playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจ ที่ประชาชนอยู่ในภาวะจำยอม หรือยอมรับสภาะโดยดุษฎี ไม่ว่าข้าวยาก หมากแพงแค่ไหน น้ำมันจะขึ้นเป็นรายสัปดาห์ ก็ต้องยอมรับได้ไม่มีข้อโต้แย้ง  ประชาชนไม่ได้เป็นผู้กำหนด หากแต่ภาคนโยบายเป็นผู้กำหนด โดยยกความผิดทั้งหมดให้กับกลไกตลาดทั้งภายในประเทศและระดับโลก

                ผมนึกย้อนอดีตไปเมื่อสมัยยังเป็นเด็ก  ระบบเศรษฐกิจชุมชนบ้านผม ขึ้นอยู่กับการทำนา ทุกบ้านปลูกข้าวไว้กิน เหลือกินก็นำไปขาย มีเงินเหลือเก็บเพราะค่าใช้จ่ายอื่นๆ แทบไม่มีเลย  ในนาก็มีปลาให้กิน เสร็จนาก็ลงทะเล กุ้ง หอย ปู ปลา ตามฤดูกาลกินได้ตลอดทั้งปี  พืชสวนครัวก็ปลูกไว้ข้างบ้าน จะขาดก็แต่ผลไม้ เราก็เอากะปิ ปลาแห้ง ไปแลกกับผลไม้ของเพื่อนบ้านที่อยู่บนภูเขา ซึ่งห่างออกไปประมาณ ๕ กิโลเมตร พูดง่ายๆ ว่าตลอดทั้งปี แทบไม่ต้องจ่ายเงินเลย

                s1-230457นี่เป็นเพราะ ๑) ระบบเศรษฐกิจชุมชนขึ้นอยู่กับธรรมชาติ  หากเราทำแค่พอกิน และไม่ทำลายธรรมชาติ เราก็จะมีอยู่มีกินตลอดไป  ๒) ปัจจัยภายนอกที่จะเข้ามาทำลายระบบเศรษฐกิจชุมชนยังไม่มี หรือถ้ามีก็ยังน้อยมาก  ระบบเศรษฐกิจชุมชนยังมีความเข้มแข็งกว่าระบบภายนอก และ ๓) ความเป็นอยู่ของผู้คนยังอยู่ในวิถีพอเพียง รู้คุณค่าของกันและกัน ระหว่างคนกับธรรมชาติ  จึงเป็นเกราะอย่างดีที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจภายนอก ไม่อาจเข้ามาทำลายระบบเศรษฐกิจชุมชนได้

                จนกระทั่งประเทศมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ปี ๒๕๐๔  โดยเน้นให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก  เริ่มมีการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมในเมืองใหญ่ และส่งเสริมให้ภาคชนบทเปลี่ยนระบบการเกษตรจากเดิมเป็นเกษตรเชิงเดี่ยวเพื่อการส่งออก  โดยรัฐมีความจงใจที่จะเปิดประตูให้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเข้ามาทำลายวิถีเศรษฐกิจชุมชนถึงหัวกะไดบ้าน

                ความจริงข้อนี้ เกิดขึ้นที่ภาคอีสานเป็นแห่งแรก คนอีสาน เปลี่ยนมาปลูกปอแก้ว ปอกะเลา ข้าวโพด  โดยใช้ทั้งพื้นที่ของตนเองและหักร้างถางพง บุกรุกเขตป่า  ทำให้ดินแดนที่ราบสูงซึ่งเต็มไปด้วยวิถีการดำรงชีพที่งดงามเอื้อเฟื้อต่อธรรมชาติ  เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ  หากราคาตลาดตกต่ำ พี่น้องอีสานก็เป็นหนี้สิน บางรายที่ดินหลุดมือไปเป็นของนายทุน เศรษฐกิจชุมชนล่มสลาย ต้องอพยพไปขายแรงงานในเมืองใหญ่

                ระบบเศรษฐกิจโลกที่มากับนโยบายของรัฐ  รุกคืบแผ่นดินไทยไม่หยุดยั้ง s4-230457 และกระจายไปทั่วทุกภาค เช่น การปลูกข้าวโพดในภาคเหนือ  การทำนากุ้งบริเวณชายฝั่งทะเลของภาคใต้และตะวันออก  หรือแม้แต่การปลูกข้าวซึ่งเป็นอาชีพหลักของทุกภาค  รัฐก็ส่งเสริมให้มีการทำนาหลายๆ ครั้ง ด้วยพันธุ์ข้าวใหม่ที่รัฐนำมาส่งเสริมทั้งที่มุ่งหวังเพียงเพื่อให้ได้ผลผลิตมากๆ โดยไม่คำนึงว่าการปลูกพืชเช่นนี้  จะส่งผลให้เกิดการบุกรุกป่าทำลายธรรมชาติมากมายขนาดไหน  ไม่คำนึงแม้ชีวิตของเกษตรกรเองที่ต้องรับเอาสารพิษจากสารเคมีที่ใช้ในการเพราะปลูกอย่างเข้มข้น

                ระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยความอยากได้ อยากมี โดยเอาเงินเป็นตัวล่อ  ยังคงรุกคืบเพื่อทำลายระบบเศรษฐกิจชุมชนต่อไปเรื่อยๆ  โดยการส่งเสริมให้ทุกภาคหันไปปลูกยางพารา  และการส่งเสริมให้ปลูกปาล์มน้ำมันอย่างขนานใหญ่ในภาคใต้  จนถึงทุกวันนี้กล่าวได้ว่าระบบเศรษฐกิจชุมชนที่คนในชุมชนควบคุมได้  ยืดเอาความพอเพียงเป็นตัวตั้ง บนหลักของการพึ่งพาและเห็นคุณค่าต่อกันระหว่างคนกับธรรมชาติ  ได้ถูกแทนที่ด้วยระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่ถือเอาเงินเป็นเป้าหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ชาวไร่ชาวนาเปลี่ยนจากผู้กำหนดทิศทางของระบบเศรษฐกิจของชุมชน เป็นผู้ที่อยู่ในภาวะจำยอม

                นี่ยังไม่นับรวมระบบการเกษตรในรูปแบบ “พันธสัญญา”  เหลือบตัวใหม่ที่กำลังมาแรงในการสูบเลือดเกษตรกรที่ไม่มีทางเลือกมากนักและไม่รู้เท่าทันให้ต้องตกเป็นทาสตลอดไป  ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมนี้  ไม่ได้มีอิทธิพลเหนือผู้ที่ประกอบอาชีพด้านการเกษตรเท่านั้น  แต่ประชาชนทุกสาขาอาชีพก็ได้รับผลกระทบ  เพราะกลไกการตลาดสินค้าทุกประเภท และเงินตราอยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจเดียวกัน

                s2-230457ประมาณ ๒๐ ปีมานี้ ชาวบ้านในหลายพื้นที่ที่ทำงานการพัฒนาชุมชนเริ่มคิดถึงการพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจโดยเริ่มลงมือทำตามศักยภาพที่มีอยู่  ตั้งแต่การออมทรัพย์ร่วมกันและปล่อยให้สมาชิกกู้ไปใช้ในสิ่งที่จำเป็น รวมทั้งปล่อยกู้เพื่อลงทุนทำมาหากินโดยไม่ต้องพึ่งสถาบันการเงินในระบบหรือเงินกู้นอกระบบ  หรือรวมกันตั้งกลุ่มอาชีพต่างๆ โดยอาศัยวัสดุในพื้นที่พอเป็นรายได้เสริม  แต่ก็ทำได้ในวงจำกัด  ความคิดยังไม่ตกผลึกถึงขั้นการวางระบบเศรษฐกิจ และทุนชุมชนแต่อย่างใด

                แต่หลังจากที่ได้สั่งสมประสบการณ์มากขึ้น  มีพื้นที่รูปธรรมให้เห็นมากขึ้น  เครือข่ายองค์กรชุมชนเหล่านี้ก็เริ่มคิดถึงการร่วมกันสร้างระบบเศรษฐกิจและทุน  ให้เป็นของชุมชนอย่างเป็นระบบ  โดยให้ทั้งทุนและเศรษฐกิจชุมชนมีความเข้มแข็งเป็นอิสระไม่ถูกแทรกแซงจากระบบเศรษฐกิจและทุนภายนอก  หรือกล่าวได้ว่า “ชุมชนท้องถิ่น มีระบบเศรษฐกิจและทุนของชุมชนที่มั่นคง สามารถนำไปสู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองได้”

                ซึ่งการที่จะเดินไปสู่เป้าหมายข้างต้นได้ ประสบการณ์ในการพัฒนาตลอดหลายปีที่ผ่านมา สอนให้ชุมชนเริ่มคิดและทำงานอย่างเป็นระบบ ผ่าน ๓ ขั้นตอนสำคัญ

                ประการแรก  คือต้องมีการวิเคราะห์ให้เห็นระบบเศรษฐกิจในพื้นที่หรือตำบลของตนเอง  ตั้งแต่ระบบเศรษฐกิจรายครัวเรือน ว่ามีอาชีพ รายได้ รายจ่าย หนี้สิน เงินออม เป็นอย่างไร  คนในตำบลประกอบอาชีพอะไร มีการผลิตเรื่องอะไร  ใครเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต  ผลิตแล้วระบบการตลาดเป็นอย่างไรบ้าง  ในตำบลมีกลุ่มออมทรัพย์(องค์กรการเงินชุมชน) อยู่กี่กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีเงินเท่าไร  บริหารจัดการเป็นอย่างไร  ข้อมูลด้านทรัพยากรธรรมชาติ ป่า แหล่งน้ำ เป็นอย่างไรบ้าง ตลอดจนต้องรู้ข้อเท็จจริงว่านโยบายประชานิยมของรัฐ  มีอิทธิพลต่อชาวบ้านมากน้อยแค่ไหน

                ประการถัดมา คือการผนึกพลังองค์กรชุมชน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรการเงิน (ส่วนใหญ่มีทุกหมู่บ้าน)  กลุ่มอาชีพและเศรษฐกิจชุมชน ตลอดจนภาคีพัฒนาในท้องถิ่น เช่น อบต. และส่วนราชการต่างๆ มาหารือกันโดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบล  ซึ่งมีสถานะตามกฎหมาย  เป็นกลไกในการประสานงานและเป็นเวทีพูดคุย

                จากนั้นก็มาถึงขั้นตอนการนำข้อมูลทั้งหมดไปสู่การวางแผน s3-230457ซึ่งอย่างน้อยต้องมีสองแผน คือ ๑) แผนพัฒนาตำบล เช่น จะบูรณาการกลุ่มองค์กรการเงินหรือกลุ่มออมทรัพย์ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากได้อย่างไร  ทั้งนี้เพื่อทำให้ระบบการเงินตำบลมีความเข้มแข็งและหนุนเสริมคนในตำบลได้มากที่สุด  ๒) การวิเคราะห์ตำบลจะต้องค้นหาให้พบว่าปัญหาหลักๆ ของคนในตำบลคืออะไร  ระบบเศรษฐกิจและทุนของคนตำบลจะหนุนเสริมการแก้ปัญหาได้อย่างไร  หรือเรียกว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจของตำบลนั่นเอง

                ตำบลกำแพงเพชร  อ.รัตภูมิ จ.สงขลา  ชาวบ้านทั้ง ๑๑ หมู่บ้าน ส่วนใหญ่เป็นของมุสลิมมีปัญหาเรื่องหนี้สิน ความไม่มั่นคงด้านที่อยู่อาศัยและที่ทำกินและปัญหาการมีงานทำ  มีองค์กรชุมชนที่ความเข้มแข็ง ไม่น้อยกว่า ๘๐ กลุ่ม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเหล่านี้ประมาณ ๗๐ กลุ่ม ได้รวมตัวจดแจ้งเป็นสภาองค์กรชุมชนตำบลกำแพงเพชรตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. ๒๕๕๑  เพื่อเชื่อมโยงแผนการแก้ปัญหาของคนทั้งตำบลร่วมกัน  จากการหารือ พบว่า เงินคือปัจจัยสำคัญในการแก้ปัญหา  จึงเกิดการบูรณาการองค์กรการเงิน ๒๔ กลุ่ม  ซึ่งมีเงินรวมกันประมาณ ๓๐ ล้านบาท มาทำงานร่วมกันระดับตำบล  มีสมาชิกกว่า ๓ พันคน หรือ ๓ ใน ๔ ของประชากรทั้งตำบล  เงินเหล่านี้สามารถนำไปแก้ปัญหาของชาวบ้านได้ถึง ๖ ด้าน เช่น แก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ส่งเสริมอาชีพ  บริการสาธารณะ ตลอดจนการนำไปแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยไม่ต้องพึ่งสถาบันการเงินในระบบ

                ในขณะที่ตำบลเขาเขน อ.ปลายพระยา  จ.กระบี่  ประชาชนร้อยละ ๘๐  มีอาชีพปลูกปาล์มน้ำมัน  ชาวบ้านจึงได้จัดตั้งสหกรณ์เป็นของตนเองและโยงกลุ่มอาชีพต่างๆ ที่ทำงานเกี่ยวกับปาล์มมาเป็นเครือข่าย เช่น ลานเขาประมาณ ๑๒ แห่ง  ตั้งกลุ่มจำหน่ายปุ๋ยเป็นของชาวบ้านเอง  ทำให้เศรษฐกิจในระดับตำบลส่วนใหญ่เป็นของชุมชน ในขณะที่พยายามขยายการทำกิจกรรมไปสู่สิ่งจำเป็นในการดำรงชีพไปทีละขั้น เช่น การตั้งร้านค้าชุมชนประจำหมู่บ้าน  ร้านค้าข้าวสารเพื่อบริการสมาชิก  ตลอดจนมีแผนงานในการตั้งโรงผลิตน้ำดื่ม เป็นต้น

                นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่ชาวบ้านตระหนักในการพึ่งตนเอง ไม่ยอมจำนนกับระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่จ้องเข้ามาบ่อนทำลาย โดยการพัฒนาระบบเงินทุนและเศรษฐกิจให้เข้มแข็ง เป็นระบบที่ชาวบ้านควบคุมและตรวจสอบได้โดยชาวบ้านเอง  ด้วยวิธีการเช่นนี้เท่านั้นที่จะทำให้ชาวบ้านมีความมั่นคงอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งระบบทุนและเศรษฐกิจภายนอกมากจนเกินไป

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter