playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

พื้นทีเทศบาลตำบลพนม ประกอบด้วย  9 หมู่บ้าน  ประชากรทั้งหมด 5,001 คน เป็นพื้นที่ต้นน้ำ ช่วงรอยต่อกับ 3 จังหวัดคือ สุราษฎร์ฯ พังงาและระนองในบริเวณพื้นที่เขตอุทยานเขาศก ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองสุราษฎร์ธานี 82 กิโลเมตร ประชากร  90%  มีอาชีพเกษตรกรรม/สวนปาล์ม/ยางพารา/สวนผลไม้เป็นหลัก และพื้นที่เกษตรกรรมมีเอกสารสิทธิ์ที่ดินเฉพาะในเขตนิคมสหกรณ์พนมเท่านั้น  ส่วนนอกเหนือจากนั้นอยู่ในเขตป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติเขาศกทั้งหมด

            ก่อนที่จะมีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน  มีการรวมกลุ่มของเกษตรกรอยู่หลายกลุ่ม  เช่น  กลุ่มสวนปาล์ม  กลุ่มมะนาว  กลุ่มผลิตปุ๋ยหมัก- ชีวภาพ  กลุ่มเลี้ยงวัว  กลุ่มแปรรูปกล้วย  กลุ่มข้าวสาร  ฯลฯ  ซึ่งทางเทศบาลตำบลพนมได้อุดหนุนงบประมาณแบบให้เปล่าเพื่อเป็นทุนในการดำเนินการในช่วงปี 2549-2552   กลุ่มละ 50,000  - 150,000 บาท  

ต่อมาในเดือนมิถุนายน  2551 กลุ่มมะนาวและกลุ่มเกษตรก้าวหน้าจากชุมชนบ้านพังกาญจน์ล่าง ได้ระดมทุนกันเพื่อจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิก   โดยนำเงินผลกำไรของกลุ่มมาจัดตั้งกองทุน   เริ่มแรกมีเงินกองทุนจำนวน  5,820 บาท              มีสมาชิก 117  ราย   ให้สมาชิกแต่ละรายสมทบเงินเข้ากองทุนปีละ 100  บาท   และจัดสวัสดิการช่วยเหลือสมาชิกที่เจ็บป่วยรายละ 300 บาท  เสียชีวิตรายละ 1,000 บาท

จัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน โดยใช้หลักหนึ่งชุมชน หนึ่งกองทุน  

            ปี 2551   เทศบาลฯ ได้นำรูปแบบการจัดสวัสดิการของกลุ่มมะนาวฯ บ้านพังกาญจน์ล่างมาศึกษา   เมื่อเห็นว่าเป็นรูปแบบการจัดตั้งกองทุนที่ดี  เพราะชาวบ้านมีส่วนในการสมทบเงินเข้ากองทุนเพื่อช่วยเหลือและดูแลกันเอง  ทางเทศบาลฯ จึงได้ประสานงานกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด  เพื่อให้ความรู้เรื่องการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน  โดยการสมทบของ 3 ฝ่าย   คือ  ชุมชน  ท้องถิ่น  และรัฐบาล โดยการจัดประชุมสร้างความเข้าใจ  แล้วเชิญชวนกลุ่มอาชีพและกลุ่มต่างๆ ในตำบลให้เข้ามาเป็นสมาชิก  1 ชุมชนต่อ  1 กองทุน”  ในเดือนตุลาคม 2551  มีสมาชิกเข้าร่วม 10  ชุมชน  รวม 10 กองทุน   มีสมาชิกเริ่มแรก 356 คน บนหลักการสมทบวันละบาทหรือปีละ 365 บาท มี เงินสมทบจากสมาชิกแรกเริ่มรวม 65,860 บาท   โดยแต่ละชุมชนจะมีกองทุนสวัสดิการเป็นของตัวเอง และเทศบาลตำบลพนมเป็นที่ปรึกษา

