playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

T 01กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลน้ำผุด อ.เมือง จ.ตรัง เป็นอีกหนึ่งกองทุนที่เป็นผลพวงมาจากการสนับสนุนให้ประชาชนรวมตัวกันจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลขึ้นมา โดยมีหลักการที่สำคัญก็คือ  ชาวบ้านสมทบเงินเข้ากองทุน 1 ส่วน รัฐบาลสมทบ 1 ส่วน รวมถึงการสมทบจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วนำเงินกองทุนฯ มาจัดสวัสดิการช่วยเหลือสมาชิก ซึ่งที่ตำบลน้ำผุดชาวบ้านได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนขึ้นมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2550 เปิดรับสมาชิกตั้งแต่แรกเกิด- 59 ปี (บุคคลทั่วไป) และสมาชิกที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป (ผู้สูงอายุ) มีสมาชิกเริ่มแรกจากชมรมผู้สูงอายุจำนวน 405 คน มีคณะกรรมการบริหารจำนวน 7 คน กำหนดให้สมาชิกสมทบเป็นรายเดือนๆ ละ 30 บาท  และเดือนธันวาคมสมทบ 35 บาท รวมเป็นเงินปีละ 365 บาท เมื่อสมาชิกสมทบเงินครบ 6 เดือนแล้วจึงจะมีสิทธิ์ได้รับสวัสดิการ โดยสวัสดิการที่ให้กับสมาชิกที่น้ำผุดก็ไม่ต่างจากกองทุนทั่วไป 

T Suwanผู้ใหญ่สุวรรณ์ เกตแก้ว ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลน้ำผุด กล่าวว่า การดำเนินงานของกองทุนสวัสดิการฯ เปิดโอกาสให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วม นับตั้งแต่การร่างระเบียบการของกองทุนฯ มีการจัดเวทีสัญจรไปทุกหมู่บ้านเพื่อชี้แจงวัตถุประสงค์ แนวทางการดำเนินงาน ตอบข้อสงสัย และให้ชาวบ้านแต่ละหมู่คัดเลือกตัวแทนที่ตนวางใจมาเป็นคณะกรรมการระดับหมู่บ้าน หมู่ละ 1 คน เมื่อถึงสิ้นปีก็จะมีการประชุมใหญ่สมาชิกทั้งหมด สมาชิกคนใดมีปัญหาอยากจะซักถาม อยากจะแสดงความคิดเห็น หรือเสนอให้ปรับปรุงระเบียบข้อบังคับก็สามารถทำได้โดยใช้มติของที่ประชุมใหญ่

ด้านการขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่จะมีกรรมการกองทุนฯ ในแต่ละหมู่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่จะคัดเลือกมาจากผู้นำชุมชนที่ชาวบ้านให้ความเชื่อถือ เช่น ผู้ใหญ่บ้าน, อสม.หมู่บ้านละ 1 คน รวม 12 คน (12 หมู่) ช่วยกันทำงานกองทุนฯ ในหมู่บ้าน เช่น ประชาสัมพันธ์ชี้แจงเรื่องกองทุนฯ ช่วยเก็บเงินสมทบรายเดือนจากสมาชิก หรือหากมีสมาชิกเบิกสวัสดิการ กรรมการในแต่ละหมู่บ้านก็จะนำเงินสำรองจ่ายไปก่อน เมื่อถึงวันที่ 15 ของแต่ละเดือน กรรมการแต่ละหมู่บ้านและคณะกรรมการบริหารจะมาตรวจสอบและลงบัญชียังที่ทำการของกองทุนฯ ซึ่งตั้งอยู่ในหมู่ที่ 8 หากมีวาระสำคัญคณะกรรมการก็จะประชุมร่วมกันตามความจำเป็น

T Jirapornจิราภรณ์ แก้วคง นักพัฒนาชุมชนตำบลน้ำผุด ในฐานะที่ปรึกษากองทุนฯ กล่าวถึงการขยายสมาชิกว่า “เราใช้วิธีการเหมือนกับการขายประกันชีวิต คือต้องฝึกอบรมคนทำงานให้มีความรู้  มีความเข้าใจเรื่องกองทุนสวัสดิการเป็นอย่างดี สามารถเป็นวิทยากรได้ทุกคน เพื่อชี้แจงผลประโยชน์และสวัสดิการที่สมาชิกจะได้รับ และเชิญชวนให้สมัครเข้าเป็นสมาชิก เหมือนกับการขายประกันที่คนขายต้องปิดการขายให้ได้ จึงทำให้สมาชิกกองทุนฯ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“การจัดสวัสดิการค่าจัดการศพเป็นแรงจูงใจทำให้มีคนมาสมัครเป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการเพิ่มมากขึ้น  เพราะระเบียบของกองทุนฯ จ่ายสวัสดิการเสียชีวิตไม่สูงมากนัก คือสูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท แต่หากเป็นสมาชิกค่าจัดการศพก็จะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มมากขึ้นตามจำนวนสมาชิกที่ต้องจ่ายคนละ 50 บาท โดยกองทุนสวัสดิการฯ ไม่ต้องรับภาระในส่วนนี้” ที่ปรึกษากองทุนฯ กล่าว

