playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

18 2-4

 

กว่าจะลงตัวที่คำว่า “ให้อย่างมีคุณค่า รับอย่างมีศักดิ์ศรี”  ขบวนองค์กรชุมชนที่ทำงานด้านสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศต้องใช้เวลาในการสั่งสมประสบการณ์  บทเรียนต่างๆ มาเป็นเวลานาน ประมาณ ๓๐ ปี

          โดยเฉพาะอย่างยิ่งปราชญ์ชาวบ้าน อย่างน้าชบ ยอดแก้ว  แห่งบ้านน้ำขาว อ.จะนะ  จ.สงขลา  ที่อุทิศเวลาตลอดชีวิตของท่านเพื่อให้คนจนทั่วประเทศประมาณ ๕๐ ล้านคนได้เข้าถึงสวัสดิการทัดเทียม ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือลูกจ้างบริษัทที่สามารถเข้าถึงสวัสดิการในระบบได้  หรืออาจกล่าวได้ว่า น้าชบ  ยอดแก้ว  เป็นต้นตำหรับของระบบสวัสดิการชุมชนที่ให้ความสำคัญกับกองทุนสวัสดิการที่เป็นตัวเงิน  ใช้เงินเป็นเครื่องมือให้คนในชุมชนเอื้อเฟื้อแบ่งปัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นการสร้างคุณค่าต่อกันระหว่างคน           กับคน

18 2-2          ในขณะที่มีปราชญ์ชาวบ้านหลายท่านก็มองว่าสวัสดิการชุมชนไม่จำเพาะ แต่ตัวเงินเท่านั้น  หากคนเห็นคุณค่าของธรรมชาติไม่ทำลายธรรมชาติ  ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ฯลฯ  ธรรมชาติก็จะจ่ายสวัสดิการให้กับเราทุวัน เก็บผักเก็บหญ้า หาไข่มดแดง หน่อไม้ กุ้ง หอย ปู ปลา ตามท้องนาหนองคลองบึง  ที่หาอยู่หากินทุกวันคือสวัสดิการที่ธรรมชาติให้มา  กลายเป็นความมั่นคงของชีวิตอีกรูปแบบหนึ่ง  นี่คือสวัสดิการที่คนและธรรมชาติเห็นคุณค่าต่อกัน  ซึ่งแนวคิดกนี้จะเข้มข้นเห็นเป็นรูปธรรมอย่างยิ่งในภาคอีสานและภาคเหนือ

          ในขณะที่ พระนักพัฒนาอย่าง พระสุบิน  ปณีโต  แห่งวัดไผ่ล้อม จ. ตราด  และพระมนัส  ขันติธรรมโม  จ.จันทรบุรี  เห็นว่า  คนจะมีความมั่นคงในชีวิต และอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขต้องอาศัยความดีที่เกิดจากคำสอนทางศาสนาช่วยกล่อมเกลาจิตใจให้สะอาด รู้จักแบ่งปัน เอื้ออาทรต่อผู้อื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ด้อยโอกาศกว่า  โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

          ทั้งสามประการที่ผมพูดมาข้างต้น คือที่มาแห่งอุดมการณ์กองทุนสวัสดิการที่หล่อหลอมเป็นแนวคิดสำคัญที่ว่า “ให้อย่างมีคุณค่า รับอย่างมีศักดิ์ศรี”

18 2-1สวัสดิการชุมชนจึงเป็นการสร้างหลักประกันให้เกิดความมั่นคงของคนในชุมชน  โดยคนในชุมชนเอง บนหลักการพึ่งพาช่วยเหลือเกี้อกูลซึ่งกันและกัน  ด้วยการเห็นคุณค่าของกันและกันระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ สร้างสังคมที่น่าอยู่  ธรรมชาติที่มั่นคง ภายใต้ ศาสนา ภูมิปัญญาที่หลากหลายของแต่ละท้องถิ่น

แนวคิดเรื่องการจัดสวัสดิการช่วยเหลือซึ่งกันและกันของคนในชุมชน ได้เกิดขึ้นมานานแล้ว และหลากหลายรูปแบบ  เช่นการจัดสรรเงินกำไรจากองค์กรการเงินชุมชนบางส่วนจัดเป็นสวัสดิการให้กับสมาชิก  หรือการตั้งกองทุนสวัสดิการเฉพาะอย่าง เช่น กองทุนฌาปณกิจ เป็นต้น ฯลฯ  แต่การจัดสวัสดิการดังกล่าวช่วยเหลือสมาชิกและคนในชุมชนได้ไม่มากนัก หรือช่วยเหลือได้เฉพาะอย่างตามวัตถุประสงค์ของกองทุน ไม่ครอบคลุมความจำเป็นตามรอบวงจรชีวิต เกิด แก่ เจ็บ ตาย  ประกอบกับองค์กรการเงินหลายแห่งได้มีความพยายามเชื่อมโยงและบูรณาการเข้ากับกิจกรรมอื่นๆ ในชุมชน เช่น หนุนเสริมการดูแลป่าชุมชน สิ่งแวดล้อม และกิจกรรมด้านศาสนาวัฒนธรรม ประเพณี  โดยการจัดสรรเงินไปหนุนเสริมกิจกรรมทางสังคมดังกล่าว ทำให้แนวคิดของสวัสดิการไม่จำเพาะเพียงการสร้างสานสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนเท่านั้น แต่ขยายไปสู่การสร้างคุณค่าต่อสังคมอีกด้วย

ดังนั้นเพื่อให้สวัสดิการชุมชนสามารถเป็นเครื่องมือในการพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการของชุมชนได้อย่างครอบคลุมดังกล่าวข้างต้น  จึงได้พัฒนาการไปสู่การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการในระดับตำบล  มีการนำบทเรียนด้านสวัสดิการชุมชนไปสู่การจัดสัมนาเสนอเป็นนโยบายในลักษณะการจัดสวัสดิการชุมชนและการส่งเสริมสวัสดิการชุมชนแนวใหม่ในงาน “สวัสดิการชุมชนแก้จนอย่างยั่งนืน” ในปี พ.ศ. ๒๕๔๗  จากนั้นได้มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการระดับตำบลในพื้นที่ ๑๔ ตำบล และเพิ่มขึ้นทั่วประเทศตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ – ๒๕๕๑  โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลผ่านสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน จนกระทั้งเป็นนโยบายของรัฐบาล และได้รับงบประมาณจากรัฐบาล นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  จำนวน ๗๒๗ ล้านบาท ตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ เป็นต้นมา และได้รับการสมทบจากรัฐบาลต่อเนื่องมาจนถึงปีงบประมาณ ๒๕๕๖

หลักการสำคัญของกองทุนสวัสดิการชุมชน จะต้องเกิดจากการสมทบเงินเข้ากองทุนจากสมาชิกและรัฐบาลในอัตรา ๑:๑ กล่าวคือสมทบฝ่ายละ 365 บาท/ปี/คน รวมทั้งการสมทบจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นตามกำลังที่จะสมทบได้  ปัจจุบันเกิดกองทุนสวัสดิการชุมชน ประมาณ ๕,๘๐๐ ตำบล  สมาชิกประมาณ ๔.๒ ล้านคน  เงินกองทุนประมาณ  ๖,๐๐๐ ล้านบาท  สามารถจัดสวัสดิการให้กับสมาชิกครอบคลุมตั้งแต่เกิดจนตายได้ กว่า ๑๓ ชนิด  และยังนำเงินกองทุนไปสนับสนุนช่วยเหลือผู้ยากไร้ในตำบลที่ไม่ใช่สมาชิกรวมทั้งหนุนเสริมกิจกรรมทางสังคมได้อย่างหลากหลายตามสภาพปัญหาและวิถีวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น

18 2-3กล่าวได้ว่า “สวัสดิการชุมชน”  เป็นสัญญลักษณ์ทางความดีงามของคนในตำบล ในการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันและยังเป็นจุดร่วมของความร่วมมืออันดีในการทำงานระหว่างภาครัฐทุกระดับกับประชาชนในท้องถิ่น  ซึ่งก่อให้เกิดผลดีต่อสังคมและประเทศชาติอย่างมหาศาล ไม่เพียงทำให้ชุมชนฐานรากมีควมเข้มแข็ง ผู้คนเอื้ออาทรต่อกัน ตามวิสัยคนไทยที่ไม่เคยทิ้งกันแล้ว กองทุนสวัสดิการชุมชนยังลดภาระด้านงบประมาณให้กับรัฐบาลได้จำนวนมหาศาล เนื่องจากรัฐลงทุนไม่มากแต่ชาวบ้านสามารถนำไปบริหารจัดการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส และหนุนเสริมกิจกรรมสังคมได้อย่างครบวงจร  

ในปีงบประมาณ ๒๕๕๗  รัฐบาลตัดงบประมาณทั้งหมดที่จะร่วมสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการชุมชน แน่นอนว่าย่อมนำมาสู่ความน้อยเนื้อต่ำใจของชาวบ้านที่รัฐบาลที่ไม่สนับสนุนโครงการดีๆ มีประโยชน์เช่นนี้  ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องต่อสู้กันต่อไป  แต่ในทางกลับกันผมคิดว่าการตัดเงินสมทบของรัฐบาลไม่อาจทำให้ระบบสวัสดิการชุมชนหยุดชงักหรือต้องล้มเลิกไปได้  เพราะคุณค่าอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้กองทุนสวัสดิการชุมชน เชิดหน้าชูตามาได้จนถึงวันนี้ มิใช่เงินสมทบจากรัฐ แต่คือการเห็นคุณค่าของกันและกันระหว่างคนกับคนกับธรรมชาติ  ซึ่งต้องการช่วยเหลือเอื้ออาทรต่อกันดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้นต่างหาก

จากการดำเนินงาน ๔ ปีที่รัฐบาลให้เงินสมทบ  ผมอยากจะเชิญชวนผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งขบวนองค์กรชุมชนร่วมกันตั้งคำถามที่สำคัญๆ ว่าก่อนหน้าที่สวัสดิการชุมชนจะเป็นนโยบายของรัฐบาล ชาวบ้านเราให้ความสำคัญกับสาระสำคัญของสวัสดิกรชุมชน  นั่นคือการมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลผู้ด้อยโอกาสในชุมชน เราถือคุณค่าของคน ธรรมชาติ มากว่าคุณค่าของตัวเงินใช่หรือไม่ และด้วยแนวคิดเช่นนี้เราจึงสร้างคุณค่าได้มากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งมันเป็นแรงจูงใจให้เราร่วมกันพัฒนากองทุนให้มีความเข้มแข็ง

18 2-5แต่พอเป็นนโยบายของรัฐบาลได้รับเงินสมทบจากรัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เราได้ละเลยหรือให้ความสำคัญกับอุดมการณ์อันเป็นรากของกองทุนไปหรือไม่ น่าคิดอย่างยิ่งว่าในช่วงเวลานี้ “เงิน” กับ “อุดมการณ์ของกองทุน” สิ่งไหนเข้มข้นกว่ากัน  เรามีกองทุนที่เข้มแข็งอยู่เท่าไหร่  ที่ต้องพัฒนามีมากน้อยแค่ไหน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้คือเรื่องที่ขบวนองค์กรชุมชนควรนำไปทบทวนไตร่ตรอง  ตลอด ๓ ปี ที่ผ่านมาแต่ะละกองทุนมีเงินอยู่จำนวนไม่น้อย  หากมีการบริหารจัดการที่ดีสร้างกองทุนให้เข้มแข็งมากขึ้น  และเมื่อมองไปข้างหน้า เงินที่แต่ละกองทุนมีอยู่บวกกับเงินที่ชาวบ้านต้องสมทบเองตามลำพัง ๓๖๕ บาท/คน/ปี  บวกกับการบริหารที่ดีมีกองทุนที่เข้มแข็ง  และอุดมการณ์ที่เข้มข้น  เชื่อเหลือเกินว่าระบบสวัสดิการชุมชนจะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงแน่นอนถึงแม้รัฐจะไม่สมทบก็ตาม

อย่างไรก็ดีแนวคิดที่จะร่วมกันพลักดันให้ระบบสวัสดิกรชุมชนมีความมั่นคงโดยมีพระราชบัญญัติรองรับโดยรัฐต้องสมทบตลอดไปนั้นก็เป็นแนวคิดที่ดีที่ต้องร่วมกันขับเคลื่อนให้เป็นจริง  แต่ถึงแม้ว่าจะมีพระราชบัญญัติรองรับหากขาดซึ่งอุดมการณ์สำคัญดังกล่าวเชื่อว่าระบบสวัสดิการชุมชนจะมั่นคงไม่ได้แน่นอน

ดังนั้นในโอกาสที่กองทุนสวัสดิการชุมชน ๕,๘๐๐ กองทุน ทั่วประเทศ  จะจัดให้มีการสัมมนาคิดหาทางออกในเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๗ นี้  ผมเห็นว่าโอกาสมาถึงแล้วที่กองทุนสวัสดิการชุมชน  จะได้หันมาทบทวนเพื่อยึดมั่นหลักคิด  แห่งการพึ่งตนเอง ต้องการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำให้แนวคิด “ให้อย่างมีคุณค่า รับอย่างมีศักดิ์ศรี” อยู่ในหัวใจของทุกคน

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter