playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

18 1-3

          ศ.ดร.บรรเจิด  สิงคะเนติ  คณะบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) พูดว่า สาเหตุของความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม และความขัดแย้งในประเทศไทย คือ อำนาจในการตัดสินใจทุกๆ อย่างรวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง ดังนั้นยุทธศาสตร์สำคัญที่นำไปสู่การแก้ปัญหาเหล่านี้ คือ “การกระจายอำนาจ” โดยการ “ลดอำนาจรัฐส่วนกลางแล้วผ่องถ่ายอำนาจไปให้กับท้องถิ่นปกครองตนเอง”

          ความจริงข้อนี้เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายต่างขานรับ ทั้งนี้เพราะไม่เพียงความจริงที่ปรากฎในทุกระบบของไทย ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม จะมีความชัดเจนของความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม ที่เกิดจากการรวมศูนย์อำนาจเท่านั้น แต่จากการจัดเวทีสัมมนาเชิงปฏิรูปตลอด ๒ ปีที่ผ่านมา ที่นำโดย ศ.นพ.ประเวศ  วะสี ก็ได้ผลตอกย้ำให้เห็นว่า การรวมศูนย์อำนาจ คือ ปัญหาของทุกระบบและทางออกคือ “การกระจายอำนาจ”

          ในสภาวะที่ความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำยังไม่ได้รับการแก้ไขเฉกเช่นปัจจุบัน การเมืองยังนำไปสู่ความขัดแย้งซ้ำเข้าไปอีก ซึ่งประเด็นนี้ รศ.มรว.อคิน  รพีพัฒน์ ย้ำว่า ทั้งความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม และความขัดแย้ง แก้ได้ด้วยยาขนานเดียวกัน คือ “การกระจายอำนาจ ให้คนในท้องถิ่นได้ปกครองตนเอง”


18 1-2          ดังนั้นภายใต้ความขัดแย้งทางการเมืองที่มีการแบ่งออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน เครือข่ายองค์กรชุมชนและภาคประชาสังคมเพื่อการปฏิรูป (คชสป.) จึงได้รวมตัวกัน “เดินหน้าปฏิรูปทันที” โดยเข้าร่วมกับภาคีพัฒนาต่างๆ ทั้งภาคเอกชน นักวิชาการ นักธุรกิจ ฯลฯ โดยไม่อิงกับการเมืองขั้วหนึ่งขั้วใดทั้งสิ้น หวังว่าจะเป็นทางเลือกที่ ๓ ให้กับสังคมในการนำพาประเทศให้พ้นวิกฤติที่ยากจะหาจุดจบได้

          การประกาศข้อเสนอในการปฏิรูป ๔ ประการของเครือข่ายองค์กรชุมชนและประชาสังคมเพื่อการปฏิรูป (คชสป.) เมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๗ นับเป็นการแสดงตัวตนอย่างชัดเจนของเครือข่าย

          ประการแรก คือ การปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง เพื่อให้การเลือกตั้งมีความบริสุทธิ์ยุติธรรม เช่น ให้เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากกลุ่มอาชีพต่างๆ การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีทางตรง

          ประการที่สอง ให้มีการปฏิรูปอำนาจตุลาการ โดยเปลี่ยนวิธีพิจารณาความจากการกล่าวหาเป็นการไต่สวน มีคณะลูกขุนและทนายท้องถิ่น ตลอดจนแก้กฎหมายให้คดีเกี่ยวกับการทุจริต ไม่มีอายุความ สามารถรื้อคดีได้และต้องมีบทลงโทษหนักกว่าเดิม

          ประการที่สาม มีการปฏิรูประบบการบริหารประเทศ โดยมีการยุบราชการภูมิภาค กระจายอำนาจการบริหาร กระจายคน และงบประมาณไปสู่ท้องถิ่น โดยให้มี พ.ร.บ.การบริหารจังหวัดปกครองตนเอง เปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง และโอนอำนาจต่างๆ ไปยังจังหวัดบริหารจัดการเอง ออกข้อบัญญัติของตนเองได้ ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรธรรมชาติ การศึกษา ฯลฯ พร้อมทั้งมีอำนาจจัดเก็บภาษีและจัดสรรภาษีไว้ที่ท้องถิ่น ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ ในขณะที่การบริหารส่วนกลางคงไว้เพียง ๔ ประการ คือ ด้านความมั่นคง ระบบการเงินการคลัง การต่างประเทศ และศาลยุติธรรม

          ประการสุดท้าย ปัญหาเกี่ยวกับที่ดิน ซึ่งเป็นฐานสำคัญของทุกชีวิต คชสป. มีข้อเสนอให้มีการกระจายการบริหารจัดการไปสู่ท้องถิ่น โดยสนับสนุนให้เกิด พ.ร.บ.เกี่ยวกับที่ดิน ๔ ฉบับ คือ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน พ.ร.บ.สิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากร พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม

 
        หลังจากนั้น ตั้งแต่เดือน มี.ค. ๒๕๕๗ เป็นต้นมา คชสป. ได้ขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่องโดยการร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ในการปฏิรูปให้เป็นจริง เช่น การร่วมมือกับสภาพัฒนาการเมือง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) สภาเกษตรกรแห่งชาติ ฯลฯ รวมทั้งได้จัดเวทีระดับภาคขึ้นทั้ง ๕ ภาค ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา ด้วยหวังให้เกิดการรับรู้และเข้าใจ ตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ได้ข้อเสนอที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงกับวิถีชีวิต วัฒนธรรมของแต่ละภูมินิเวศน์

  18 1-4          จากการประมวลข้อเสนอ จากเวทีสัมมนาทั่วประเทศ ได้ประเด็นที่ทั้ง ๕ ภาคจะขับเคลื่อนร่วมกันและประเด็นที่แตกต่างกันออกไป รวมทั้งได้ร่วมกันพัฒนากลไกการขับเคลื่อนให้กว้างขวางไปสู่ระดับจังหวัด

          ๑.) ทั้ง ๕ ภาคเห็นว่า การกระจายอำนาจคือยุทธศาสตร์สำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และแก้ปัญหาความขัดแย้ง จะร่วมกันผลักดันให้เกิด พ.ร.บ.การบริหารจังหวัดปกครองตนเอง โดยการรวบรวมหนึ่งล้านรายชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ภายใต้คำมั่นที่ว่า “หนึ่งล้านชื่อเปลี่ยนประเทศไทย” ซึ่งจะจัดกิจกรรมปักธงพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ ๒๔ มิ.ย. ๒๕๕๗ นี้

          ๒.) เห็นว่าที่ดินเป็นปัญหาใหญ่ของพี่น้องประชาชนทุกภาค ที่อำนาจอยู่ที่ส่วนกลาง ซึ่งจากประสบการณ์การทำงานของชุมชนและประชาสังคมเกี่ยวกับที่ดินตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา พบว่า หากอำนาจในการจัดการเรื่องที่ดินยังอยู่ที่ส่วนกลาง กระทรวง กรมต่างๆ เช่นเดิม ก็มิอาจแก้ปัญหาได้ จึงได้ยกร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวกับที่ดิน ๔ ฉบับข้างต้น โดยสาระสำคัญ คือ การกระจายอำนาจการบริหารจัดการเกี่ยวกับที่ดินไปให้ท้องถิ่นและประชาชนแทนที่จะอยู่ที่ส่วนกลาง (กระทรวง,กรม)เหมือนที่ผ่านมา

          ๓.) นอกจากนี้ในแต่ละภาคยังให้ความสำคัญในประเด็นที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละภาค เช่น ภาคเหนือ(โดยจังหวัดเชียงใหม่)จะเสนอร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร ปฏิรูปการจัดการน้ำทั้งระบบของภาคเหนือและภาคกลาง เครือข่ายองค์กรชุมชนที่ทำงานเกี่ยวกับสวัสดิการชุมชนจะเสนอให้มี พ.ร.บ.สวัสดิการชุมชน ภาคใต้สนใจเรื่องการปฏิรูปพลังงาน แต่ยังต้องศึกษาข้อมูลเพิ่มอีกพอสมควร และให้ความสนใจเกี่ยวกับการปกป้องแหล่งผลิตอาหาร หรือการปฏิรูปด้านการเกษตรเนื่องจากนโยบายขนาดใหญ่ของรัฐที่ทำลายแห่งผลิตอาหารทั้งทางบกและทางทะเล ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือล่าง มีประเด็นของการสัมปทานการทำเหมืองแร่ต่างๆ เช่น โปรแตช ทองคำ เป็นต้น

          ๔.) อย่างไรก็ดี เครือข่ายองค์กรชุมชนและประชาสังคมเพื่อการปฏิรูปทั้ง ๕ ภาค เห็นว่า ถึงแม้ว่าการพัฒนาปกติที่ชุมชนทำมาแล้วกว่า ๓๐ ปี ล้วนนำไปสู่การปฏิรูปทั้งสิ้น พร้อมทั้งมีพื้นที่รูปธรรมพิสูจน์ให้เห็นเป็นจริงอยู่ในขณะนี้

 18 1-1         แต่ในสถานการณ์ที่กระแสการปฏิรูปกำลังมาแรง จึงต้องตั้งธงไปให้ถึงพร้อมๆ กัน ซึ่งต่างจากงานพัฒนาปกติที่ต้องอาศัยเวลา และขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละพื้นที่

          ดังนั้น ประเด็นปฏิรูปที่ทั้ง ๕ ภาคเห็นร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกระจายอำนาจ โดยผลักดันให้เกิด พ.ร.บ.การบริหารจังหวัดปกครองตนเองก็ดี หรือ พ.ร.บ.เกี่ยวกับที่ดิน ๔ ฉบับก็ดี คือธงที่จะต้องไปให้ถึงพร้อมๆ กัน

          ด้วยเหตุนี้ ทั้ง ๕ ภาคจึงให้ความสำคัญของการจัดกลไกและกระบวนการทำงานในระดับจังหวัด เพื่อสร้างความเข้าใจและสร้างการมีส่วนร่วมจากประชาชนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

          นี่คือพลังการปฏิรูปของภาคประชาชนที่กำลังขับเคลื่อนอยู่ในขณะนี้ โดยหวังลึกๆ ว่าจะเป็นพลังสำคัญที่จะเป็นทางเลือกที่ ๓ ให้กับสังคม

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter