playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

19 1-1

          ชาวนาอำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ ต่างนำเครื่องมือใช้สำหรับทำนา อาทิ หัวรถไถ หัวรถอีแต๊ก เคืองยนต์คูโบต้า เข้าไปจำนำไว้กับ โรงรับจำนำศรีชัยยนต์ ที่ตั้งอยู่กลางตลาดเทศบาลลาดยาว  แม้เดือนพฤษภาคมของทุกปีจะเป็นช่วงต้องเตรียมตัวทำนา แต่ปีนี้กลับยังไม่มีการไถ่ถอนเครื่องมือใช้สำหรับ                    การทำนาเลย”

          จากปัญหาดังกล่าว จึงเป็นที่มาของการตั้ง “โรงเรียนชาวนา จ.นครสวรรค์” เพื่อเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน หาทางออกให้กับเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมของชุมชน เพื่อให้เมล็ดพันธุ์ของบรรพบุรุษคงอยู่อย่างยั่งยืน พร้อมเดินหน้าร่วมกับชาวนามืออาชีพ จัด “โครงการเพื่อนชวนเพื่อนทำนาอินทรีย์ให้ ชาวนาสามารถพึ่งพาตนเองไม่ต้องรอโครงการภาครัฐบาล

         

     นายธงชัย ประสิทธิเมตต์ เจ้าของกิจการโรงรับจำนำศรีชัยยนต์ กล่าวว่า เครื่องยนต์หัวรถไถนั้นรับจำนำอยู่ที่ราคา 10,000 – 15,000 บาท หากรวมกับตัวถังของรถไถด้วย จะให้ราคารวมกัน 20,000 บาท อัตราดอกเบี้ยที่ 1.25 %   ตรวจสอบบัญชีพบว่าตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ชาวนาจะนำเงินมาจ่ายดอกเบี้ยแต่ ยังไม่ไถ่ถอนเครื่องมือที่ใช้ทำนา  โดยทุกปียอดการนำเครื่องมือการเกษตรเข้าโรงรับจำนำ จะน้อยกว่าปีนี้มาก ซึ่งชาวนาจะนำเครื่องมือทำนาเข้ามาจำนำตั้งแต่เดือนตุลาคม  เมื่อถึงเดือนพฤษภาคมก็จะทยอยกันไถ่ถอนเพื่อนำไปเริ่มต้นทำนารับฤดูฝน  แต่ปีนี้ยอดไถ่ถอนกลับน้อยกว่าหลายปีที่ผ่านมามาก สาเหตุน่าจะมาจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่จ่ายล่าช้า ชาวนาลาดยาวหลายรายต้องรอเงินนานกว่า 6 เดือน จึงไม่มีเงินเพียงพอมาไถ่เครื่องมือยังชีพ

     นายสมัย ดินแดง อายุ 59 ปี ชาวนา ม.7 บ้านหนองเดิ่น ต.หนองนมวัว อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ ก็ประสบกับปัญหา จากโครงการรับจำนำข้าวเช่นเดียวกัน โดยนำใบประทวนมาโชว์ พร้อมระบุว่าตนเองขายข้าวเข้าโครงการรับจำนำตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม 2557 ผ่านมาถึงเดือนพฤษภาคม 2557 ซึ่งเป็นระยะเวลาเกือบ 8 เดือน แล้วยังไม่ถึงคิวรับเงินของตน ที่ผ่านมาต้องกู้เงินนอกระบบ เพื่อมาใช้จ่ายในครัวเรือน  ส่วนการทำนารอบใหม่ยังไม่สามารถเริ่มทำได้ เพราะเงินไม่เพียงพอ หากมีเงินเข้ามา จากการกู้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.) ก็จะทำนาขายข้าวเข้าโรงสีเหมือนเดิมแม้รู้ดีว่าราคารับซื้อจะต่ำ อาจได้ไม่คุ้มเสีย แต่ก็ไม่รู้จะทำเช่นไร เพราะตั้งแต่เกิดมาก็ทำนามาโดยตลอด ประกอบกับอายุที่ย่างเข้า 60 ปี จึงไม่มีแรงไปรับจ้าง หรือทำอย่างอื่น 

     จากนโยบายประชานิยมของรัฐบาล ล่าสุดก่อนให้เกิดผลกระทบกับชาวนา และเศรษฐกิจของประเทศ เครือข่ายโรงเรียนชาวนาจังหวัดนครสวรรค์ ร่วมกับภาคประชาชนเล็งเห็นความสำคัญของปัญหานี้ โดยรวบรวมแนวคิด ว่าปัญหาเกิดจากสิ่งใด พร้อมร่วมกันหาทางออกให้กับอาชีพปลูกข้าวให้คนกิน ซึ่งเชื่อว่าปัญหามาจากข้าวขาดคุณภาพ เพราะปัจจุบันชาวนาเร่งปลูกข้าวอายุการเก็บเกี่ยวสั้น เพื่อเข้าโครงการของรัฐ  จึงไม่มีการพัฒนาและอนุรักษ์เมล็ดพันธุ์ดั่งเดิมไว้ หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ข้าวของบรรพบุรุษ จะไม่มีเหลือในอนาคต

   

          ที่บ้านเลขที่ 76 ม.10 ต.น้ำทรง อ.พยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ถูกจัดให้เป็นสถานที่รวมตัวกันของ ชาวนาที่อยู่ในเครือข่ายโรงเรียนชาวนา จังหวัดนครสวรรค์ โดยกำหนดให้ส่งตัวแทนของโรงเรียนชาวนา จาก 15 อำเภอ ในจังหวัดนครสวรรค์ มาร่วมพูดคุยหาทางออกให้กับเมล็ดพันธุ์พื้นถิ่น และกำหนดเวทีชาวบ้านลักษณะนี้ วนไปทุกอำเภอในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งในการอนุรักษ์เมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน

     นายนพดล   มั่นศักดิ์ ผู้จัดการสมัชชา เครือข่ายโรงเรียนชาวนา จังหวัดนครสวรรค์  เผยว่า ปัจจุบันพบว่าเมล็ดพันธุ์ส่วนใหญ่ถูกบริษัทเอกชนนำไปพัฒนาแล้วขายกลับมาให้เกษตรกร โดยเมล็ดพันธุ์ดังกล่าวไม่สามารถขยายพันธุ์ต่อได้ หรือขยายพันธุ์ได้แต่ไม่ดีเท่าที่ควร  ในเวทีพูดคุยของชาวบ้านนี้ ยังจัดให้มีการแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านของแต่ละชุมชนที่นำติดตัวมาด้วย  อาทิ ถั่ว ข้าวโพด พริก ฟักข้าว มะเขือ ข้าวเปลือก และพืชสมุนไพรพื้นบ้าน เพื่อให้เกิดความหลากหลายและเป็นการเพิ่มจำนวนของเมล็ดพันธุ์               ดั้งเดิม   

    หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศไทยกำลังจะเดินหน้าเข้าเป็นภาคีในอนุสัญญายูปอพ 1991 (The International Union for the Protection of New Varieties of Plants : UPOV1991) ซึ่งเครือข่ายโรงเรียนชาวนา จ.นครสวรรค์ มองว่า จะทำให้เกิดข้อจำกัด  ข้อยกเว้นกับเกษตรกรโดยตรง ในการเก็บรักษาและแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์  ซึ่งเกษตรกรอาจจะไม่สามารถจะใช้วิธีการเพาะปลูกตามวัฒนธรรมดั้งเดิมที่มีมาตั้งแต่บรรพบุรุษได้ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตกลงสัญญายูปอพ 1991 วันนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่เกษตรกร กลุ่มเล็กๆจะเดินหน้าปกป้องเมล็ดพันธุ์ดังเดิมของแต่ละชุมชนโดยใช้วิธีกระจายเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านไปปลูกตามพื้นที่ต่างๆ ตามที่คนในเครือข่ายโรงเรียนชาวนาอาศัยอยู่ พร้อมแบ่งปันเมล็ดพันธุ์ให้กับผู้สนใจนำไปเพาะปลูก ให้เกิดความมั่นคงและหลากหลายในเมล็ดพันธุ์เพิ่มมากขึ้นนาย นพดล กล่าว

 

19 1-2     นายบุญโพธิ์ พลหนองคูณ และนางสาวพัชรินทร์ เกษสุวรรณ สองสามีภรรยาแห่งตำบลน้ำทรง อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์  ตระหนักถึงความสำคัญของเมล็ดพันธุ์  หลังพบว่าเมล็ดพันธุ์พืช ที่ซื้อมาจากการบรรจุถุง และกระป๋องของบริษัทเอกชน เมื่อนำไปปลูกต้องใส่ปุ๋ย-ยาฆ่าแมลง จึงจะโต จึงเสียค่าใช้จ่ายในการทำการเกษตรจำนวนมาก ถึงจะได้จำนวนผลผลิตตามที่ฉลากข้างผลิตภัณฑ์ ระบุไว้ 

          โดยทั้งคู่ได้ทดลองนำพันธุ์ ข้าว พันธุ์ข้าวโพด  สายดังเดิม มาปลูกโดยไม่ใช้สารเคมีกลับได้ผลดีพอๆกับเมล็ดพันธุ์ที่ซื้อมาจากร้านค้าเอกชน  จึงเปลี่ยนวิธีคิดยึดแนวการปลูกไร้สารเคมี ตระเวน อบรม ศึกษาเรียนรู้ทุกกระบวนการผลิต เกษตรปลอดสาร นำกลับมาใช้อย่างจริงจัง แต่ก็ประสบปัญหา เมื่อแปลงนาข้างเคียง ต่างใช้สารเคมีปราบศรัทตรูพืช  ไล่หนอนและแมลงให้เข้ามายังแปลงนาของตน นาข้าวไรซ์เบอร์รี่ ที่ปลูกไว้จำนวน 8 ไร่ ถูกรุกรานอย่างหนักจากสัตว์ฟันแทะ ช่วงหนึ่งต้องระดมนักล่าหนูในหมู่บ้านมาช่วยกันปราบ  

แม้ผลผลิตที่ได้จะเหลือไม่มากเท่าที่หวังไว้แต่ก็ไม่ทำให้ขาดทุนเนื่องจากต้นทุนการผลิตไม่สูง หลายสิ่งทำขึ้นเอง อย่างปุ๋ย เฮอโมน ที่เน้นทำจากจุลินทรีย์ พืชผักเศษอาหารเหลือใช้ นำมาหมัก ให้เกิดประโยชน์ ในส่วนของกองทัพหนู จำต้องใช้วิธีวางลวดช็อตไฟฟ้ารอบนาข้าว และแปลงปลูกผักสวนครัว

     จากความมุ่งมั่นเพื่อเปลี่ยนแปลงวิธีการทำเกษตรย้อนอดีตการทำนา ใช้นวัตกรรมประกอบองค์ความรู้ปัจจุบัน  พัฒนาการทำนาปลูกพืชผักสวนครัว อย่างจริงจัง กระทั่งองค์กรภาคประชาชน อย่างโรงเรียนชาวนาจังหวัดนครสวรรค์ เล็งเห็น จึงอาสาเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาให้ชาวนายืนได้ด้วยตนเอง

19 1-5     จากวิกฤติดังกล่าวชาวนาจึงได้ร่วมเปิดโครงการเพื่อนชวนเพื่อนทำนาอินทรีย์ขึ้น ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2557 ได้มีการชักชวนผู้ที่สนใจเรียนรู้กระบวนการผลิตข้าวแบบประณีต ใส่ใจทุกเมล็ด จากในหมู่บ้านน้ำทรงและบอกต่อไปยังเครือข่าย จังหวัดใกล้เคียง เริ่มต้นมีผู้สนใจร่วมเรียนรู้มากถึง 40 คน โดยใช้บ้านไม้กลางป่าไผ่  ล้อมรอบด้วยแปลงนาปลอดสารพิษ-สารเคมี  ที่บุญโพธิ์และ พัชรินทร์ เช่าอยู่เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ แต่ผ่านมาไม่ถึงครึ่งวันกลับเหลือผู้สนใจเข้าร่วมอบรมเพียง 10 คน

     ไม่ได้รู้สึกเสียใจที่หลายคนไม่เล็งเห็นความสำคัญของการอบรมเรียนรู้การปลูกข้าวในครั้งนี้ แม้จะเหลือผู้ร่วมเปลี่ยนแปลงวิธีการทำนา จำนวนน้อย ก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องดีที่จะได้ผู้นำกลับไปใช้จริงถึง 10 คน ดีกว่าเข้าอบรมจำนวนมากแต่ไม้ได้นำกลับไปใช้จริงเลยนางสาวพัชรินทร์ กล่าว

     นายปรีดา เกสบัว อายุ 65 ปี ชาวนา ม.5 ต.โค้งไผ่ อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร หนึ่งในผู้ร่วมเรียนรู้การปลูกข้าว ในโครงการเพื่อนชวนเพื่อนทำนาอินทรีย์ ด้วยการถูกชักชวนจากเพื่อนชาวนาในจังหวัดนครสวรรค์ โดยระบุว่า ตนเองเป็นคนที่ชอบอบรม เรียนรู้ การทำเกษตร แบบปลอดสารเคมี และชอบคิดค้นหาแนวคิดใหม่ๆ ในการปลูกพืช หากมีการเปิดอบรมใกล้บ้านจะเดินทางไปร่วมทุกครั้ง  จากนั้นจะรีบกลับไปทำตามที่ได้เรียนรู้ พร้อมบอกต่อไปยังเพื่อเกษตรกรด้วยกัน กระทั่งปัจจุบัน ที่บ้านของตนเป็นแหล่งเรียนรู้ การทำเกษตรแบบพอเพียง เกษตรทฤษฏีใหม่ ปัจจุบันมีชาวบ้าน นักเรียน นักศึกษาเข้าเรียนรู้ไม่ขาดสาย

19 1-4     สำหรับโครงการเพื่อนชวนเพื่อนทำนาอินทรีย์  นายนพดล มั่นศักดิ์ ผู้จัดการสมัชชาเครือข่ายโรงเรียนชาวนา จังหวัดนครสวรรค์ นายประกอบ อินชูพงษ์ กลุ่มพิทักษ์สิ่งแวดล้อมพยุหะและ ดร.สุมิท แช่มประสิทธ์  เลขาธิการเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ทุกขั้นตอนวิธีปลูกข้าว โดยมีชาวนาในพื้นที่ตำบลน้ำทรง อำเภอพยุหะคีรี  ชาวนาจากอำเภอบรรพต จังหวัดนครสวรรค์  จากตำบลหาดทะนง จังหวัดอุทัยธานี และชาวนาจากตำบลโค้งไผ จังหวัดกำแพงเพชร มานั่งรับฟังความรู้พร้อมร่วมกิจกรรม

     โดยกลุ่มผู้ถ่ายทอดการปลูกข้าว ได้จัดเวทีเล็กๆพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ พร้อมชี้ให้เห็นถึงความสามารถของเมล็ดข้าว ด้วยองค์ประกอบต่างๆภายในหนึ่งเมล็ด โดยนำข้าวหลายสายพันธุ์มาให้ดูประกอบ  ตั้งแต่ เปลือก จมูก ขนาด  ความเหมาะสมของพื้นที่ปลูก  และความสามารถในการงอกเป็นต้นข้าวของข้าวพันธุ์ข้าวชนิดต่างๆ

     จากนั้นแนะวิธีการคัดเมล็ดพันธุ์ข้าว ในครั้งนี้ใช้พันธุ์ช่อราตรี นาปรัง โดยใช้เครื่องกะเทาะเปลือกออก ให้เป็นข้าวกล้อง ก่อนจะแบ่งกันคัดเมล็ดข้าวเพื่อนำไปเป็นพันธุ์ในการปลูกต่อไป การอบรมในครั้งนี้ทุกขั้นตอนการปลูกข้าวจะให้ทุกคนที่เข้ารับการเรียนรู้มีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนตลอดระยะเวลากว่า 4 เดือนต่อจากนี้  เริ่มตั้งแต่การคัดเมล็ดพันธุ์ข้าว  จากนั้นจะร่วมกันเตรียมแปลงปลูก เพาะเม็ดพันธุ์ ให้เป็นต้นกล้า และร่วมกันปักดำ ดูแลกระทั่งเก็บเกี่ยวผลผลิต   ทุกกระบวนการจะไม่มีการใช้สารเคมี  

     การมารวมตัวเรียนรู้ของชาวนาครั้งนี้อยู่ภายใต้ ขับเคลื่อนพันธุกรรมพื้นบ้านสู่เมนูอาหารท้องถิ่น  ซึ่งโครงการนี้จัดขึ้นโดยเครือข่ายโรงเรียนชาวนาจังหวัดนครสวรรค์  ชาวนากลุ่มนี้จะเดินหน้าพูดคุยแลกเปลี่ยนวิถีการทำนาภายใต้โครงการดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อให้ ชาวนาสามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยไม่ต้องรอนโยบายและโครงการของรัฐบาล 

 

รายงานโดย นายอนนท์ธวัส บุตรอินทร์

ผู้สื่อข่าวชุมชน จ.นครสวรรค์

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter