วันที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๗ ได้มีการสัมมนาพัฒนาศักยภาพแกนสภาองค์กรชุมชนตำบล ในจังหวัดพังงาเพื่อเตรียมพร้อมผลักดันการขับเคลื่อนงานสู่จังหวัดปกครองตนเอง ภายใต้ยุทธศาสตร์ “พังงาแห่งความสุข” โดยมีตัวแทนสภาองค์กรชุมชนตำบลที่จดแจ้งจัดตั้งสภาใหม่ ๑๙ พื้นที่ ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ปรึกษา คณะทำงานขบวนจังหวัด และ เจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เข้าร่วมเวที จำนวน ๑๒๐ คน
นาย กำธร ขันธรรม ประธานที่ประชุมในระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดพังงา กล่าวว่า นับตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมาแกนนำภาคประชาชนได้รวมตัวกันเป็นคณะทำงานสนับสนุนกระบวนการองค์กรและเครือข่ายองค์กรชุมชนในระดับพื้นที่ผ่านเมนูต่าง ๆ เกิดการเชื่อมร้อยเป็นเครือข่ายกองทุน SIF ที่เข้มแข็ง หลังจากนั้นได้เกิดการขับเคลื่อนงานขบวนแผนแม่บทชุมชนโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง ทำให้เกิดการขยายตัวของพื้นที่การทำงานที่กว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในปี ๒๕๔๖ เกิดพิบัติภัยสึนามิซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดพังงา เนื่องจากแกนนำองค์กรภาคประชาชนเกิดความตระหนักและให้ความสำคัญกับกระบวนการทางสังคมมากขึ้น จึงลุกขึ้นมาจัดการตนเองเกิดเป็นพลังในการขับเคลื่อนงานสังคมแบบก้าวกระโดด โดยมีสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ให้การสนับสนุน ขบวนการองค์กรชุมชนเริ่มทำงานร่วมกันอย่างมีทิศทาง เกิดยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนอย่างเป็นกระบวนอย่างกว้างขวางเป็นที่รู้จักและยอมรับของสาธารณะ
นายกำธร กล่าวอีกว่า ในปี ๒๕๕๑ ขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศได้รวมตัวกันผลักดันเกิด “พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. ๒๕๕๑” เป็น พรบ.ที่ให้บทบาทสำคัญกับเครือข่ายองค์กรชุมชนในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น เป็นเครื่องมือนำไปใช้เป็นกลยุทธ์ในการพัฒนาจังหวัดสู่ “พังงาแห่งความสุข”นับตั้งแต่ วันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ถึง สิ้นสุดปี ๒๕๕๖ มีสภาองค์กรชุมชนตำบลที่จดแจ้งจัดตั้งสภาแล้วรวมทั้งหมด ๔๐ พื้นที่ จากพื้นที่ทั้งหมด ๕๑ พื้นที่ การขยายพื้นที่จดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนในจังหวัดพังงาสามารถขยายพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่องและตรงตามเป้าหมายที่กำหนด
นางสาวอรุณ ไชยเต็ม เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ภาคใต้ตอนบนกล่าวถึง เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชนว่า “ด้วยชุมชนเป็นสังคมฐานรากที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ มีวิถีชุมชน วัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลายตามภูมินิเวศ การพัฒนาประเทศที่ผ่านมาก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกด้าน ส่งผลให้ชุมชนเกิดความอ่อนแอ ประชาชนประสบปัญหาความยากจน ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของชุมชนถูกทำลายจนเสื่อมโทรม และเพื่อให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งสามารถจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน จึงใช้กระบวนการสภาองค์กรชุมชนเป็นพื้นที่กลางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของคนในชุมชน รวมตัววิเคราะห์ปัญหาสู่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เชื่อมโยงงบประมาณ แก้ไขปัญหาและพัฒนางานร่วมกับหน่วยงาน/ภาคีต่าง ๆ สภาองค์กรชุมชนมีลักษณะเป็นสภาทางภูมิปัญญาเพื่อขับเคลื่อนงานให้เกิดอำนาจทางสังคมมากกว่าอำนาจทางกฎหมาย เป็นสภาคู่ขนานเพื่อช่วยเหลือสนับสนุนการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนโดยคนในชุมชน และใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง และพัฒนาคุณภาพชีวิต เชื่อมโยงประสานความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ต่อไป
นายชำนาญ พึ่งถิ่น สมาชิกสภาพัฒนาการเมืองจังหวัดพังงา ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดตั้งสภาพัฒนาการเมือง เพื่อพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรม และจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข็มแข็งในทางการเมือง มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำแผนพัฒนาการเมือง เสริมสร้างวัฒนธรรมอันดีทางการเมือง ส่งเสริมจิตสำนึกความเป็นพลเมือง สิทธิและหน้าที่ของพลเมือง ร่วมมือกับสภาองค์กรชุมชนตามกฎหมายว่าด้วยสภาองค์กรชุมชน เป็นผู้เชื่อมประสานส่งเสริมสนับสนุนให้พวกเราพื้นที่สภาองค์กรชุมชนพัฒนาเข้มแข็งขึ้นในทุก ๆ ด้าน
จากนั้น นายไมตรี จงไกรจักร แกนนำองค์กรชุมชนจังหวัดพังงารับหน้าที่เป็นวิทยากรกระบวนการในการให้ความรู้กับสมาชิกผู้เข้าสัมมนาด้วยเทคนิควิธีการแบ่งกลุ่มย่อยออกเป็นรายตำบลระดมความคิดเห็นถึงปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นภายในตำบลทั้งในส่วนที่ดีและส่วนที่ไม่ดี แล้วนำเหตุการณ์ต่าง ๆ มาวิเคราะห์ว่าปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร มีใครเข้าไปเกี่ยวข้องบ้าง ชุมชนสามารถจัดการและแก้ไขปัญหาได้เองหรือต้องให้หน่วยงานอื่นเข้าช่วยเหลือ พร้อมกับตั้งคำถามชวนคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในพื้นที่ เราจะใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือหนุนเสริมแก้ปัญหาได้อย่างไร
นายไมตรี ได้เล่าประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ โดยใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา สามารถทำให้เกิดผลสำเร็จมาแล้วหลายประเด็นงาน เช่น การออกโฉนดชุมชน การประกาศยกเลิกกรณีการขุดทรายไปประเทศสิงคโปร์ เป็นต้น เทคนิควิธีการในการให้ผู้เข้าร่วมเวทีได้ตั้งความฝัน และหาวิธีการจะไปให้ถึงฝันเหล่านั้นได้ เป็นวิธีการที่ให้พื้นที่ได้ค้นหาเป้าหมาย ผลลัพธ์หรือยุทธศาสตร์ของตำบล สุดท้ายกระบวนการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่การกำหนดโครงสร้างให้สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างยั่งยืน
นายไมตรียังกล่าวอีกว่า ประชาชนในทุกพื้นที่ต้องให้การสนับสนุนและผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับ พรบ.ที่ดิน ๔ ฉบับ ให้ออกมาบังคับใช้ให้ได้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ประกอบด้วย ๑) พ.ร.บ.การเก็บภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า ๒) พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน ๓) พ.ร.บ.สิทธิชุมชนในการจัดการที่ดิน และ ๔) พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรมชุมชน พร้อมทั้งให้สมาชิกสภาองค์กรชุมชนร่วมกันลงรายชื่อผลักดัน พรบ.จังหวัดปกครองตนเองสู่จังหวัดพังงาแห่งความสุขต่อไป
หลังจากที่ปิดการสัมมนาแล้ว ทีมงานได้ไปสอบถามความรู้สึกของสมาชิกสภาองค์กรชุมชนที่เข้าร่วมเวที ต่างก็พูดเหมือนกันว่า สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของคนฐานราก และเป็นเครื่องมือในการสร้างพื้นที่รูปธรรมในการจัดการตนเอง ทุกพื้นที่ต้องมีการจัดทำแผนพัฒนาชุมชนโดยคนในชุมชนเองให้เป็นตำบลแห่งความเข้มแข็ง กำหนดเป้าหมายในการพัฒนา การจัดทำระบบข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน มีการพัฒนาแกนนำประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย จังหวัดพังงาจึงเป็นจังหวัดที่สามารถจัดการตนเอง หรือปกครองตนเองได้ ภายใต้เป้าหมาย “พังงาแห่งความสุขอย่างยั่งยืนตลอดไป”




