นับเป็นเวทีประสานภาคีงานพัฒนาที่เรียกแขกได้มากพอควร แม้ผู้เดือดร้อนจากปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่เปราะบางต่างๆ ยังมาไม่ครบ 100 เปอร์เซ็นต์ ในวันนี้มีผู้เดือดร้อนบางส่วนจาก23 หมู่บ้าน ในต.รับร่อ แค่ตำบลเดียวเนื้อที่และประชากร ใหญ่กว่าอำเภอบางอำเภอเดียวซ้ำ แต่ก็แสดงให้เห็นพลังขับเคลื่อนส่วนหนึ่งแล้วว่า ประชาชนผู้เดือดร้อนได้ลุกขึ้นมาจัดการปัญหาด้วยตนเองจริงๆ และพร้อมจะเปิดอกคุยกับหน่วยงานรัฐเพื่อลดข้อพิพาทการลุกล้ำพื้นที่ป่า เพื่อให้ได้มาพื้นที่ทำกินอย่างมีเอกสารสิทธิ
ตำบลรับร่อ มี 23 หมู่บ้าน ประชากร 18,000 คน มี 6,000 กว่าครัวเรือน บนพื้นที่กว่า 240,000 ไร่ แยกเป็นประเภทที่ดิน ดังนี้ โฉนดที่ดิน นส3 ที่นิคมฯ ที่ว่างเปล่า ที่กรมที่ดินที่ป่าสงวนแห่งชาติ ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเมื่อมีพื้นที่หลากหลายเช่นนี้จึงเกิดปัญหาเรื้อรังมานานและเกิดข้อพิพาทเจ้าหน้าที่รัฐกับชาวบ้าน ทำอย่างไรเพื่อหาแนวทางร่วมกันในแก้ปัญหาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐเองก็ต้องทำตามหน้าที่ ส่วนประชาชนเองก็ต้องมีเหตุผลในการจัดการที่ดินที่ทำกินอยู่ด้วย สภาองค์กรชุมชนตำบลรับร่ออยากให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐเข้าใจร่วมกันและทำงานร่วมกันได้
ตำบลรับร่อได้จดแจ้งจัดตั้ง สภาองค์กรชุมชนตำบลรับร่อเมื่อปี 2552 พอเปิดสภาปุ๊บ ก็เจอปัญหาแรกที่พูดถึงกันมากคือปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน ปัญหาที่สอง เรื่องน้ำ ฉะนั้น ในการจะขับเคลื่อนประสานทำความเข้าใจก็หน่วยงานรัฐสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ข้อมูล แต่ก็มีจำกัดของตำบลก็คือ พื้นที่ก็เยอะ หมู่บ้านก็มาก ประชากรก็มาก จึงเกิดปัญหาว่าจะทำข้อมูลให้ยอมรับได้อย่างไร จนเมื่อปี 2554 ได้รับงบประมาณส่วนหนึ่งจาก พอช. มาทำแผนที่ทำมือส่วนหนึ่ง จากนั้นก็มีหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมสนับสนุน จนกระทั่งปี 2556 คณะทำงานสภาองค์กรชุมชนระดับชาติได้เล็งเห็นว่า พื้นที่ตำบลรับร่อปัญหาเยอะ ได้พิจารณาแล้วควรทำข้อมูลให้ทันสมัยด้วยเทคโนโลยีเพื่อนำเสนอหน่วยงานภาคีที่จะเข้ามาแก้ปัญหาที่ดินร่วมกัน ภายใต้งบประมาณจาก พอช. จำนวน 2 ล้านบาท จึงเกิดเวที “เวทีพัฒนาการเรียนรู้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับที่ดินและสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร” เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2557 ณสำนักสงฆ์บ้านพันวาล 1 หมู่ที่ 11 ต.รับร่ออ.ท่าแซะ จ.ชุมพร
ทำไมต้องรู้เรียนกฎหมายที่ดินเพราะพี่น้องเข้าไปทำมากินในที่ที่ผิดกฎหมาย
นายอภิรักษ์ ศักดิ์สนิท นายอำเภอท่าแซะในฐานะพ่อบ้านและพ่อเมือง เป็นผู้รับปัญหาทุกเรื่องของลูกบ้าน ได้แสดงความเห็นด้วยกับเวทีนี้ ว่า ในพื้นที่รับร่อนี้จะได้ยินข่าวคราวการตัดไม้ทำลายป่าตลอด เจ้าหน้าที่จับแล้วปล่อยเห็นกันบ่อยๆ เพราะพี่น้องเข้าไปในเขตป่าไม้ตลอด นายอำเภอก็รับรู้ทุกเรื่องที่พี่น้องโดนจับ ถ้าเจ้าหน้าที่เจอก็ต้องทำตามหน้าที่จับดำเนินคดี อยากให้หาทางแก้ไขว่าทำอย่างไรให้พี่น้องเข้าอยู่อาศัยเข้าปลูกของทำกินได้ ก็จะเป็นผลดีต่อพี่น้องด้วย ผมเห็นด้วยและสนับสนุนในเวทีนี้ที่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ขอให้พี่น้องรับฟังอย่างตั้งใจเพราะเป็นผลประโยชน์ของพี่น้องทุกเรื่องได้สร้างความเข้าใจให้ตรงกัน เพื่อการทำงานในพื้นที่ทั้งภาครัฐและพี่น้องเองจะได้ไม่เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้
แก้ไขปัญหาที่ดินทำกินแนวใหม่โดยสภาองค์กรชุมชน
นายจินดา บุญจันทร์ประธานสภาองค์กรชุมชนระดับชาติ ชี้แจงถึงบทบาทและหน้าที่ของสภาองค์กรชุมชนตำบล ว่า “พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน ประกาศใช้เมื่อปี 2551 และมีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนต่างๆ ขึ้นในปี 2552 เพื่อให้เป็นการจัดหาเวทีกลางในตำบลสักเวทีหนึ่งเพื่อให้คนในตำบลนั้นได้พูดคุยกัน และมีกฎหมายรับรอง เวทีนั้นเรียกว่า เวทีสภาองค์กรชุมชน โครงสร้างของสภาองค์กรชุมชน นั่นอยู่ที่ ตำบล น้ำหนักอยู่ที่คนในตำบลได้มานั่งพูดคุยกันแล้วเสนอแผนต่อ อบต. ถ้าสภาองค์กรชุมชนไหนเข้มแข็ง อบต. แทบไม่ต้องทำแผน แต่ อบต.จะรับเรื่องที่สภาองค์กรชุมชน นั่งคุยกันตามศาลาวัด ตามโรงเรียน ตามสภากาแฟ โดยแผนนั้นไม่ขัดแย้งกับอบต. แต่เป็นสภาแห่งความดี สภาแห่งความคุณธรรม สภาแห่งการพัฒนาตำบลของตนเอง กระบวนการของสภาองค์กรชุมชนมีเรื่องหลักๆ ได้แก่ ดึงพลังทางสังคมของคนในชุมชนออกมาให้ได้ พลังผู้สูงอายุ พลังของราชการเกษียณ พลังของภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีอยู่ตำบลรับร่อ นั่นคือคือพลังทางสังคม ต้องดึงออกมาเพื่อนำมาสู่งานพัฒนาให้ได้ ตัวที่สองพลังแห่งความรู้เมื่อเราเสนอแผนต่ออบต. เสนอต่อป่าไม้ เราจะไม่นำเสนอเข้าข้างตัวเอง แต่เราใช้ความรู้ ใช้ประวัติชุมชน ศึกษาและค้นคว้าออกมาเพื่ออธิบายให้หน่วยงานเข้าใจชุมชนเราได้อย่างมีเหตุมีผล
“ผู้เดือดร้อน ต้องลุกขึ้นมาแก้ปัญหาเอง”นี่คือหลักการของสภาองค์กรชุมชนตำบลที่ต้องการให้ลุกขึ้นมาจัดการที่ดินด้วยมือพี่น้องเอง เอาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมพูดคุยด้วยกัน ชาวรับร่อสู้ให้ได้เรื่องปัญหาที่ดิน แต่ไม่ได้สู้ด้วยความอคติ แต่สู้ร่วมกับอบต. ร่วมป่าไม้ หาข้อตกลงร่วมกัน
“สำหรับการจัดการที่ดินแนวใหม่ภายใต้สภาองค์กรชุมชนนั้น มีงานหน่วยงานหนุนเสริมและหางบประมาณมาช่วยพี่น้องก็คือสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) พวกเราเรียกสั้นๆ ว่า พอช.เป็นหน่วยงานอิสระที่ขึ้นตรงกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นกระทรวงให้เงินสนับสนุนผ่านอบต. มายังคนพิการ คนชราผู้สูงอายุ 500-600 บาท พอช.ไม่ใช่องค์กรเถื่อน หรือองค์กรเอ็นจีโอที่พี่น้องเข้าใจกัน แต่เป็นสถาบันที่นำความเดือดร้อนความทุกข์ยากของพี่น้องทุกเรื่องไปคุยกับคณะกรรมการเพื่อเสนอเรื่องต่อไปยังคณะรัฐมนตรี”
“อันดับแรกพี่น้องต้องมีการจัดทำข้อมูลแลกเปลี่ยนกัน ถ้าให้ป่าไม้ทำข้อมูลเค้าก็ยิงทางอากาศ แต่เมื่อพี่น้องลำบากก็ต้องเดินด้วยขาพี่น้องเอง เข้าสวนทำพิกัดด้วยตัวเอง เพราะปัญหาที่ดินเป็นเรื่องของบุคคล คนต่อคน แล้วนำมาคุยอย่างสันติวิธี ไม่ม็อบเด็ดขาดต้องสร้างความมั่นคงที่ดินให้ได้ เพราะพื้นที่ป่าอนุรักษ์ต้องเก็บไว้ เพราะถ้าไม่มีป่า พี่น้องก็ไม่มีน้ำกันแล้ว แย่งน้ำกันเริ่มลำบากกันแล้ว พี่น้องเริ่มรู้กันแล้วถ้าทำลายป่ามากเกินไปพี่น้องจะอยู่ไม่ได้ ฉะนั้นพี่น้องต้องร่วมมือกับป่าไม้เพื่ออนุรักษ์ป่าไม้ที่เหลือ ไม่ใช่ลุกล้ำเข้าถางป่าทำกินอย่างเดียว โดยไม่มีการอนุรักษ์ไว้เลย”
“พี่น้องต้องสร้างกติกาชุมชนว่า ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ จะไม่ขายที่แล้วจับมือกับกำนัน กับอบต. จดพิกัด GIS เส้นแบ่งแนวเขตให้ได้แปลงใครทำอะไร ปลูกอะไร และสิ่งสำคัญพี่น้องต้องเรียนรู้เรื่องกฎหมายที่ดินด้วย ว่าพี่น้องทำกินบนพื้นที่ใคร ถูกหรือผิดกฎหมายอย่างไร ถ้าอยากจะคุยกับป่าไม้ ไม่ได้คุยทีละแปลง แต่ต้องพากันไปคุยทีละพันแปลง ห้าพันแปลง คุยกันเป็นป่าๆ พี่น้องต้องทำข้อมูลรวมกันไปเปิดโต๊ะคุยหาทางแก้ไขร่วมกัน สร้างภาคีผู้เดือดร้อนเอามาคุยพร้อมๆ กัน” นักต่อสู้เรื่องที่ดินและป่าอนุรักษ์ ฝากทิ้งทายและบอกว่าอยากให้พี่น้องอนุรักษ์ป่าเหมือนป่าที่พะโต๊ะบ้านของผม ที่ชุมชนร่วมกันอนุรักษ์ไว้และยังจัดแข่งเรือหน้าแล้งได้ ล่องแพตามลำน้ำได้ทุกๆ ปีในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อพิสูจน์ว่าป่าเรามีน้ำ




