ภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองที่มีความขัดแย้ง และเกิดความรุนแรงนำไปสู่การแยกประชาชนออกเป็นฝ่ายๆ อย่างชัดเจน และมิอาจรู้ได้ว่าสถานการณ์เช่นนี้จะคงอยู่ยาวนานแค่ไหน จุดจบคืออะไร แต่บนหนทางตีบตันนี้ “การปฏิรูปประเทศ” คือทางออกหนึ่งที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ในขณะนี้
การปฏิรูปคือ การสร้างอนาคตใหม่ คำถามมีว่า “ทำไมต้องสร้างอนาคตใหม่ของประเทศไทย” ซึ่งคำตอบเชื่อว่าทุกคนน่าจะรู้ดีว่าเป็นเพราะทุกระบบของประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ล้วนเต็มไปด้วยความไม่เป็นธรรมก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ถ้าฉายภาพออกมาก็จะเห็นสองสิ่งนี้อย่างชัดเจน เช่น การถือครองที่ดิน คนมีโอกาสในสังคมมีที่ดินนับหมื่นนับแสนไร่ต่อรายแต่คนยากไร้ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศต้องเช่าที่ดินผู้อื่นทำกิน และถูกเอารัดเอาเปรียบจากคนที่มีโอกาสสูงกว่า หรือคนที่มีเส้นมีสายก็ส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียนดีๆ ได้ เป็นต้น
ความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำจึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ประเทศอ่อนแอ สังคมอ่อนแอ และนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคม จึงจำเป็นต้องปฏิรูปทุกๆ ระบบ เพื่อการสร้างอนาคตใหม่ของสังคและต้องเป็นการสร้างหรือปฏิรูปที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมและเป็นผู้ปฏิรูปเองอย่างแท้จริง
ในปี 2553 รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินการในเรื่องนี้โดยการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปมี นายอนันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน และคณะกรรมการสมัชชาปฎิรูปแห่งชาติโดยมี ศ.นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน ซึ่งทั้งสองคณะได้จัดกระบวนการการมีส่วนร่วมในการระดมความคิดเห็น จนได้ข้อเสนอในการปฏิรูปประเทศไทยชัดเจนทุกระบบ เรียกว่าเป็นพิมพ์เขียนประเทศไทยได้เลยทีเดียว
สาระสำคัญของข้อเสนอในการปฏิรูปโดยหลัก ระบุชัดเจนว่าการที่จะแก้ความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมได้จะต้องแก้ที่ระบบโครงสร้างอำนาจที่มีการรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลางให้กระจายไปสู่ท้องถิ่นจัดการตนเอง ซึ่งได้มีการเสนอและต่อยอดความคิดเพิ่มเติมให้เป็นรูปธรรมโดยการตราพระราชบัญญัติจังหวัดปกครองตนเอง มีสาระสำคัญ คือ 1) ให้มีสภาพลเมืองเป็นกลไกสำคัญในการวางแผนการพัฒนาจังหวัดถ่วงดุลตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร 2) ให้มีการเลือกผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง 3) ให้จัดสรรงบประมาณที่เก็บได้ไว้ที่จังหวัดร้อยละ 70 และ 4)กระจายอำนาจการบริหารจัดการเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การศึกษา ความปลอดภัย ฯลฯ อยู่ที่จังหวัด ยกเว้นเพียง 4 ประการที่ยังคงไว้ที่ส่วนกลาง คือ การต่างประเทศ, กระบวนการยุติธรรม, การเงินการคลัง และความมั่นคง
นอกจากการกระจายอำนาจดังกล่าวข้างต้นแล้วคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ที่มี ศ.นพ.ประเวศ วะสี เป็นหัวเรือใหญ่ยังมีข้อเสนอในการปฏิรูประบบต่างๆ อีก 7 ระบบ ไม่ว่าจะเป็น การศึกษา ความเข้มแข็งของชุมชน ปัญญาของสังคมและพลังงาน เป็นต้น กล่าวได้ว่าได้มีข้อเสนอต่อการปฏิรูปครบถ้วนทุกประการ
ปัญหามีอยู่ว่าเมื่อข้อเสนอมีครบถ้วนแต่ทำไม่จึงปฏิรูปไม่บรรลุผล ปัญหาข้อนี้จึงนำไปสู่การตั้งคำถามใหม่ว่า เนื้อหาที่จะปฏิรูปอาจไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะนำไปสู่ความสำเร็จก็ได้ แต่น่าจะอยู่ที่ “ใครเป็นคนปฏิรูป หรือใครมีอำนาจในการปฏิรูป” ต่างหาก
คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปที่นำโดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี มีอำนาจหน้าที่เพียงจัดกระบวนการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพูดคุยปัญหาและข้อเสนอในการปฏิรูปแล้วสรุปรวบรวม ท้ายสุดก็นำข้อเสนอทั้งหมดใส่มือให้กับรัฐบาล โดยไม่มีข้อผูกพันใดๆ ทั้งสิ้น แสดงว่ารัฐบาลเป็นผู้มีอำนาจในการปฏิรูป ประชาชนเป็นเพียงผู้เสนอเท่านั้น ดังนั้นหากข้อเสนอใดขัดผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจ ข้อเสนอนั้นก็จะตกไป หรือไม่ได้รับการนำไปปฏิบัติ
นี่คือบทเรียนสำคัญว่าการปฏิรูปนี้ต้องทำโดยประชาชน ไม่ใช่ผู้มีอำนาจ ซึ่งองค์กรนี้จะชื่อว่าอย่างไร มิใช่ประเด็นสำคัญ เช่นของ กปปส. ใช้ชื่อว่าสภาประชาชน มีองค์ประกอบ จำนวน 500 คน เป็นต้น แต่สำคัญที่ว่า องค์กรนี้จะต้อง 1) มีสถานะตามกฎหมายที่มีผลผูกพันให้ผู้มีอำนาจหรือผู้ที่จะมาเป็นรัฐบาลต้องนำไปปฏิบัติให้เป็นจริง 2) องค์กรนี้จะต้องมีองค์ประกอบที่หลากหลายครอบคลุมทุกสายอาชีพ และ 3) องค์กรนี้จะต้องจัดกระบวนการระดมความคิดเห็นที่เข้าถึงทุกกลุ่มประชาชนเพื่อให้ได้ข้อเสนอที่สมบูรณ์และครอบคลุมมากที่สุด
หากตรวจสภาพดูองค์กรต่างๆ ที่ทำการปฏิรูปอยู่ในขณะนี้ มีอยู่หลายๆ องค์กร บางกลุ่มก็สนใจเรื่องการปฏิรูประบบพลังงานของชาติ กปปส. สนใจปฏิรูป 6 ระบบสำคัญ โดยใช้สวนลุมพินีเป็นเวทีหลักซึ่งได้สร้างความสนใจให้กับสังคมมากพอสมควร และยังเป็นกลุ่มที่สร้างการตื่นตัวด้านการปฏิรูปให้กับสังคมได้เป็นอย่างมาก เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป ซึ่งเป็นภาคประชาชนที่หลากหลายทั้งนักธุรกิจ นักบริหาร ภาคประชาสังคม และเครือข่ายองค์กรชุมชน ก็จัดเวทีเดินหน้าปฏิรูปอย่างมีสีสันอยู่ในขณะนี้ โดยแต่ละกลุ่มก็ให้ความสนใจปฏิรูปประเด็นที่ตนมีความถนัดและทำงานอยู่จริง เช่นการปฏิรูปเศรษฐกิจทั้งระบบโดยภาคธุรกิจ การปฎิรูปด้านการศึกษาและการเมืองโดยเครือข่ายนักวิชากร ส่วนเครือข่ายองค์กรชุมชนและภาคประชาสังคมให้ความสำคัญกับการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ ฯลฯ แต่ทุกเครือข่ายก็ได้พยายามเข้าไปเรียนรู้ปัญหาของกันและกันเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจและหนุนเสริมซึ่งกันและกัน
กล่าวเฉพาะสภาองค์กรชุมชน ซึ่งเป็นองค์กรชาวบ้านที่จัดตั้งเป็นสภาองค์กรชุมชนระดับตำบล ตาม พรบ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 ซึ่งปัจจุบันมีอยู่จำนวน 4,300 ตำบล มีเป้าหมายในการจัดตั้งที่ชัดเจนเพื่อให้ชาวบ้านแต่ละตำบลใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเวทีในการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนในตำบลนำปัญหาของชาวบ้านมาพูดคุยและวางแผนพัฒนาโดยชาวบ้านเอง ก่อนที่จะเสนอแผนพัฒนาดังกล่าวให้กับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ซึ่งก็เท่ากับเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างการวางแผนพัฒนาจากข้างล่างสู่ข้างบน เป็นการปฏิรูปโครงสร้างการจัดทำแผนพัฒนาตำบลท้องถิ่นอยู่ในตัว
ดังนั้นในการปฏิรูปประเทศครั้งนี้ สภาองค์กรชุมชนจึงมีความเห็นฟ้องให้เกิดการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ โดยจะร่วมพลักดันดันร่าง พรบ. จังหวัดปกครองตนเอง ซึ่งหากสำเร็จก็จะทำให้แผนพัฒนาของสภาองค์กรชุมชนทุกตำบลจะได้รับการประมวลเป็นแผนพัฒนาในระดับจังหวัด เสนอเข้าสู่สภาพลเมืองในระดับจังหวัดได้อย่างสมบูรณ์ และจะมีผลในทางปฏิบัติได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้เพราะข้ออ่อนประการหนึ่งของสภาองค์กรชุมชนตำบลปัจจุบัก็คือเวลาเสนอแผนพัฒนาตำบลให้กับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ปรากฎว่าแผนเหล่านั้นไม่ค่อยได้รับการตอบสนองจาก อบต. และเทศบาล เพราะ พรบ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 กำหนดภารกิจของสภาองค์กรชุมชนตำบลเพียงให้คำเสนอแนะต่อแผนพัฒนาตำบลของ อบต. และเทศบาล เท่านั้น
นอกจากปฏิรูปเชิงโครงสร้างอำนาจแล้ว สภาองค์กรชุมชนยังจะให้ความสำคัญกับการปฏิรูปจากฐานรากโดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเครื่องมือสำคัญในการโยงชาวบ้านและทุกภาคส่วนมาวางแผนพัฒนาร่วมกัน เพราะคนในพื้นที่จะบอกได้ว่า ดิน น้ำ ป่า การศึกษา ฯลฯ ควรจะปฏิรูปอย่างไร จึงตั้งเป้าหมายไว้ว่าในปี 2557 นี้จะต้องเกิดสภาองค์กรชุมชนต้นแบบในการทำแผนพัฒนาและนำแผนไปสู่การปฏิบัติได้ จำนวน 77 ตำบล และเชื่อมโยงไปสู่จังหวัดได้ 11 จังหวัด แล้วใช้พื้นที่ต้นแบบนี้เป็นศูนย์เรียนรู้ขยายให้ครอบคลุมทั้งประเทศต่อไป
จากความจริงที่ว่าชุมชนเป็นสังคมฐานรากที่มีความสำคัญ มีวิถีชีวิต วัฒนธรรมที่แตกต่างงดงามตามความหลากหลายของภูมินิเวศ แต่การพัฒนาประเทศมีระบบศูนย์อำนาจและการตัดสินใจไว้ที่ส่วนกลางที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจนส่งผลให้ชุมชนอ่อนแอ ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย ฯลฯ ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญได้รับรองสิทธิ์ของชุมชนท้องถิ่นแล้วก็ตาม
ดังนั้นการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจข้างต้นจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่จะทำให้ประชาชนมีอำนาจในการปกครองท้องถิ่นตนเอง ซึ่งก็จะเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้ชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศ ร่วมสร้างระบบประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลตามความหลากหลายของวิถีชีวิต วัฒนธรรม ภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่น
เมื่อถึงวันนั้นโอกาสที่จะสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย จะเป็นจริงอย่างแน่นอน