“เมื่อก่อนคอมพิวเตอร์ยังเปิดไม่เป็นเลย แต่เดี๋ยวนี้ใช้งานเป็นแล้ว เวลาจะส่งข้อมูลก็จะใช้อีเมล์  หากทางหน่วยงานต่างๆ ต้องการขอข้อมูลจากกองทุนสวัสดิการฯ หรือข้อมูลอื่นๆ ในตำบล เราก็จะส่งให้ทางอีเมล์ ตอนนี้ใช้ไลน์ส่งข้อมูลก็ได้” โสรญา ช่วยชะนะ เหรัญญิกกองทุนสวัสดิการฯ วัย 42 ปี บอกเล่าด้วยความภูมิใจ

T Sorayaโสรญาก็เหมือนกับแกนนำชุมชนตำบลน้ำผุดคนอื่นๆ ที่มีจิตใจอาสา เสียสละเวลาทำงานเพื่อส่วนรวม  แต่ทุกคนก็เป็นผู้นำแบบธรรมชาติ และส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รับการฝึกฝนหรือฝึกอบรมให้มีความรู้หรือทักษะในการเป็นผู้นำแต่อย่างใด รวมทั้งการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัยอย่างคอมพิวเตอร์ และซอฟแวร์ต่างๆ ก็ไม่เคยรู้จัก เปิดคอมพิวเตอร์ไม่เป็นเหมือนดังที่โสรญาบอก แต่เมื่อมีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลน้ำผุดขึ้นมาแล้ว คณะกรรมการกองทุนสวัสดิการฯ จึงได้รับการฝึกอบรมความรู้ด้านต่างๆ โดยมีนักพัฒนาชุมชน อบต.น้ำผุดเป็นพี่เลี้ยง  

จิราภรณ์  ที่ปรึกษากองทุนสวัสดิการฯ  กล่าวว่า  ที่ผ่านมาคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการฯ ได้รับการฝึกอบรมความรู้ต่างๆ เป็นประจำทุกปี  โดยกองทุนฯ ได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 10 % เป็นงบในการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของคณะกรรมการและสมาชิก เช่น การสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องกองทุนสวัสดิการ การจัดสวัสดิการสังคม การใช้คอมพิวเตอร์ การใช้โปรแกรมบันทึกข้อมูลสมาชิก การจัดทำบัญชี   การฝึกเป็นวิทยากร การศึกษาดูงาน ฯลฯ และหากเครือข่ายสวัสดิการชุมชนจังหวัดตรังหรือหน่วยงานต่างๆ จัดฝึกอบรม สัมมนาเรื่องสวัสดิการชุมชน หรือให้ความรู้ต่างๆ คณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลน้ำผุดก็จะเข้าไปร่วมด้วย เพื่อเป็นการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพแกนนำ

“หัวใจของการพัฒนา เราต้องพัฒนาคนก่อนเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะกรรมการและผู้นำต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีความรู้มีความสามารถ และใช้กองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาเรื่องอื่นๆ ได้ต่อไป” ที่ปรึกษากองทุนฯ กล่าว

นอกจากกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลน้ำผุดจะให้การช่วยเหลือสมาชิกตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ ตายแล้ว   ในปี 2554 กองทุนสวัสดิการฯ ได้เพิ่มสวัสดิการช่วยเหลือสมาชิกที่ประสบภัยต่างๆ ทั้งภัยจากธรรมชาติและอุบัติภัย เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม พายุ ดินโคลนถล่ม ฯลฯ โดยจะช่วยเหลือเป็นสิ่งของจำเป็นตามความเหมาะสมไม่เกินรายละ 2,000 บาท หรือหากครอบครัวใดที่มีฐานะยากจน บ้านเรือนทรุดโทรม กองทุนฯ ก็จะช่วยเหลือซ่อมแซมบ้านเรือนให้ นอกจากนี้กองทุนยังส่งเสริมอาชีพของชาวบ้านด้วย 

บุญรัตน์  แป้นแก้ว หัวหน้ากลุ่มพวงหรีด-ดอกไม้จันทน์ เล่าว่า กลุ่มของเธอมีสมาชิก 30 คน เริ่มรวมกลุ่มในเดือนพฤศจิกายน 2556 ที่ผ่านมา โดยกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลน้ำผุดได้สนับสนุนงบประมาณจำนวน 20,000 บาท เพื่อเป็นทุนในการซื้อวัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ และมีวิทยากรจากศูนย์พัฒนาสังคมที่ 14 จังหวัดตรังมาช่วยฝึกอาชีพ จากนั้นสมาชิกของกลุ่มก็จะผลิตสินค้าที่ตนเองถนัด เช่น พวงหรีด ดอกไม้จันทน์ และพิมเสนน้ำเพื่อเป็นของชำร่วยแจกในงานศพ 

นอกจากสนับสนุนการจัดตั้งกลุ่มอาชีพแล้ว กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลน้ำผุดยังได้ส่งเสริมช่างฝีมือชาวบ้านที่ผลิตเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ เช่น กระต่ายขูดมะพร้าว ด้ามจอบ ด้ามเสียม ด้ามมีด ไม้กวาด เครื่องจักสาน โคมไฟจากช้อนพลาสติก ฯลฯ ให้ผลิตสินค้าเหล่านี้ออกมา แล้วทางกองทุนสวัสดิการฯ จะรับซื้อเพื่อนำมาวางจำหน่ายในที่ทำการของกองทุนฯ รวมทั้งร้านค้าโอทอปในจังหวัดตรัง โดยจะหักกำไรจากการขายจำนวน 20 % สมทบเป็นรายได้เข้ากองทุนสวัสดิการฯ ปัจจุบันมีช่างฝีมือชาวบ้านที่ผลิตสินค้าต่างๆ ออกมาจำหน่ายประมาณ 30 คน มียอดขายรวมกันประมาณเดือนละ 10,000 บาท

ผู้ใหญ่สุวรรณ์ เกตแก้ว ประธานกองทุนสวัสดิการฯ กล่าวว่า  นอกจากการส่งเสริมเรื่องอาชีพแล้ว  กองทุนสวัสดิการฯ ยังเชื่อมโยงการทำงานพัฒนาด้านต่างๆ ในตำบลอีกด้วย โดยเฉพาะงานพัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น ในปี 2556 ที่ผ่านมา กองทุนสวัสดิการฯ ร่วมกับ อบต.น้ำผุด ศูนย์พัฒนาครอบครัวตำบลน้ำผุด และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สป.สช.) จัดทำโครงการ “ครอบครัวไทยต้านภัยยาเสพติด” โดยการนำกลุ่มเป้าหมาย คือ ครอบครัวและเด็กนักเรียนมาเข้าค่ายเพื่อสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว และไปศึกษาดูงานที่ศูนย์บำบัดยาเสพติด วัดไม้เสียบ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ใช้เวลาอบรม 2 วัน 

“เด็กที่ไปดูงานที่ศูนย์บำบัดยาเสพติดก็จะเห็นโทษภัยของคนที่ติดยาเสพติด  เพราะคนที่ติดยาจนเพ้อคลั่งเสียสติ บางคนจะทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น เจ้าหน้าที่ก็จะเอาโซ่ล่ามไว้ ส่วนการอบรมก็จะเน้นการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว ให้ครอบครัวมีความรัก มีความอบอุ่น เด็กก็จะไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด เพราะกลัวว่าพ่อแม่จะเดือดร้อนหรือเสียใจ” ผู้ใหญ่สุวรรณ์ยกตัวอย่าง และบอกว่าในเดือนพฤษภาคม 2557 นี้ กองทุนสวัสดิการฯ จะร่วมกับศูนย์พัฒนาครอบครัวตำบลน้ำผุดจัดค่ายอบรมเด็กและเยาวชนในเรื่อง “ท้องไม่พร้อม” เพื่อเป็นการให้ความรู้ ป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยเรียนไม่ให้กลายเป็นปัญหาสังคมขึ้นมาอีก

นอกจากการอบรมให้ความรู้ดังกล่าวแล้ว ตั้งแต่ปี 2555 ที่ผ่านมา กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลน้ำผุด ได้ร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อสม. อบต.น้ำผุด โรงเรียน และผู้นำชุมชนแต่ละหมู่บ้าน จัดทำโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กในชุมชน โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนโลก มีเป้าหมายเพื่อนำเด็กที่ด้อยโอกาส เช่น เด็กติดเชื้อเอชไอวี เด็กที่ขาดผู้ดูแลฯลฯ มาทำกิจกรรมร่วมกัน โดยการค้นหาความต้องการของเด็ก แล้วนำมาวางแผนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น การส่งเสริมให้เรียนรู้ตามความเหมาะสม  การฝึกอาชีพเพื่อให้มีรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว

ปัจจุบันกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลน้ำผุดมีสมาชิกทั้งหมดจำนวน 4,059 คน (มีสมาชิกผู้ด้อยโอกาสและคนพิการจำนวน 180 คนที่ไม่ต้องสมทบเงินเข้ากองทุนฯ) มีเงินกองทุนฯ ทั้งหมดประมาณ 2,300,000 บาท มีสมาชิกค่าจัดการศพประมาณ 800 ราย หากเสียชีวิตก็จะได้รับเงินช่วยเหลือประมาณ 40,000 บาท ปัจจุบันมีกองทุนสวัสดิการฯ ทั่วประเทศประมาณ 5,600 กองทุน มีเงินกองทุนรวมกันกว่า 4,000 ล้านบาท สมาชิกรวมกันประมาณ 3.48 ล้านคน สามารถช่วยเหลือจุนเจือกันตั้งแต่เกิดจนถึงตาย

ในแต่ละปีกองทุนสวัสดิการฯ น้ำผุดจะมีเงินสมทบจากสมาชิกประมาณปีละ 1 ล้านบาทเศษ (คนละ 365 บาท/ปี) แต่มีรายจ่ายสวัสดิการต่างๆ รวมกันไม่เกินปีละ 300,000 บาท (ไม่รวมค่าจัดการศพ) และค่าใช้จ่ายในการบริหารงานด้านอื่น ๆ ไม่เกิน 200,000 บาท ดังนั้นกองทุนฯ จะมีรายรับมากกว่ารายจ่ายประมาณปีละ 500,000 บาท สถานะของกองทุนจึงดูมีความมั่นคง แต่เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันของกองทุนฯ ในอนาคต คณะกรรมการกองทุนฯ จึงมีแผนงานในการหารายได้เข้ากองทุนโดยการทำวิสาหกิจชุมชนขึ้นมา โดยร่วมกับเครือข่ายกองทุนฯ ระดับจังหวัดในนาม “สมาคมสวัสดิการภาคประชาชนจังหวัดตรัง”  ทำวิสาหกิจชุมชนร่วมกัน แต่ทำในลักษณะการร่วมทุนส่วนบุคคล ไม่ได้ใช้เงินกองทุนฯ มาลงทุน 

          “การทำวิสาหกิจชุมชนแบบนี้ก็เพื่อให้ผู้นำหรือคณะกรรมการกองทุนฯ มีรายได้  ถือว่าเป็นสวัสดิการในการทำงาน  ไม่เป็นภาระแก่ตัวเอง  เฉพาะตำบลน้ำผุดในแต่ละเดือนจะมียอดขายข้าวสารประมาณ 100 ถุง   ปุ๋ยประมาณ 2-3 ตัน ตอนนี้ถือว่ายังเพิ่งเริ่มต้นเป็นการนำร่อง” ที่ปรึกษากองทุนฯ กล่าว

          นอกจากการร่วมลงทุนในวิสาหกิจชุมชนร่วมกันแล้ว ขณะนี้สมาคมสวัสดิการภาคประชาชนจังหวัดตรังยังได้ร่วมกันขับเคลื่อนงานเพื่อนำไปสู่เป้าหมาย “สังคมสวัสดิการ”  โดยมีกองทุนสวัสดิการตำบลต่างๆ ในจังหวัดตรังเข้าร่วมจำนวน  97 กองทุนฯ

          “เป้าหมายก็คือ การขยายสวัสดิการให้ครอบคลุมประชาชนทั้งจังหวัด ครอบคลุมทุกมิติ  ไม่ใช่เฉพาะการช่วยเหลือสวัสดิการที่เป็นตัวเงินเท่านั้น เช่น ครอบคลุมเรื่องสุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิต นอกจากนี้เราจะต้องดึงทุกภาคส่วนให้เข้ามามีบทบาทในการจัดสวัสดิการสังคม ทั้งภาคประชาชน ภาครัฐ องค์กรพัฒนา  และภาคธุรกิจเอกชน โดยเฉพาะภาคธุรกิจ เราจะทำอย่างไรเพื่อให้เข้ามามีบทบาทตรงนี้ เช่น การรับซื้อหรือสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากชุมชนเหมือนกับที่บริษัทน้ำมันบางจากเคยทำ ส่วนรายได้ก็จะนำกลับไปจัดสวัสดิการให้ชุมชน” ผู้ใหญ่สุวรรณ์ อุปนายกสมาคมฯ กล่าวในตอนท้าย

 

          นี่คือตัวอย่างการจัดสวัสดิการช่วยเหลือกันของภาคประชาชนที่กำลังเบ่งบานออกช่อชูผลอยู่ทั่วประเทศ  หากคณะรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้ร่มเงาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะนำแนวคิดนี้ไปขยายผล เชื่อว่าจะเป็นการสนับสนุนแนวทางการพัฒนาจากฐานรากที่มั่นคงและยั่งยืนกว่านโยบายประชานิยมอย่างแน่นอน...!!   

T 02T 05

“น้ำผุดโมเดล” ก้าวย่างสู่สังคมสวัสดิการคนเมืองตรัง

รุ่งโรจน์ เพชระบูรณิน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)

 

กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลน้ำผุด อ.เมือง จ.ตรัง เป็นอีกหนึ่งกองทุนที่เป็นผลพวงมาจากการสนับสนุนให้ประชาชนรวมตัวกันจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลขึ้นมา โดยมีหลักการที่สำคัญก็คือ  ชาวบ้านสมทบเงินเข้ากองทุน 1 ส่วน รัฐบาลสมทบ 1 ส่วน รวมถึงการสมทบจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วนำเงินกองทุนฯ มาจัดสวัสดิการช่วยเหลือสมาชิก ซึ่งที่ตำบลน้ำผุดชาวบ้านได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนขึ้นมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2550 เปิดรับสมาชิกตั้งแต่แรกเกิด- 59 ปี (บุคคลทั่วไป) และสมาชิกที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป (ผู้สูงอายุ) มีสมาชิกเริ่มแรกจากชมรมผู้สูงอายุจำนวน 405 คน มีคณะกรรมการบริหารจำนวน 7 คน กำหนดให้สมาชิกสมทบเป็นรายเดือนๆ ละ 30 บาท  และเดือนธันวาคมสมทบ 35 บาท รวมเป็นเงินปีละ 365 บาท เมื่อสมาชิกสมทบเงินครบ 6 เดือนแล้วจึงจะมีสิทธิ์ได้รับสวัสดิการ โดยสวัสดิการที่ให้กับสมาชิกที่น้ำผุดก็ไม่ต่างจากกองทุนทั่วไป

ผู้ใหญ่สุวรรณ์ เกตแก้ว ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลน้ำผุด กล่าวว่า การดำเนินงานของกองทุนสวัสดิการฯ เปิดโอกาสให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วม นับตั้งแต่การร่างระเบียบการของกองทุนฯ มีการจัดเวทีสัญจรไปทุกหมู่บ้านเพื่อชี้แจงวัตถุประสงค์ แนวทางการดำเนินงาน ตอบข้อสงสัย และให้ชาวบ้านแต่ละหมู่คัดเลือกตัวแทนที่ตนวางใจมาเป็นคณะกรรมการระดับหมู่บ้าน หมู่ละ 1 คน เมื่อถึงสิ้นปีก็จะมีการประชุมใหญ่สมาชิกทั้งหมด สมาชิกคนใดมีปัญหาอยากจะซักถาม อยากจะแสดงความคิดเห็น หรือเสนอให้ปรับปรุงระเบียบข้อบังคับก็สามารถทำได้โดยใช้มติของที่ประชุมใหญ่

ด้านการขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่จะมีกรรมการกองทุนฯ ในแต่ละหมู่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่จะคัดเลือกมาจากผู้นำชุมชนที่ชาวบ้านให้ความเชื่อถือ เช่น ผู้ใหญ่บ้าน, อสม.หมู่บ้านละ 1 คน รวม 12 คน (12 หมู่) ช่วยกันทำงานกองทุนฯ ในหมู่บ้าน เช่น ประชาสัมพันธ์ชี้แจงเรื่องกองทุนฯ ช่วยเก็บเงินสมทบรายเดือนจากสมาชิก หรือหากมีสมาชิกเบิกสวัสดิการ กรรมการในแต่ละหมู่บ้านก็จะนำเงินสำรองจ่ายไปก่อน เมื่อถึงวันที่ 15 ของแต่ละเดือน กรรมการแต่ละหมู่บ้านและคณะกรรมการบริหารจะมาตรวจสอบและลงบัญชียังที่ทำการของกองทุนฯ ซึ่งตั้งอยู่ในหมู่ที่ 8 หากมีวาระสำคัญคณะกรรมการก็จะประชุมร่วมกันตามความจำเป็น

จิราภรณ์ แก้วคง นักพัฒนาชุมชนตำบลน้ำผุด ในฐานะที่ปรึกษากองทุนฯ กล่าวถึงการขยายสมาชิกว่า “เราใช้วิธีการเหมือนกับการขายประกันชีวิต คือต้องฝึกอบรมคนทำงานให้มีความรู้  มีความเข้าใจเรื่องกองทุนสวัสดิการเป็นอย่างดี สามารถเป็นวิทยากรได้ทุกคน เพื่อชี้แจงผลประโยชน์และสวัสดิการที่สมาชิกจะได้รับ และเชิญชวนให้สมัครเข้าเป็นสมาชิก เหมือนกับการขายประกันที่คนขายต้องปิดการขายให้ได้ จึงทำให้สมาชิกกองทุนฯ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“การจัดสวัสดิการค่าจัดการศพเป็นแรงจูงใจทำให้มีคนมาสมัครเป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการเพิ่มมากขึ้น  เพราะระเบียบของกองทุนฯ จ่ายสวัสดิการเสียชีวิตไม่สูงมากนัก คือสูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท แต่หากเป็นสมาชิกค่าจัดการศพก็จะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มมากขึ้นตามจำนวนสมาชิกที่ต้องจ่ายคนละ 50 บาท โดยกองทุนสวัสดิการฯ ไม่ต้องรับภาระในส่วนนี้” ที่ปรึกษากองทุนฯ กล่าว

“เมื่อก่อนคอมพิวเตอร์ยังเปิดไม่เป็นเลย แต่เดี๋ยวนี้ใช้งานเป็นแล้ว เวลาจะส่งข้อมูลก็จะใช้อีเมล์  หากทางหน่วยงานต่างๆ ต้องการขอข้อมูลจากกองทุนสวัสดิการฯ หรือข้อมูลอื่นๆ ในตำบล เราก็จะส่งให้ทางอีเมล์ ตอนนี้ใช้ไลน์ส่งข้อมูลก็ได้” โสรญา ช่วยชะนะ เหรัญญิกกองทุนสวัสดิการฯ วัย 42 ปี บอกเล่าด้วยความภูมิใจ

โสรญาก็เหมือนกับแกนนำชุมชนตำบลน้ำผุดคนอื่นๆ ที่มีจิตใจอาสา เสียสละเวลาทำงานเพื่อส่วนรวม  แต่ทุกคนก็เป็นผู้นำแบบธรรมชาติ และส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รับการฝึกฝนหรือฝึกอบรมให้มีความรู้หรือทักษะในการเป็นผู้นำแต่อย่างใด รวมทั้งการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัยอย่างคอมพิวเตอร์ และซอฟแวร์ต่างๆ ก็ไม่เคยรู้จัก เปิดคอมพิวเตอร์ไม่เป็นเหมือนดังที่โสรญาบอก แต่เมื่อมีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลน้ำผุดขึ้นมาแล้ว คณะกรรมการกองทุนสวัสดิการฯ จึงได้รับการฝึกอบรมความรู้ด้านต่างๆ โดยมีนักพัฒนาชุมชน อบต.น้ำผุดเป็นพี่เลี้ยง  

จิราภรณ์  ที่ปรึกษากองทุนสวัสดิการฯ  กล่าวว่า  ที่ผ่านมาคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการฯ ได้รับการฝึกอบรมความรู้ต่างๆ เป็นประจำทุกปี  โดยกองทุนฯ ได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 10 % เป็นงบในการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของคณะกรรมการและสมาชิก เช่น การสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องกองทุนสวัสดิการ การจัดสวัสดิการสังคม การใช้คอมพิวเตอร์ การใช้โปรแกรมบันทึกข้อมูลสมาชิก การจัดทำบัญชี   การฝึกเป็นวิทยากร การศึกษาดูงาน ฯลฯ และหากเครือข่ายสวัสดิการชุมชนจังหวัดตรังหรือหน่วยงานต่างๆ จัดฝึกอบรม สัมมนาเรื่องสวัสดิการชุมชน หรือให้ความรู้ต่างๆ คณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลน้ำผุดก็จะเข้าไปร่วมด้วย เพื่อเป็นการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพแกนนำ

“หัวใจของการพัฒนา เราต้องพัฒนาคนก่อนเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะกรรมการและผู้นำต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีความรู้มีความสามารถ และใช้กองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาเรื่องอื่นๆ ได้ต่อไป” ที่ปรึกษากองทุนฯ กล่าว

นอกจากกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลน้ำผุดจะให้การช่วยเหลือสมาชิกตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ ตายแล้ว   ในปี 2554 กองทุนสวัสดิการฯ ได้เพิ่มสวัสดิการช่วยเหลือสมาชิกที่ประสบภัยต่างๆ ทั้งภัยจากธรรมชาติและอุบัติภัย เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม พายุ ดินโคลนถล่ม ฯลฯ โดยจะช่วยเหลือเป็นสิ่งของจำเป็นตามความเหมาะสมไม่เกินรายละ 2,000 บาท หรือหากครอบครัวใดที่มีฐานะยากจน บ้านเรือนทรุดโทรม กองทุนฯ ก็จะช่วยเหลือซ่อมแซมบ้านเรือนให้ นอกจากนี้กองทุนยังส่งเสริมอาชีพของชาวบ้านด้วย 

บุญรัตน์  แป้นแก้ว หัวหน้ากลุ่มพวงหรีด-ดอกไม้จันทน์ เล่าว่า กลุ่มของเธอมีสมาชิก 30 คน เริ่มรวมกลุ่มในเดือนพฤศจิกายน 2556 ที่ผ่านมา โดยกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลน้ำผุดได้สนับสนุนงบประมาณจำนวน 20,000 บาท เพื่อเป็นทุนในการซื้อวัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ และมีวิทยากรจากศูนย์พัฒนาสังคมที่ 14 จังหวัดตรังมาช่วยฝึกอาชีพ จากนั้นสมาชิกของกลุ่มก็จะผลิตสินค้าที่ตนเองถนัด เช่น พวงหรีด ดอกไม้จันทน์ และพิมเสนน้ำเพื่อเป็นของชำร่วยแจกในงานศพ 

นอกจากสนับสนุนการจัดตั้งกลุ่มอาชีพแล้ว กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลน้ำผุดยังได้ส่งเสริมช่างฝีมือชาวบ้านที่ผลิตเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ เช่น กระต่ายขูดมะพร้าว ด้ามจอบ ด้ามเสียม ด้ามมีด ไม้กวาด เครื่องจักสาน โคมไฟจากช้อนพลาสติก ฯลฯ ให้ผลิตสินค้าเหล่านี้ออกมา แล้วทางกองทุนสวัสดิการฯ จะรับซื้อเพื่อนำมาวางจำหน่ายในที่ทำการของกองทุนฯ รวมทั้งร้านค้าโอทอปในจังหวัดตรัง โดยจะหักกำไรจากการขายจำนวน 20 % สมทบเป็นรายได้เข้ากองทุนสวัสดิการฯ ปัจจุบันมีช่างฝีมือชาวบ้านที่ผลิตสินค้าต่างๆ ออกมาจำหน่ายประมาณ 30 คน มียอดขายรวมกันประมาณเดือนละ 10,000 บาท

ผู้ใหญ่สุวรรณ์ เกตแก้ว ประธานกองทุนสวัสดิการฯ กล่าวว่า  นอกจากการส่งเสริมเรื่องอาชีพแล้ว  กองทุนสวัสดิการฯ ยังเชื่อมโยงการทำงานพัฒนาด้านต่างๆ ในตำบลอีกด้วย โดยเฉพาะงานพัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น ในปี 2556 ที่ผ่านมา กองทุนสวัสดิการฯ ร่วมกับ อบต.น้ำผุด ศูนย์พัฒนาครอบครัวตำบลน้ำผุด และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สป.สช.) จัดทำโครงการ “ครอบครัวไทยต้านภัยยาเสพติด” โดยการนำกลุ่มเป้าหมาย คือ ครอบครัวและเด็กนักเรียนมาเข้าค่ายเพื่อสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว และไปศึกษาดูงานที่ศูนย์บำบัดยาเสพติด วัดไม้เสียบ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ใช้เวลาอบรม 2 วัน 

“เด็กที่ไปดูงานที่ศูนย์บำบัดยาเสพติดก็จะเห็นโทษภัยของคนที่ติดยาเสพติด  เพราะคนที่ติดยาจนเพ้อคลั่งเสียสติ บางคนจะทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น เจ้าหน้าที่ก็จะเอาโซ่ล่ามไว้ ส่วนการอบรมก็จะเน้นการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว ให้ครอบครัวมีความรัก มีความอบอุ่น เด็กก็จะไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด เพราะกลัวว่าพ่อแม่จะเดือดร้อนหรือเสียใจ” ผู้ใหญ่สุวรรณ์ยกตัวอย่าง และบอกว่าในเดือนพฤษภาคม 2557 นี้ กองทุนสวัสดิการฯ จะร่วมกับศูนย์พัฒนาครอบครัวตำบลน้ำผุดจัดค่ายอบรมเด็กและเยาวชนในเรื่อง “ท้องไม่พร้อม” เพื่อเป็นการให้ความรู้ ป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยเรียนไม่ให้กลายเป็นปัญหาสังคมขึ้นมาอีก

นอกจากการอบรมให้ความรู้ดังกล่าวแล้ว ตั้งแต่ปี 2555 ที่ผ่านมา กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลน้ำผุด ได้ร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อสม. อบต.น้ำผุด โรงเรียน และผู้นำชุมชนแต่ละหมู่บ้าน จัดทำโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กในชุมชน โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนโลก มีเป้าหมายเพื่อนำเด็กที่ด้อยโอกาส เช่น เด็กติดเชื้อเอชไอวี เด็กที่ขาดผู้ดูแลฯลฯ มาทำกิจกรรมร่วมกัน โดยการค้นหาความต้องการของเด็ก แล้วนำมาวางแผนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น การส่งเสริมให้เรียนรู้ตามความเหมาะสม  การฝึกอาชีพเพื่อให้มีรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว

ปัจจุบันกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลน้ำผุดมีสมาชิกทั้งหมดจำนวน 4,059 คน (มีสมาชิกผู้ด้อยโอกาสและคนพิการจำนวน 180 คนที่ไม่ต้องสมทบเงินเข้ากองทุนฯ) มีเงินกองทุนฯ ทั้งหมดประมาณ 2,300,000 บาท มีสมาชิกค่าจัดการศพประมาณ 800 ราย หากเสียชีวิตก็จะได้รับเงินช่วยเหลือประมาณ 40,000 บาท ปัจจุบันมีกองทุนสวัสดิการฯ ทั่วประเทศประมาณ 5,600 กองทุน มีเงินกองทุนรวมกันกว่า 4,000 ล้านบาท สมาชิกรวมกันประมาณ 3.48 ล้านคน สามารถช่วยเหลือจุนเจือกันตั้งแต่เกิดจนถึงตาย

ในแต่ละปีกองทุนสวัสดิการฯ น้ำผุดจะมีเงินสมทบจากสมาชิกประมาณปีละ 1 ล้านบาทเศษ (คนละ 365 บาท/ปี) แต่มีรายจ่ายสวัสดิการต่างๆ รวมกันไม่เกินปีละ 300,000 บาท (ไม่รวมค่าจัดการศพ) และค่าใช้จ่ายในการบริหารงานด้านอื่น ๆ ไม่เกิน 200,000 บาท ดังนั้นกองทุนฯ จะมีรายรับมากกว่ารายจ่ายประมาณปีละ 500,000 บาท สถานะของกองทุนจึงดูมีความมั่นคง แต่เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันของกองทุนฯ ในอนาคต คณะกรรมการกองทุนฯ จึงมีแผนงานในการหารายได้เข้ากองทุนโดยการทำวิสาหกิจชุมชนขึ้นมา โดยร่วมกับเครือข่ายกองทุนฯ ระดับจังหวัดในนาม “สมาคมสวัสดิการภาคประชาชนจังหวัดตรัง”  ทำวิสาหกิจชุมชนร่วมกัน แต่ทำในลักษณะการร่วมทุนส่วนบุคคล ไม่ได้ใช้เงินกองทุนฯ มาลงทุน 

          “การทำวิสาหกิจชุมชนแบบนี้ก็เพื่อให้ผู้นำหรือคณะกรรมการกองทุนฯ มีรายได้  ถือว่าเป็นสวัสดิการในการทำงาน  ไม่เป็นภาระแก่ตัวเอง  เฉพาะตำบลน้ำผุดในแต่ละเดือนจะมียอดขายข้าวสารประมาณ 100 ถุง   ปุ๋ยประมาณ 2-3 ตัน ตอนนี้ถือว่ายังเพิ่งเริ่มต้นเป็นการนำร่อง” ที่ปรึกษากองทุนฯ กล่าว

          นอกจากการร่วมลงทุนในวิสาหกิจชุมชนร่วมกันแล้ว ขณะนี้สมาคมสวัสดิการภาคประชาชนจังหวัดตรังยังได้ร่วมกันขับเคลื่อนงานเพื่อนำไปสู่เป้าหมาย “สังคมสวัสดิการ”  โดยมีกองทุนสวัสดิการตำบลต่างๆ ในจังหวัดตรังเข้าร่วมจำนวน  97 กองทุนฯ

          “เป้าหมายก็คือ การขยายสวัสดิการให้ครอบคลุมประชาชนทั้งจังหวัด ครอบคลุมทุกมิติ  ไม่ใช่เฉพาะการช่วยเหลือสวัสดิการที่เป็นตัวเงินเท่านั้น เช่น ครอบคลุมเรื่องสุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิต นอกจากนี้เราจะต้องดึงทุกภาคส่วนให้เข้ามามีบทบาทในการจัดสวัสดิการสังคม ทั้งภาคประชาชน ภาครัฐ องค์กรพัฒนา  และภาคธุรกิจเอกชน โดยเฉพาะภาคธุรกิจ เราจะทำอย่างไรเพื่อให้เข้ามามีบทบาทตรงนี้ เช่น การรับซื้อหรือสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากชุมชนเหมือนกับที่บริษัทน้ำมันบางจากเคยทำ ส่วนรายได้ก็จะนำกลับไปจัดสวัสดิการให้ชุมชน” ผู้ใหญ่สุวรรณ์ อุปนายกสมาคมฯ กล่าวในตอนท้าย

          นี่คือตัวอย่างการจัดสวัสดิการช่วยเหลือกันของภาคประชาชนที่กำลังเบ่งบานออกช่อชูผลอยู่ทั่วประเทศ  หากคณะรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้ร่มเงาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะนำแนวคิดนี้ไปขยายผล เชื่อว่าจะเป็นการสนับสนุนแนวทางการพัฒนาจากฐานรากที่มั่นคงและยั่งยืนกว่านโยบายประชานิยมอย่างแน่นอน...!!   

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter