กว่าจะลงตัวที่คำว่า “ให้อย่างมีคุณค่า รับอย่างมีศักดิ์ศรี” ขบวนองค์กรชุมชนที่ทำงานด้านสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศต้องใช้เวลาในการสั่งสมประสบการณ์ บทเรียนต่างๆ มาเป็นเวลานาน ประมาณ ๓๐ ปี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งปราชญ์ชาวบ้าน อย่างน้าชบ ยอดแก้ว แห่งบ้านน้ำขาว อ.จะนะ จ.สงขลา ที่อุทิศเวลาตลอดชีวิตของท่านเพื่อให้คนจนทั่วประเทศประมาณ ๕๐ ล้านคนได้เข้าถึงสวัสดิการทัดเทียม ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือลูกจ้างบริษัทที่สามารถเข้าถึงสวัสดิการในระบบได้ หรืออาจกล่าวได้ว่า น้าชบ ยอดแก้ว เป็นต้นตำหรับของระบบสวัสดิการชุมชนที่ให้ความสำคัญกับกองทุนสวัสดิการที่เป็นตัวเงิน ใช้เงินเป็นเครื่องมือให้คนในชุมชนเอื้อเฟื้อแบ่งปัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นการสร้างคุณค่าต่อกันระหว่างคน กับคน
ในขณะที่มีปราชญ์ชาวบ้านหลายท่านก็มองว่าสวัสดิการชุมชนไม่จำเพาะ แต่ตัวเงินเท่านั้น หากคนเห็นคุณค่าของธรรมชาติไม่ทำลายธรรมชาติ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ธรรมชาติก็จะจ่ายสวัสดิการให้กับเราทุวัน เก็บผักเก็บหญ้า หาไข่มดแดง หน่อไม้ กุ้ง หอย ปู ปลา ตามท้องนาหนองคลองบึง ที่หาอยู่หากินทุกวันคือสวัสดิการที่ธรรมชาติให้มา กลายเป็นความมั่นคงของชีวิตอีกรูปแบบหนึ่ง นี่คือสวัสดิการที่คนและธรรมชาติเห็นคุณค่าต่อกัน ซึ่งแนวคิดกนี้จะเข้มข้นเห็นเป็นรูปธรรมอย่างยิ่งในภาคอีสานและภาคเหนือ
ในขณะที่ พระนักพัฒนาอย่าง พระสุบิน ปณีโต แห่งวัดไผ่ล้อม จ. ตราด และพระมนัส ขันติธรรมโม จ.จันทรบุรี เห็นว่า คนจะมีความมั่นคงในชีวิต และอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขต้องอาศัยความดีที่เกิดจากคำสอนทางศาสนาช่วยกล่อมเกลาจิตใจให้สะอาด รู้จักแบ่งปัน เอื้ออาทรต่อผู้อื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ด้อยโอกาศกว่า โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
ทั้งสามประการที่ผมพูดมาข้างต้น คือที่มาแห่งอุดมการณ์กองทุนสวัสดิการที่หล่อหลอมเป็นแนวคิดสำคัญที่ว่า “ให้อย่างมีคุณค่า รับอย่างมีศักดิ์ศรี”
สวัสดิการชุมชนจึงเป็นการสร้างหลักประกันให้เกิดความมั่นคงของคนในชุมชน โดยคนในชุมชนเอง บนหลักการพึ่งพาช่วยเหลือเกี้อกูลซึ่งกันและกัน ด้วยการเห็นคุณค่าของกันและกันระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ สร้างสังคมที่น่าอยู่ ธรรมชาติที่มั่นคง ภายใต้ ศาสนา ภูมิปัญญาที่หลากหลายของแต่ละท้องถิ่น
แนวคิดเรื่องการจัดสวัสดิการช่วยเหลือซึ่งกันและกันของคนในชุมชน ได้เกิดขึ้นมานานแล้ว และหลากหลายรูปแบบ เช่นการจัดสรรเงินกำไรจากองค์กรการเงินชุมชนบางส่วนจัดเป็นสวัสดิการให้กับสมาชิก หรือการตั้งกองทุนสวัสดิการเฉพาะอย่าง เช่น กองทุนฌาปณกิจ เป็นต้น ฯลฯ แต่การจัดสวัสดิการดังกล่าวช่วยเหลือสมาชิกและคนในชุมชนได้ไม่มากนัก หรือช่วยเหลือได้เฉพาะอย่างตามวัตถุประสงค์ของกองทุน ไม่ครอบคลุมความจำเป็นตามรอบวงจรชีวิต เกิด แก่ เจ็บ ตาย ประกอบกับองค์กรการเงินหลายแห่งได้มีความพยายามเชื่อมโยงและบูรณาการเข้ากับกิจกรรมอื่นๆ ในชุมชน เช่น หนุนเสริมการดูแลป่าชุมชน สิ่งแวดล้อม และกิจกรรมด้านศาสนาวัฒนธรรม ประเพณี โดยการจัดสรรเงินไปหนุนเสริมกิจกรรมทางสังคมดังกล่าว ทำให้แนวคิดของสวัสดิการไม่จำเพาะเพียงการสร้างสานสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนเท่านั้น แต่ขยายไปสู่การสร้างคุณค่าต่อสังคมอีกด้วย
ดังนั้นเพื่อให้สวัสดิการชุมชนสามารถเป็นเครื่องมือในการพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการของชุมชนได้อย่างครอบคลุมดังกล่าวข้างต้น จึงได้พัฒนาการไปสู่การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการในระดับตำบล มีการนำบทเรียนด้านสวัสดิการชุมชนไปสู่การจัดสัมนาเสนอเป็นนโยบายในลักษณะการจัดสวัสดิการชุมชนและการส่งเสริมสวัสดิการชุมชนแนวใหม่ในงาน “สวัสดิการชุมชนแก้จนอย่างยั่งนืน” ในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ จากนั้นได้มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการระดับตำบลในพื้นที่ ๑๔ ตำบล และเพิ่มขึ้นทั่วประเทศตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ – ๒๕๕๑ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลผ่านสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน จนกระทั้งเป็นนโยบายของรัฐบาล และได้รับงบประมาณจากรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จำนวน ๗๒๗ ล้านบาท ตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ เป็นต้นมา และได้รับการสมทบจากรัฐบาลต่อเนื่องมาจนถึงปีงบประมาณ ๒๕๕๖
หลักการสำคัญของกองทุนสวัสดิการชุมชน จะต้องเกิดจากการสมทบเงินเข้ากองทุนจากสมาชิกและรัฐบาลในอัตรา ๑:๑ กล่าวคือสมทบฝ่ายละ 365 บาท/ปี/คน รวมทั้งการสมทบจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นตามกำลังที่จะสมทบได้ ปัจจุบันเกิดกองทุนสวัสดิการชุมชน ประมาณ ๕,๘๐๐ ตำบล สมาชิกประมาณ ๔.๒ ล้านคน เงินกองทุนประมาณ ๖,๐๐๐ ล้านบาท สามารถจัดสวัสดิการให้กับสมาชิกครอบคลุมตั้งแต่เกิดจนตายได้ กว่า ๑๓ ชนิด และยังนำเงินกองทุนไปสนับสนุนช่วยเหลือผู้ยากไร้ในตำบลที่ไม่ใช่สมาชิกรวมทั้งหนุนเสริมกิจกรรมทางสังคมได้อย่างหลากหลายตามสภาพปัญหาและวิถีวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น
กล่าวได้ว่า “สวัสดิการชุมชน” เป็นสัญญลักษณ์ทางความดีงามของคนในตำบล ในการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันและยังเป็นจุดร่วมของความร่วมมืออันดีในการทำงานระหว่างภาครัฐทุกระดับกับประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งก่อให้เกิดผลดีต่อสังคมและประเทศชาติอย่างมหาศาล ไม่เพียงทำให้ชุมชนฐานรากมีควมเข้มแข็ง ผู้คนเอื้ออาทรต่อกัน ตามวิสัยคนไทยที่ไม่เคยทิ้งกันแล้ว กองทุนสวัสดิการชุมชนยังลดภาระด้านงบประมาณให้กับรัฐบาลได้จำนวนมหาศาล เนื่องจากรัฐลงทุนไม่มากแต่ชาวบ้านสามารถนำไปบริหารจัดการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส และหนุนเสริมกิจกรรมสังคมได้อย่างครบวงจร
ในปีงบประมาณ ๒๕๕๗ รัฐบาลตัดงบประมาณทั้งหมดที่จะร่วมสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการชุมชน แน่นอนว่าย่อมนำมาสู่ความน้อยเนื้อต่ำใจของชาวบ้านที่รัฐบาลที่ไม่สนับสนุนโครงการดีๆ มีประโยชน์เช่นนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องต่อสู้กันต่อไป แต่ในทางกลับกันผมคิดว่าการตัดเงินสมทบของรัฐบาลไม่อาจทำให้ระบบสวัสดิการชุมชนหยุดชงักหรือต้องล้มเลิกไปได้ เพราะคุณค่าอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้กองทุนสวัสดิการชุมชน เชิดหน้าชูตามาได้จนถึงวันนี้ มิใช่เงินสมทบจากรัฐ แต่คือการเห็นคุณค่าของกันและกันระหว่างคนกับคนกับธรรมชาติ ซึ่งต้องการช่วยเหลือเอื้ออาทรต่อกันดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้นต่างหาก
จากการดำเนินงาน ๔ ปีที่รัฐบาลให้เงินสมทบ ผมอยากจะเชิญชวนผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งขบวนองค์กรชุมชนร่วมกันตั้งคำถามที่สำคัญๆ ว่าก่อนหน้าที่สวัสดิการชุมชนจะเป็นนโยบายของรัฐบาล ชาวบ้านเราให้ความสำคัญกับสาระสำคัญของสวัสดิกรชุมชน นั่นคือการมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลผู้ด้อยโอกาสในชุมชน เราถือคุณค่าของคน ธรรมชาติ มากว่าคุณค่าของตัวเงินใช่หรือไม่ และด้วยแนวคิดเช่นนี้เราจึงสร้างคุณค่าได้มากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งมันเป็นแรงจูงใจให้เราร่วมกันพัฒนากองทุนให้มีความเข้มแข็ง
แต่พอเป็นนโยบายของรัฐบาลได้รับเงินสมทบจากรัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เราได้ละเลยหรือให้ความสำคัญกับอุดมการณ์อันเป็นรากของกองทุนไปหรือไม่ น่าคิดอย่างยิ่งว่าในช่วงเวลานี้ “เงิน” กับ “อุดมการณ์ของกองทุน” สิ่งไหนเข้มข้นกว่ากัน เรามีกองทุนที่เข้มแข็งอยู่เท่าไหร่ ที่ต้องพัฒนามีมากน้อยแค่ไหน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้คือเรื่องที่ขบวนองค์กรชุมชนควรนำไปทบทวนไตร่ตรอง ตลอด ๓ ปี ที่ผ่านมาแต่ะละกองทุนมีเงินอยู่จำนวนไม่น้อย หากมีการบริหารจัดการที่ดีสร้างกองทุนให้เข้มแข็งมากขึ้น และเมื่อมองไปข้างหน้า เงินที่แต่ละกองทุนมีอยู่บวกกับเงินที่ชาวบ้านต้องสมทบเองตามลำพัง ๓๖๕ บาท/คน/ปี บวกกับการบริหารที่ดีมีกองทุนที่เข้มแข็ง และอุดมการณ์ที่เข้มข้น เชื่อเหลือเกินว่าระบบสวัสดิการชุมชนจะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงแน่นอนถึงแม้รัฐจะไม่สมทบก็ตาม
อย่างไรก็ดีแนวคิดที่จะร่วมกันพลักดันให้ระบบสวัสดิกรชุมชนมีความมั่นคงโดยมีพระราชบัญญัติรองรับโดยรัฐต้องสมทบตลอดไปนั้นก็เป็นแนวคิดที่ดีที่ต้องร่วมกันขับเคลื่อนให้เป็นจริง แต่ถึงแม้ว่าจะมีพระราชบัญญัติรองรับหากขาดซึ่งอุดมการณ์สำคัญดังกล่าวเชื่อว่าระบบสวัสดิการชุมชนจะมั่นคงไม่ได้แน่นอน
ดังนั้นในโอกาสที่กองทุนสวัสดิการชุมชน ๕,๘๐๐ กองทุน ทั่วประเทศ จะจัดให้มีการสัมมนาคิดหาทางออกในเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๗ นี้ ผมเห็นว่าโอกาสมาถึงแล้วที่กองทุนสวัสดิการชุมชน จะได้หันมาทบทวนเพื่อยึดมั่นหลักคิด แห่งการพึ่งตนเอง ต้องการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำให้แนวคิด “ให้อย่างมีคุณค่า รับอย่างมีศักดิ์ศรี” อยู่ในหัวใจของทุกคน




