playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

nida1-020457คชสป. แถลงการณ์เดินหน้าปฏิรูปทันทีด้วยพลังภาคีและชุมชน การปฏิรูปประเทศ ตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์ต้องมากกว่าตัวแทนของทุน เสนอใช้วิธีลงประชามติ สร้างเจตจำนงร่วมกัน ด้านสภาเกษตรกรแห่งชาติ ปักธงผลักดันกฏหมาย 4 ฉบับ เกษตรกรต้องปฏิรูปตัวเอง สร้างโรดแมปอนาคตประเทศไทย 10 ปีข้างหน้า อยากเห็นรัฐบาลชั่วคราวที่มาจากการเลือกตั้ง อยู่ในวาระไม่เกิน 2 ปี ลงมือทำเรื่องการปฏิรูปประเทศ เพราะการปฏิรูปเป็นของทุกคน และทุกคนเป็นเจ้าของการปฏิรูป

กรุงเทพฯ/ วันนี้ (2 เมษายน 2557) เครือข่ายองค์กรชุมชนและประชาสังคมเพื่อการปฏิรูป (คชสป.) ภาคกรุงเทพฯปริมณฑลและตะวันออก ร่วมกับสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) จัดเวที เดินหน้าปฏิรูปทันทีด้วยพลังภาคีและชุมชน ณ ห้องประชุมจิระ บุญมาก ชั้น 3 อาคารสยามบรมราชกุมารี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) บางกะปิ กรุงเทพ เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและสร้างความเข้าใจเกี่ยววิธีคิด เป้าหมาย สถานการณ์การปฏิรูป ให้เห็นภาพในการเดินหน้าปฏิรูปประเทศอย่างมีส่วนร่วม รวมถึงการกำหนดแผน กลไกการขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่การกระจายอำนาจ เพื่อลดความเหลี่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม โดยมีตัวแทนองค์กรชุมชน และภาคประชาสังคม 12 จังหวัด หอการค้า นักวิชาการเข้าร่วมประมาณ 200 คน

ตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์ ต้องมากกว่าตัวแทนของทุน

ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวในวงเสวนา เดินหน้าปฏิรูปทันทีด้วยพลังภาคีและชุมชน โดยกล่าวว่า สภาพการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน เปรียบเสมือนห้องเรียนใหญ่ของสังคมไทย ที่กำลังเผชิญปัญหาจากการรวมศูนย์อำนาจ ผูกขาดการตัดสินใจผ่านโครงสร้างการเมืองที่ใช้ระบบพรรคซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ สำคัญคือเราไม่มีตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์อื่นๆ เข้าไปเลย มีเพียงกลุ่มผลประโยชน์ของทุนไม่พอแล้ว ทำอย่างไรจะมีตัวแทนผลประโยชน์ของเราได้เอง เพราะพรรคการเมืองไทยที่มีอยู่ ไม่มีตัวแทนผลประโยชน์ของกลุ่มต่างๆ ถ้าจะปฏิรูปสักกี่ครั้งก็จะล้มเหลวตลอดเพราะรากฐานไม่ดี 

“ตัวแทนผลประโยชน์ที่มีอยู่มีแต่ตัวแทนของทุน และเป็นเรื่องของชนชั้นนำbanjard-020457 โดยไม่มีพื้นที่สำหรับภาคประชาชน จึงต้องออกมาสู่ท้องถนนกัน ท้ายที่สุดถ้าทำแต่เชิงประเด็น โดยไม่ได้ปฏิรูปสถาบันพรรคการเมือง แน่นอนว่าย่อมเป็นไปตามที่ คาร์ลมาร์ค ว่าไว้คือชนชั้นใดออกกฏหมายย่อมรับใช้ชนชั้นนั้น อย่างขบวนแรงงานได้เสนอร่างกฏหมายประกันสังคม เสนอเข้าไปบ้างก็ถูกแก้ไม่ออกมาตามเจตนารมณ์ของประชาชน หรือท้ายสุดก็ตกไปเพราะปัญหาทางเทคนิค เช่น นายกรัฐมนตรีไม่ลงนามกฏหมายก็ตกไป”

ศ.ดร.บรรเจิด กล่าวต่อว่าทำอย่างไรพลังของประชาชนที่มีอยู่มากมาย ก็กระสานซ่านเซ็น ไม่สามารถรวมพลังกันได้ จึงไม่สามารถมีอำนาจต่อรองมากพอ โจทย์ทำอย่างไรให้พลังที่กระจายอยู่มาร่วมกันได้ และคำถามใหญ่ทำอย่างไรเมื่อพรรคการเมืองไม่ได้เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของคนที่หลากหลาย ทำอย่างไร? เราจะรวมไม้ซีก เพื่องัดไม้ซุง!!!

ประชาธิปไตยไทยต้องมีฐานของกลุ่มผลประโยชน์อื่นๆ เข้ามามีอำนาจในการตัดสินใจ การเป็นตัวแทนในปัจจุบันมี 2 ราง 1) เลือกผ่านพรรค หรือ 2) เลือกผ่านกลุ่มอาชีพ จะมีตัวแทนอย่างไรจากฐานอาชีพ ได้มีโอกาสกำหนดทิศทางของบ้านเมือง ในระยะยาวถ้ามีจังหวัดปกครองตนเอง จะมีตัวแทนเชิงพื้นที่ขึ้นมาคานอำนาจกับส่วนกลาง ท้องถิ่นวันนี้เป็นจุดคานงัดไม่ได้ เหมือนงูกล้วเชือกกล้วย เราต้องสร้างดุลอำนาจในการต่อรอง ต้องสร้างดุลขึ้นมา จากฐานกลุ่มอาชีพ 

สิ่งที่เรากำลังทำเป็นเรื่องเพื่อปากเพื่อท้อง เป็นเรื่องของการสร้างหลักประกัน แก้โครงสร้างบนอย่างเดียวไม่สำเร็จ  เราต้องทำให้คนเล็กคนน้อย ปฏิรูปจิตสำนึกว่าเรามีอำนาจที่จะทำ นำมาสู่พลังผลักดันร่วมกันโดยไม่ต้องรอ และเปลี่ยนพลังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงต่อไป ศ.ดร.บรรเจิด กล่าวในตอนท้าย

 

เสนอใช้วิธีลงประชามติ สร้างเจตจำนงการปฏิรูปร่วมกัน

นายไพโรจน์ พลเพชร  คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) กล่าวว่า การเปลี่ยนที่สำคัญคือการเปลี่ยนความคิด เป็นครั้งแรกที่ทุกกลุ่มคิดว่าตนเองเป็นเจ้าของประเทศที่จะมากำหนดชะตากรรม เป็นครั้งแรกที่มองเห็นพลังของผู้คนในสังคมไทย ที่เปลี่ยนตัวเองมาเป็นผู้กำหนดชะตากรรมเป็นเจ้าของประเทศ เป็นผู้มีส่วนร่วมในการปฏิรูป ซึ่งประชาชนต้องมีเจตจำนงร่วม และนั่นก็คือประเด็นการปฏิรูปที่สังคมไทยต้องตัดสินใจร่วม

ส่วนปัญหาว่าจะปฏิรูปอะไรนั้น อย่างการปฏิรูปการจัดการทรัพยากร หรือการกระจายอำนาจก็เป็นเรื่องเดียวกัน เพราะอำนาจการตัดสินใจผูกขาดที่ส่วนกลาง การตัดสินใจมีแนวโน้มให้ประโยชน์บางกลุ่ม ดังนั้นการปฏิรูปฐานทรัพยากร คือการปฏิรูปการตัดสินใจในการจัดสรรทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า หัวใจคือการปฏิรูปการตัดสินใจ ที่เดิมมีการออกแบบในรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ผ่านมาภาครัฐไม่ขยับ แต่มีการเคลื่อนไหวในภาคประชาชน 

pairoj-020457นายไพโรจน์ กล่าวต่อว่า เราต้องเปลี่ยนอำนาจการจัดการเรื่องน้ำ เรื่องดิน เปลี่ยนการจัดการใหม่ ให้มีการถ่วงดุลการใช้อำนาจ โดยให้เอื้อประโยชน์แก่ทุกคนทุกลุ่ม สรุปคือการปฏิรูปการใช้อำนาจที่รวมศูนย์ส่วนกลางให้ เปลี่ยนมาเป็นการตัดสินใจโดยภาคส่วนอื่นๆ คือ องค์กรชุมชน ประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่การเปลี่ยนเรื่องนี้ยาก เราต้องสร้างของประชาชนเจตจำนงร่วมกัน

ไม่ว่ากฏหมาย 4 ฉบับ หรือกฏหมายธนาคารที่ดิน ก็ต้องการให้เกิดการจัดสรรที่ดินให้เป็นธรรม เป็นการเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนอำนาจรัฐเป็นใหญ่ เป็นภาคส่วนอื่นๆ เป็นใหญ่ ต่อให้ปฏิรูปการเลือกตั้งดีอย่างไร แต่โครงสร้างอำนาจไม่เปลี่ยน ก็ยังเป็นแบบเดิม การทุจริตก็มาจากโครงสร้างแบบนี้ ดังนั้นต้องเปลี่ยนโครงสร้างการตัดสินใจ 1) เปลี่ยนให้พื้นที่ตัดสินใจ 2) การปฏิรูปครั้งนี้เป็นการคืนอำนาจให้ประชาชนที่แท้ ไม่ผูกขาดโดยลำพังฝ่ายการเมือง

ต่อไปนี้ ต้องให้ทุกสีอยู่ในกลไกการปฏิรูป โดยให้เกิดการตัดสินใจที่ถูกต้องและมีผลผุกพันทุกฝ่าย นั่นคือ การประชามติ ใช้การลงประชามติ เป็นการคืนอำนาจการตัดสินใจให้ประชาชน ที่จะตัดสินทั้งในเรื่องกลไก และประเด็นการปฏิรูป

วิธีการลงประชามติ จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแบบสันติ เพราะที่เป็นอยู่นั้นไม่ก่อให้เกิดความสันติ เราจะตัดสินใจอะไรในเรื่องกลไกการปฏิรูป หรือประเด็นเนื้อหาการปฏิรูป เราให้ประชาชนลงมติ เราต้องเชื่อมั่นการตัดสินใจของประชาชน และต้องยอมรับรับชะตากรรมร่วมกัน นายไพโรจน์ กล่าวสรุป

 

สภาเกษตรกรฯ ปักธง ผลักดันกฏหมาย 4 ฉบับ เกษตรกรต้องปฏิรูปตัวเอง

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ระบุว่า เราต้องเปลี่ยนไปสู่คุณภาพใหม่จากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นให้ได้ หากมองเกษตรกรในปัจจุบันไม่มีทางเลือกต้องปฏิรูปตัวเองเท่านั้น ไม่เช่นนั้นล้มสลายแน่ ยิ่งเข้าสู่การแข่งขันทั้งอาเซียน ชาวนาหรือเกษตรกรรายย่อยล้มสลาย นอกจากต้องปฏิรูปตัวเองทันที เปลี่ยนวิถีการผลิตเช่นใช้น้ำให้น้อยลง เปลี่ยนวิธีการคิดไม่ต้องไปสู่การแข่งขัน ที่สามารถนั่งลงคิดได้เองเลย เสนอให้ทำทั้งสองระดับ ทั้งการปฏิรูปตนเองและการปฏิรูปในเชิงโครงสร้าง วันนี้ถึงจุดแตกหักที่ต้องปฏิรูป และต้องลงให้ลึกถึงรากหญ้า

อย่างไรก็ตามเรื่องการจัดการทรัพยากร กับเรื่องการปฏิรูปเป็นเรื่องเดียวกันprapat-020457 เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับผลประโยชน์ อย่างการปฏิรูปที่ดินที่ไม่มีความคืบหน้านิ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะนักการเมืองเสียประโยชน์ จึงไม่ยอมแก้กฏหมายที่กระทบต่อตนเอง ถ้าจะเกิดได้ต้องมีการใช้พลังนอกสภา ทั้งนี้สภาเกษตรกรแห่งชาติ จะผลักดันกฏหมาย 4 ฉบับ วางจังหวะการกดดัน รวบรวม 1ล้านรายชื่อ เตรียมคนมาผลักดันเชื่อต้องเกิดขึ้นได้ และสภาเกษตรกรแห่งชาติจะทำแน่นอน

นายประพัฒน์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมารัฐบาลทำเกษตกรง่อยเปลี้ยไปหมดไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ต้องพึ่งทุนพึ่งสารเคมีและอยู่ภายใต้กลไกตลาดที่ตนเองเสียเปรียบ โดยหลักการต้องเปลี่ยนใหม่ไม่ทำเพื่อคนชั้นกลางและคนรวย การกำหนดราคาที่ไม่เอาเปรียบเกินจริงต้องยุติธรรม การเปลี่ยนแปลงจะเกิดได้ต้องมีคนเยอะๆ มากดดันจึงเกิดได้ อย่าคุยในห้องแล้วจบ แต่ทุกคนต้องผลักดันพร้อมกัน เชื่อหากทุกจังหวัดระดมมาจังหวัดละหนึ่งพันคน มาช่วยกันผลักดันเชื่อเปลี่ยนแน่

ส่วนในเรื่องความเหลื่อมล้ำ ทำอย่างไรให้เกษตรกรพึ่งตัวเองได้บ้าง เมื่อคนชนบทพึ่งตัวเองได้คุณภาพทางการเมืองจะเปลี่ยน ส่วนการปฏิรูปทันทีนั้นเกษตรกรต้องปฏิรูปตัวเองทันที หันมาทำเกษตรปราณีตให้มากขึ้น ทำนาให้ดีกว่าเดิม เลิกเชื่อเลิกพึ่งปุ๋ยและสารเคมี หันมาพึ่งตัวเองมากขึ้น หัวใจคือ ถึงเวลาต้องขยับ อย่าปล่อยเรื่องนี้เป็นของนักวิชาการ หรือนักการเมืองลำพัง เชื่อว่าการปฏิรูปครั้งนี้สามารถแก้ได้เบ็ดสเร็จ

 

การปฏิรูปเป็นของทุกคน และทุกคนเป็นเจ้าของการปฏิรูป

นายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) กล่าวว่า การปฏิรูปทำได้ทันที ควรทำให้จริงจัง ปัจจุบันเรามีชุดความคิดที่เกาะเกี่ยวให้เกิดการเปลี่ยนในเชิงโครงสร้าง รวมพลังข้ามพรมแดนชาวบ้าน ไปร่วมมือกับภาคีต่างๆ ถ้าอยู่ในวงพวกเราเองไม่มีทางไปได้ เสนอให้องค์กรชุมชนในพื้นที่ลองคิดโรดแมป เส้นทางเดินสู่การปฏิรูป ว่าจะปฏิรูปประเด็นไหน ด้วยกลไกวิธีการอย่างไร เป็นการออกแบบที่ข้างล่าง จะเดินหน้าด้วยกันกับภาคีทำอย่างไร และปฏิรูปประเด็นอะไร เพราะในภาคเดียวกันยังมีความต่างในเรื่องประเด็นที่ต่างกัน ลองออกแบบแล้วมาคล้องเกี่ยวกัน

palakorn-020457ทำอย่างไรการปฏิรูปจะก้าวข้ามความขัดแย้ง เป็นความจำเป็นทางประวัติศาสตร์ ที่เราต้องมองหาวิธีการต่างๆ ฝ่าไปให้ได้ การปฏิรูปเริ่มต้นที่ตนเอง รอกลไกที่เปิดกว้าง การเชื่อมเครือข่ายให้กว้างขึ้น ทั้งที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยต่างๆ นักธุรกิจ ฯลฯ วันนี้ความร่วมมือกับชุมชนเริ่มขึ้นแล้ว จะขยับเป็นระดับจังหวัด ทำอย่างไรให้คนเห็นต่างเข้าร่วมสู่การปฏิรูป ไม่ว่าความขัดแย้งจะเป็นอย่างไร เราจะเดินหน้าปฏิรูป แต่จะช้าไปหรือไม่เพราะมีคนเจ็บคนตายเกิดขึ้นแล้ว

นายพลากร กล่าวต่อว่า เพราะการปฏิรูปเป็นของทุกคน และทุกคนเป็นเจ้าของการปฏิรูป อย่าทิ้งใครไว้ข้างหลัง เราต้องสร้างความตกลงใจร่วมกันของสังคมไทย ต้องให้คนเล็กคนน้อยเป็นเจ้าของการปฏิรูปให้ได้ ถ้าสำเร็จความขัดแย้งจะน้อยลง วันนี้พื้นที่การเมืองภาคประชาชนได้เกิดขึ้นแล้ว และการปฏิรูปเป็นสิ่งที่ชาวบ้านได้ทำมาไม่ว่าการเงินชุมชน การจัดสวัสดิการ ฯลฯ เป็นการผนึกกำลัง เป็นประชาธิปไตยทางตรง สิ่งเหล่านี้ เราจะแสดงตัวตนอย่างไร ให้แรงพอและมีพลัง หาวิธีที่แรงกว่านี้ส่งผลให้การเปลี่ยนมากกว่านี้ การรวมพลังเป็นเงื่อนไขหนึ่ง ออกแบบให้เป็นผล ในสังคมแบ่งเป็นสีแก้ได้ด้วยการมีส่วนร่วมของผู้คนข้างล่างให้มากที่สุด ถ้ามาจากชุมชนอย่างแท้จริง เราต้องมีโรดแมฟเรื่องราวเหล่านี้ให้ได้

 

สร้างโรดแมฟอนาคตประเทศไทย 10 ปีข้างหน้า เสนอเลือกตั้งรัฐบาลชั่วคราวทำปฏิรูป

ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรจน์ เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป กล่าวว่า วันนี้เราสานพลังเดินหน้าปฏิรูปที่จะทำให้ประเทศไม่ล่มจมไปมากกว่านี้ เสนอว่าต้องทำแผนที่เส้นทางเดินให้ชัดขึ้น หรือโรดแมปอนาคตร่วมกันสัก 10 ปี ที่ผ่านมาเราเห็นการปฏิรูปเป็นส่วนๆ แต่อนาคตประเทศที่ประกอบร่วมกัน เราอยากเห็นบ้านของเราหน้าตาเป็นอย่างไร เป็นจินตนาการใหม่ของสังคมไทย 10 ปี ข้างหน้า ต้องปฏิรูปตัวเอง โครงสร้าง เสาเข็มทำอย่างไร กลไกการปฏิรูป จะเป็นอย่างไร ใครจะเป็นช่างอะไรต้องแบ่งหน้าที่กัน วันนี้ต้องช่วยออกแบบกลไก อย่างสภาพลเมือง สภาปฏิรูป ฯลฯ จุดสำคัญคือทุกคนต้องมีส่วนร่วม เราต้องร่วมกันสร้างบ้าน ร่วมกันออกแบบ

การพูดคุยเรื่องปฏิรูปที่ผ่านมา เปรียบเสมือนราวตากผ้า ที่ทุกฝ่ายต่างมาขอแขวนไว้หน่อย เมื่อทุกคนมาแขวนมากขึ้น ก็ตกท้องช้างและเอนเอียงที่สุด ในส่วนของเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปเสนอทำ 5 เรื่อง คือ 1) การปฏิรูปการเมือง 2) การแก้ปัญหาคอรัปชั่น 3) การกระจายอำนาจ 4) การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และ 5) การปฏิรูประบบราชการ ซึ่งต้องดึงราชการเข้ามาร่วมให้ได้ เพราะเป็นหัวใจที่จะทำให้การปฏิรูปเดินหน้าได้ ซึ่งการทำใน 5 เรื่องนี้ จะส่งผลกระทบสู่ประเด็นอื่นๆ ทั้งเกษตร และทรัพยากร เป็นต้น

ส่วนวิธีปฏิรูป ต้องเปลี่ยนจากราวตากผ้า มาเป็นร้านซักผ้า ที่เป็นกลไกกbantoon-020457ลางสนับสนุนความรู้ เตรียมการสื่อสารสาธารณะ เตรียมการมีส่วนร่วม วันนี้ภาคธุรกิจเริ่มเข้ามามีส่วนร่วม ต้องพลิกมุมการปฏิรูปจากตัวเอง และเป็นการปฏิรูปที่เราไม่ต้องรอการเมือง และรอการแก้กฏหมาย

สำหรับเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป เป็นเครือข่ายของคนที่ต้องการปฏิรูปประเทศให้พ้นวิกฤต และมีแนวคิดเรื่องการปฏิรูปเป็นของทุกคน และทำทันที โดยไม่ได้เป็นพวกใคร ซึ่งมีแผนระยะสั้น 1-2 เดือน ให้เกิดแผนที่เส้นทางเดิน หรือโรดแมป และการวางแผนการปฏิรูปในระยะยาว 10 ปี ซึ่งยังพอมีเวลามาถกกัน มีกี่เรื่องที่ต้องคุย เคลียร์โจทย์ออกแบบบ้าน และลงประชามติในท้ายสุด 

ส่วนตัวเสนอให้มีรัฐบาลชั่วคราวที่มาจากการเลือกตั้ง อยู่ในวาระไม่เกิน 2 ปี ลงมือทำเรื่องการปฏิรูปประเทศ ในระหว่างกระบวนการก็ไล่ลงประชามติรายประเด็นที่เห็นพ้องกัน เพราะการปฏิรูปการเมืองต้องมีการใช้อำนาจอธิปไตยทางตรงมากขึ้น ที่เราต้องช่วยกันจินตนาการและออกแบบ ดร.บัณฑูร กล่าว

 

------------------------------------------------

 

 

แถลงการณ์ “เดินหน้าปฏิรูปทันที ด้วยพลังภาคีและชุมชน”

โดย เครือข่ายองค์กรชุมชนและประชาสังคมเพื่อการปฏิรูป  ภาคกรุงเทพฯปริมณฑลและตะวันออก

 

เพื่อแสดงออกถึงสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของสังคมไทย “เครือข่ายองค์กรชุมชนและประชาสังคมเพื่อการปฏิรูป” (คชสป.) มีองค์กรชุมชนรวมตัวกันกว่า 104,766 องค์กรทั่วประเทศ ที่ขับเคลื่อนมากว่า 30 ปี ได้เล็งเห็นสถานการณ์ของความขัดแย้งในบ้านเมืองขณะนี้ ขณะเดียวกันที่คนในสังคมมตื่นตัว และเรียนรู้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากเมืองสู่ชนบท คชสป.มีเป้าหมายในการปฏิรูปประเทศจากฐานรากด้วยการเสริมสร้างความเข้มแข็งของกระบวนองค์กรชุมชนตลอดมา จึงมีแนวคิดร่วมกันเพื่อเสนอแนวทางการปฏิรูปประเทศไทย ในชื่อว่า “เดินหน้าปฏิรูปทันที ด้วยพลังภาคีและชุมชน”

 nida5-020457

เรา คชสป.มุ่งเน้นสู่การจัดระเบียบจากการเมืองการปกครองที่รวมศูนย์อำนาจไว้ส่วนกลาง ระบอบการเมืองที่ประชาชนขาดโอกาสในการปกครองตนเอง จนก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิของประชาชน และความเสมอภาคอย่างทั่วด้าน เรา คชสป. เน้นเสริมสร้างองค์กรชุมชนให้เข้มแข็ง เพื่อการปกครองและการจัดการตนเองของท้องถิ่น การจัดเวทีครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อร่วมกันหาทางออกให้กับประเทศไทย จากชุมชนฐานราก และเสนอให้เกิดการปฏิรูปทันที ดังนี้

1) สร้างประชาธิปไตยให้เกิดสภาพลเมือง เป็นองค์กรที่กำหนดนโยบายและตรวจสอบรวมทั้งดำเนินกิจกรรมของภาคประชาชน และภาคประชาสังคมให้เข้มแข็งตลอดเวลา

2) การกระจายอำนาจ ให้ท้องถิ่นปกครองตนเองในรูปแบบจังหวัดปกครองตนเอง ที่มีรูปแบบการบริหาร นิติบัญญัติ และสภาพลเมือง ที่ร่วมกันดูแลสังคมชุมชน ที่มีอำนาจอธิปไตย และมีการกระจายอำนาจจากจังหวัด สู่ระดับตำบล/เทศบาล ให้เกิดการปกครองตนเอง มีกฎหมาย บทบัญญัติท้องถิ่นของตนเอง

3) การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ -สิ่งแวดล้อม ที่มีสิทธิ หน้าที่ และอำนาจของท้องถิ่นในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดการที่ดิน น้ำ ป่า แร่ธาตุ พลังงาน และอื่นๆ ที่มีอยู่ในชุมชนท้องถิ่น

ดังนั้น  ในการจัดเวทีครั้งนี้ ที่มีผู้เข้าร่วมทั้งภาคประชาสังคม ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคีพัฒนาอื่น ๆ  ที่ได้มาร่วมกันแสดงความคิดเห็น วิเคราะห์/สังเคราะห์ ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเสนอแนวคิด และแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยร่วมกัน และ เกิดแผน กลไก ในการขับเคลื่อน  เชื่อมั่นว่าข้อเสนอดังกล่าว จะนำไปสู่การปฏิบัติที่มีคุณภาพและเป็นหนทางสู่ การลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในสังคม

nida2-020457nida3-020457nida4-020457

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter