก็ทำให้ง่ายขึ้นได้ ส่วนที่สอง คือเรื่องกลุ่มเดินหน้าปฏิรูปที่ตั้งขึ้นมาอย่างหลวมๆ เพราะเราเชื่อว่าวาระต้องเป็นของประชาชน ส่วนที่สาม จะเป็นข้อสังเกตคร่าวๆ ที่มีต่อการปฏิรูปนี้
ในส่วนแรก ที่เห็นในมิติของความขัดแย้ง โดยเฉพาะทางการเมือง เชิงนโยบาย ซึ่งความขัดแย้งไม่สามารถแก้ปัญหาแบบผิวเผินได้เพราะมันเป็นรอยร้าวลึก ด้วยเหตุนี้เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปจึงได้พบกันทุกวัน เห็นว่าต้องทำอะไรสักอย่าง การปฏิรูปต้องเกิด เรามีความหวัง แต่ปัญหาคือ ภาคการเมืองยังไม่พร้อมที่จะคุย จึงมีเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปที่อยู่เบื้องหลัง 7 องค์กรธุรกิจ เดินหน้าปฏิรูปทันทีไม่รอนักการเมือง เวทีปฏิรูปไม่ใช่เวทีของคู่ขัดแย้ง แต่เป็นวาระของประชาชน เหตุนี้จึงทำให้หลายฝ่ายได้มารวมกัน ไม่ได้เข้ามาในเครือข่ายของใคร เพียงแต่เห็นตรงกันแล้วเข้ามาคุยกัน เดินหน้าทันที
ในส่วนพลังจะมีได้อย่างไร จริงๆ พี่น้องสภาฯ สำคัญมาก ถ้าระฆังดังขึ้นกลุ่มนี้จะสำคัญมาก เพราะการปฏิรูปต้องรวมพลังกัน การมารวมกันของพวกเราในวันนี้ อย่าคิดแต่ประเด็นปัญหา ให้คิดกลไกด้วย คิดว่าเราจะมีพลังที่เป็นพลังในการปฏิรูปอย่างไร ถ้าท่านที่เป็นพลังทางสังคม เป็นทุนทางสังคม โตเร็ว เข้มแข็งเร็วขึ้น ก็จะยิ่งทำให้ข้างบนมั่นใจว่าการกระจายอำนาจลงสู่ฐานรากจะมั่นคง เข้มแข็งด้วยเช่นกัน
ศ.ดร.สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง กล่าวว่า ความขัดแย้งสามารถเกิดขึ้นได้ แต่ต้องเป็นความขัดแย้งที่ไม่ใช่ความรุนแรง และแม้เราจะตื่นตัวต่อการปฏิรูปการเมือง แต่เราก็ไม่เอาปฏิรูปแบบของใครของมัน เราควรจะนำเอาพลังนี้มาเป็นพลังของชุมชนว่าจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร ซึ่งจะไม่ใช่ใครได้หมด เสียหมด ใครชนะใครแพ้ เราจึงต้องนำประสบการณ์ของชุมชนพาให้สังคมเจริญสติและมีศีลธรรม เพราะปัญหาหนึ่งที่ทำให้สังคมเกิดความขัดแย้งเกิดจากการขาดศีลธรรม
ส่งท้ายที่ เห็นด้วยเรื่องศีลธรรม ปัญหาที่เกิดขึ้นก็มาจากศีลธรรม ไม่ใช่เลือกตั้งแล้วเข้ามาทำอะไรก็ได้ ในส่วนของสถานการณ์ที่เป็นอยู่มันชวนให้เราเครียด ทำอย่างไรจะทำให้เราใจเย็นลง ทำเรื่องชุมชน แต่สิ่งที่เราทำมันก็ดึงเราไปยุ่งเหมือนกัน ดังนั้น เราลองรับฟังเสียงคนรุ่นใหม่ดูบ้างอาจจะได้ความรู้ใหม่ๆ แนวทางใหม่ๆได้ สุดท้ายที่ว่าเหล็กร้อนมันต้องตี แต่ที่เรากำลังอยู่ในเหตุการณ์นี้เรากำลังจะทำอะไร เราต้องใช้การพินิจพิจารณาด้วยปัญญาร่วมกัน สีทั้งหลายที่มี ถ้าเราทำร่วมกันแล้วเหลือเพียงสีมึงสีกู ก็ทำให้สิ่งที่ทำยั่วยวนให้เราเสียสติได้
หลังจากเสวนาและมีการแลกเปลี่ยนจากผู้ฟังแล้ว นายปฏิภาณ จุมผา ผู้ช่วยผอ.พอช. ก็ได้กล่าวสรุปว่า 7 ปีที่ผ่านมาเราได้สะสมความดี การเรียนรู้ ประสบการณ์ ต่อไปนี้ชุมชนท้องถิ่นต้องเป็นต้นทางการพัฒนา ภายใต้สำนัก ภายใต้คนกล้า จิตวิญญาณที่เก่งกล้า ชุมชนต้องเป็นคนกำหนดเส้นทางใหม่ สภาองค์กรชุนตำบลจะเป็นทางออกหรือไม่ เราต้องปฏิบัติให้เห็นจริง และวันนั้นเราจะได้เห็นร่วมกันว่านี่คือ สภาประชาชนที่แท้จริง