บริหารจัดการกองทุนด้วยระบบสาขา                 

                มีคณะกรรมการบริหารกองทุนเป็นสองระดับคือระดับชุมชนเป็นคณะกรรมการกองทุนสาขาย่อย  ส่วน ระดับตำบลคือกองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลพนมเป็นสาขาใหญ่  หรือกองทุนกลาง   ซึ่งมีคณะกรรมการบริหารจำนวน 21  คน  ประกอบด้วยผู้นำชุมชน 17 คน ผู้แทนท้องถิ่น 3 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ 1  คน   สมาชิกกองทุนมาจาก   17  สาขา ซึ่งมีทั้งโรงเรียน,ชุมชน,ชมรมผู้สูงอายุและคนพิการ    ประกอบด้วยประธานกรรมการบริหารกองทุน,  รองประธาน,  เหรัญญิก, เลขานุการ,  ประชาสัมพันธ์   นายทะเบียน  และฝ่ายสวัสดิการกองทุน  โดยคณะกรรมการบริหารจะประชุมร่วมกันทุกๆ 3 เดือน  เพื่อรายงานผลการดำเนินการ  รายงานตัวเลขบัญชีต่างๆ   ส่วนกองทุนฯ ระดับชุมชนก็จะบริหารและจัดการกันเอง   โดยยึดระเบียบของกองทุนกลางหรือกองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลพนมเป็นหลัก   โดยมีเทศบาลตำบลพนมทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา

            wf1-280457ด้านการบริหารเงินกองทุน   เงินกองทุนทั้งหมดจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ   20 % เป็นกองทุนกลาง  ใช้บริหารกองทุน ,  30 %  เป็นเงินกู้ยืมเพื่อลงทุนในวิสาหกิจชุมชน  ธุรกิจชุมชนที่ไม่เอาเปรียบสังคม  ไม่ทำลายคุณภาพชีวิต  ให้กู้ยืมโดยไม่เสียดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม ส่วนอีก  50 %  นำมาจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิก

             โดยสรุปกองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลพนม   ได้บริหารกองทุนสวัสดิการฯ  แบบระบบสาขามาใช้คือให้แต่ละกลุ่ม  แต่ละกองทุนที่เป็นสาขาบริหารงานกันเอง  และเมื่อถึงสิ้นปีบัญชี ( 30 กันยายนของทุกปี) แต่ละกองทุนจะต้องนำเงินสมทบจากสมาชิกคนละ 365 บาทมาสมทบเข้ากองทุนกลาง (กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลพนม)  จากนั้นคณะกรรมการกองทุนกลางจะทำการตรวจรับและลงบัญชี   เมื่อขึ้นปีบัญชีใหม่ในเดือนตุลาคม  กองทุนกลางก็จะส่งเงินสมทบกลับคืนไปให้กองทุนสาขา  กองทุนใดส่งเงินสมทบเท่าไหร่   ก็จะได้เงินกลับคืนตามนั้น  

ผลการดำเนินงานและผลกระทบจากสวัสดิการชุมชน

หลังจากที่กองทุนกลางได้เริ่มขยายสมาชิกในปี 2551  คณะกรรมการกองทุนกลาง ได้ทำการประชาสัมพันธ์เพื่อขยายสมาชิก  โดยใช้เวทีประชาคมในหมู่บ้านต่างๆ   หรือหมู่บ้านใดมีการประชุม  คณะกรรมการกองทุนกลางก็จะไปชี้แจงขยายผล   หากมีงานศพของสมาชิกฯก็จะไปร่วมงาน  เพื่อให้ชาวบ้านที่มาร่วมงานได้เห็นว่ากองทุนฯ ช่วยเหลือสมาชิกจริง  นอกจากนี้ก็ยังขยายสาขาไปยังโรงเรียนที่มีกลุ่มออมทรัพย์อยู่แล้ว  จึงทำให้สมาชิกของกองทุนกลางและสมาชิกสาขาเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี

โดยในปี 2553 สมาชิกสาขาเพิ่มขึ้นเป็น  17 สาขา (17 กองทุน)  จำนวนสมาชิกทั้งหมด  1,049 คน,  ปี 2554 สมาชิกสาขาเพิ่มเป็น 18  จำนวนสมาชิก 2,354 คน  และปี 2555 เพิ่มขึ้น  3,314 คน และในปี 2556  (กันยายน) เพิ่มขึ้นเป็น 4,915 คน โดยในปี 2553 เทศบาลตำบลพนมสมทบเงินเข้ากองทุนกลาง  จำนวน 65,860 บาท  รัฐบาล  65,860 บาท,  ปี 2554  เทศบาลตำบลพนมสมทบฯ 381,571 บาท  รัฐบาลสมทบฯ 382, 885 บาท ในปี 2555 รัฐบาลสมทบ 859,210 บาท   รวมเงินที่สมทบเข้ากองทุนกลางจากรัฐบาลและท้องถิ่นรวม   1,755,386  บาท  สำหรับเงินสมทบจากเทศบาลฯ และรัฐบาลนั้น   ทางกองทุนสวัสดิการฯ ก็จะจัดสรรให้สมาชิกเป็นรายหัว  เฉลี่ยเท่ากันทุกคน  กองทุนใดมีสมาชิกมาก  ก็จะได้รับเงินสมทบมาก 

          วัชรินทร์  รัตนพันธ์  ประธานกรรมการบริหารกองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลพนม  กล่าวว่า  จากการเริ่มต้นในปี 2551  มีสมาชิกกองทุนเพียง  356 คน  มีชุมชนเข้าร่วม 10 สาขา  และมีเงินกองทุนแรกเริ่ม 65,860 บาท   ปัจจุบัน (เมษายน 2557)  สมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 4,915  คน  มีสมาชิกกองทุนเข้าร่วมจาก 17 สาขา  มีเงินกองทุนสาขาและกองทุนกลางรวมกันทั้งหมด  7.18 ล้านบาท  

  • จัดสวัสดิการจัดให้แก่สมาชิกมี 9 ประเภทคือ

           1. เกิด  ให้ลูก 500 บาท  แม่นอนโรงพยาบาลได้คืนละ 100 บาท  ไม่เกิน 10 คืน  (ปีแรก)  และเพิ่มขึ้นตามอายุการเป็นสมาชิก  25 % ต่อปี   แต่ไม่เกิน  300 บาทต่อคืน  2.แก่  เป็นสมาชิกครบ 15 ปี  อายุ  60 ปี  ได้บำนาญเดือนละ 300 บาท  และจะเพิ่มขึ้นทุกๆ 5 ปีๆ ละ 100 บาท  สูงสุดเป็นสมาชิกครบ 60 ปี  อายุ 60 ปี  ได้บำนาญเดือนละ 1,200 บาท  3.เจ็บป่วย  นอนโรงพยาบาลได้คืนละ 100 บาท  ปีหนึ่งไม่เกิน 10 คืน (ปีแรก)  และเพิ่มขึ้นตามอายุการเป็นสมาชิก  25 % ต่อปี   แต่ไม่เกิน  300 บาทต่อคืน    4.เสียชีวิต  เป็นสมาชิกครบ 1 ปี  ได้ค่าทำศพ  5,000 บาท,  ครบ 2 ปี  ได้ค่าทำศพ 7,500 บาท,   ครบ 4 ปี  ได้ค่าทำศพ 12,500 บาท,  ครบ  8  ปี  ได้ค่าทำศพ  22,500 บาท   และครบ 15  ปี  ได้ค่าทำศพ 30,000 บาท  5.ทุนการศึกษาและอาชีพ   ให้ยืมโดยไม่มีดอกเบี้ย  6.คนด้อยโอกาส  กองทุนฯ จ่ายให้นำไปสมทบ           7.สวัสดิการคนทำงานและสาธารณประโยชน์   จ่ายให้ตามความเหมาะสม   8.สวัสดิการเงินสมทบ  กรณีเสียชีวิต  กองทุนจ่ายเงินสมทบคืนให้  50 % ของยอดเงินสมทบของสมาชิก  โดยกองทุนฯ จะจ่ายคืนเป็นรายเดือนๆ ละเท่าๆ กันตามที่สมาชิกสมทบ  9.สวัสดิการดอกเบี้ยเงินฝากจากมูลค่าต้นไม้ โดยมีดอกเบี้ยร้อยละ 5-7 บาท/ปี ตามอายุการฝาก ฯลฯ 

           และที่ผ่านมากองทุนฯ ได้จัดสวัสดิการช่วยเหลือสมาชิกไปแล้วกว่า  4 ล้านบาทเศษ ผู้ได้รับประโยชน์โดยตรง 2,388  ราย

  • ส่งเสริมคุณภาพชีวิตและให้ความสำคัญกับคนพิการ

ชมรมคนพิการในเทศบาลฯตั้งขึ้นในปี 2553  มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ   มีสมาชิกที่ขึ้นทะเบียนคนพิการจำนวน 69 คน  ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกสาขากองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลพนม   โดยสมาชิกชมรมฯ ต้องสมทบเงินวันละ 1 บาทหรือปีละ 365 บาท  เมื่อถึงเดือนกันยายน   ชมรมฯ ก็จะนำเงินจากสมาชิกคนละ 365 บาทสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลพนม  เพื่อลงบัญชีเป็นหลักฐาน   หลังจากนั้นในเดือนตุลาคมกองทุนสวัสดิการฯ ก็จะคืนเงินสมทบทั้งหมดให้ชมรม 

ปัจจุบัน ชมรมคนพิการมีเงินกองทุนทั้งหมดประมาณ 50,000 บาท    และได้นำเงินกองทุนจำนวน 40,000 บาทมาลงทุนปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่  6 ไร่  ปลูกปาล์มได้ประมาณ 120 ต้น  โดยใช้ปุ๋ยหมักที่ทำเองเพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิต   และให้สมาชิกชมรมช่วยกันดูแล   ทำให้ทุกคนมีงานทำ  ไม่เครียด  อีก 3 ปีก็สามารถตัดขายได้  เมื่อมีรายได้เราก็จะนำเงินมาใช้ดูแลสมาชิก  ไม่ต้องรอเงินช่วยเหลือจากภายนอกเพียงอย่างเดียว”  ประธานชมรมคนพิการกล่าว

  • เกิดการส่งเสริมการทำความดี เพื่อสมทบเป็นสวัสดิการ

   นอกจากสมาชิกของกองทุนสวัสดิการฯ จะสมทบเงินวันละ 1 บาท   หรือปีละ 365 บาทแล้ว  สมาชิกกองทุนยังสามารถทำความดีแทนการสมทบเงินวันละ 1 บาทได้ด้วย  เช่น  การปลูกต้นไม้เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม  การดูแลรักษาไหล่ทางหลวงเทศบาลให้สะอาดและสวยงาม     การคัดแยกขยะในครัวเรือน  เพื่อลดภาระของเทศบาล   และการทำความดี  ไม่ติดอบายมุข  เพื่อลดปัญหาด้านสังคม  ฯลฯ   โดยคณะกรรมการกองทุนฯ ในแต่ละสาขาจะพิจารณากันเอง อย่างไรก็ตาม  ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ดังกล่าวนี้  จะได้รับสิทธิ์ปีต่อปี  (ไม่สะสมสิทธิ์เป็นขั้นบันได เช่น หากเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตก็จะได้รับสิทธิ์เท่ากับผู้ที่เป็นสมาชิกครบ ปี)  โดยกองทุนฯ เริ่มโครงการดังกล่าวตั้งแต่ปี 2553  ปัจจุบันมีสมาชิกที่ทำความดีจำนวน  210  ราย

  • เกิดการเชื่อมโยงทุนชุมชน และยกระดับเป็นธนาคารสวัสดิการชุมชน

               กองทุนสวัสดิการชุมชนส่งผลให้เกิดการเชื่อมโยงทุนของกลุ่มอาชีพ/องค์กรการเงิน และทุนอื่นๆที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ หรือชุมชนก่อตั้งเองเป็นกองทุนชุมชนเพื่อทำแผนพัฒนายกระดับสู่ธนาคารชุมชนได้ โดยมีทุนชุมชนรวมประมาณ 42.79 ล้านบาท  

              ส่งผลให้มีการมีการยกระดับกองทุนสวัสดิการชุมชนสู่การจัดตั้งสถาบันการเงินชุมชน   ด้วยการสนับเงินทุนประเดิมเพื่อการจัดตั้ง ธนาคารสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลพนม ในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน   โดยผู้ถือหุ้น จากกองทุนสวัสดิการชุมชนแต่ละสาขาย่อย จากเงินสดคงเหลือ 30% ของเงินปัจจุบัน  และจะเปิดให้กลุ่มการเงินชุมชนบุคคลทั่วไปถือหุ้นเพิ่มเติมต่อไปเมื่อเกิดความเชื่อมั่น  โดยมีภารกิจในการส่งเสริมการออมทั้งในรูปแบบของเงิน และต้นไม้ที่ตีมูลค่าเป็นเงิน โดยธนาคารสวัสดิการชุมชน ฯจดทะเบียนและเปิดดำเนินการเมื่อ  3 กุมภาพันธ์ 2557 ด้วยเงินออมเบื้องต้น  310,000  บาท 

  • สวัสดิการสู่การจัดการสิ่งแวดล้อม

หลักประกันในการใช้บริการสินเชื่อของชุมชน  และเปิดพื้นที่สีเขียวในชุมชนให้มากขึ้นเป็นการป้องกันภัยพิบัติธรรมชาติไปด้วย ปัจจุบันมีการฝากออมต้นไม้กับธนาคารสวัสดิการชุมชนแล้วกว่า 7,000 ต้น เป็นมูลค่ากว่าสี่ล้านบาท

  • สวัสดิการสู่การแก้ไขปัญหาหนี้สินระดับครัวเรือน จากการส่งเสริมให้สมาชิกปลูกดูแล

รักษาต้นไม้จากคนละ 1 ต้นเป็นคนละ 1 ไร่เมื่ออายุครบอย่างน้อย 1 ปี ตีมูลค่าต้นไม้เป็นตัวเงินฝากกองทุนฯมีดอกเบี้ยอย่างน้อย 5%/ปี และมีสวัสดิการด้านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำของธนาคารสวัสดิการฯ ไว้บริการรองรับแก่สมาชิกในวงเงิน 5 เท่าของมูลค่าต้นไม้ เพื่อเป็นทุนค่าดูแลรักษาต้นไม้และใช้จ่ายในครัวเรือน จากการดำเนินงานประเมินราคาต้นไม้ที่นำฝากกองทุนฯแล้ว ทำให้สมาชิกมีมูลค่าทรัพย์สินรายได้มากกว่าปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ทำให้ปัญหาหนี้สินระดับครัวเรือนได้รับแก้ไขโดยฝีมือชาวบ้านเอง

  • ผลักดันแผนพัฒนาของกองทุนเข้าเป็นเทศบัญญัติของเทศบาลตำบลพนม

เงินสมทบในด้านการพัฒนาและสมทบกองทุนเป็นเงิน 447,431 บาท

 

ทิศทางการพัฒนาคือการสร้างความยั่งยืนของด้วยทุนภายใน

คือขยายสมาชิกครบ 100 %  ในปี 2558  พร้อมหนุนสวัสดิการจาก 4 ขา

วัชรินทร์ รัตนพันธ์  ประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนwf2-280457และประธานคณะกรรมการบริหารธนาคารสวัสดิการชุมชน ฯ กล่าวว่า ปัจจุบันกองทุนฯมีสมาชิกมีทั้งหมด 4,915  คน  หากเทียบกับจำนวนประชากรทั้งหมดในเขตเทศบาลจำนวน  5,001  คน  เท่ากับว่ากองทุนฯ มีสมาชิกประมาณ 98  % ของประชากรทั้งหมด   ซึ่งภายในปี  2558 นี้ ได้ตั้งเป้าหมายให้มีสมาชิกกองทุนฯ ครบ 100 %  และมีแผนพัฒนากองทุนฯ ให้เข้มแข็ง  โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ จะไปศึกษาดูงานและจัดอบรมเพิ่มความรู้   ส่วนสมาชิกสาขาก็จะมีการให้ความรู้เช่นกัน   รวมทั้งจะขยายการให้สวัสดิการเพิ่มมากขึ้น  เช่น  สวัสดิการด้านศาสนา  วัฒนธรรม  ประเพณี   หรือแล้วแต่ความต้องการของสมาชิกที่เสนอเข้ามา โดยจะดูจากฐานะการเงินของกองทุนฯ  และมติของที่ประชุมใหญ่”  ประธานกรรมการบริหารฯ กล่าวถึงแผนงานในอนาคต

           เจริญศักดิ์  ทองญวน   ที่ปรึกษากองทุนฯและผู้จัดการธนาคารสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลเทพพนม กล่าวว่า  จากการเปรียบเทียบกันระหว่างการอุดหนุนเงินทุนแบบให้เปล่าของเทศบาลตำบลพนมที่ให้กลุ่มอาชีพต่างๆ เพื่อเป็นทุนในการดำเนินการในช่วงปี 2549-2552   กลุ่มละ 50,000  - 250,000 บาท    รวมเป็นเงินทั้งหมด  2,167,400 บาท  ปรากฏว่าเงินอุดหนุนที่ให้ไปส่วนใหญ่ไม่งอกเงย  บางกลุ่มเงินสูญหายไม่สามารถติดตามทวงคืนได้ “เมื่อเทียบกับการอุดหนุนหรือสมทบเงินเข้ากองทุนสวัสดิการแล้ว  ปรากฏผลแตกต่างกันอย่างชัดเจน  เพราะทุกวันนี้กองทุนสวัสดิการชุมชนฯ  มีแต่โตขึ้น   

ในด้านการการเพิ่มความยั่งยืนทางการเงินให้กับกองทุนนั้น     จะเพิ่มฐานจาก 3 ขา  คือ  ชาวบ้าน  หน่วยงานในท้องถิ่น  และรัฐบาล  เป็น 4   โดยขาที่ 4   ให้มาจากกลุ่มการเงินของหมู่บ้านและชุมชนเอง  เช่น  กลุ่มออมทรัพย์  กลุ่มสัจจะ  กลุ่มสตรี  กลุ่มอาชีพ  กองทุนหมู่บ้าน  ร้านค้าชุมชน  ฯลฯ  โดยกลุ่มต่างๆ เหล่านี้จะต้องนำรายได้มาสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชน  ซึ่งในเทศบาลตำบลพนมขณะนี้มีตัวอย่างที่หมู่บ้านบางยวน  หมู่ที่ 5 ที่นำผลกำไรจากกลุ่มต่างๆ มาสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการ

 ที่ปรึกษากองทุน ระบุว่า จำเป็นต้องให้กลุ่มต่างๆ  ในชุมชนใช้เงินกำไรประจำปีมาช่วยกองทุนสวัสดิการ หรือเป็นผู้ถือหุ้นธนาคารสวัสดิการชุมชนระดับท้องถิ่นซึ่งเป็นขาที่ 4  เพราะหากต่อไปรัฐบาล  หรือหน่วยงานต่างๆ ไม่สมทบเงินเข้ากองทุนฯ  เราก็ยังมีอีก 1 ขาที่จะช่วยหนุนเสริมให้กองทุนสวัสดิการมีความมั่นคงและยั่งยืน  สามารถพึ่งพาตัวเองและช่วยเหลือดูแลกันได้ยาวนาน                

นี่คือตัวอย่างการดำเนินการของกองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลพนมที่ใช้ระบบสาขาขยายสมาชิกออกไปได้มากมายเกือบ 100% ของประชากรในเทศบาล   แต่สิ่งที่ท้าทายยิ่งไปกว่านั้นก็คือ  ทำอย่างไรจึงจะให้กลุ่มองค์กรต่างๆ ในชุมชนช่วยกันสนับสนุนกองทุนสวัสดิการเสมือนเป็นขาที่ 4  เพื่อให้กองทุนฯ เกิดความเข้มแข็งและมั่นคงด้วยทุนภายในตลอดไป..!!

ติดต่อประสานงาน นาย เจริญศักดิ์ ทองญวน   เลขที่ 137/1 หมู่ 1 ตำบลพนม อำเภอพนม จ.สุราษฎร์ธานี โทร. 084-8491866,077-399051

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter