ในวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๗ สมาชิกและคณะกรรมการเหมืองฝายดินดำ ตำบลแจ้ซ้อน อำเภอเมืองปาน จังหวัดปาง ได้ซ่อมฝายประจำปี ถือได้ว่าเป็นการซ่อมฝายใหญ่ประจำปี ซึ่งจะมีขึ้นปีละครั้ง ช่วงวันที่ ๒๐-๒๕ มิถุนายน ของทุกปี หลังจากใช้ประโยชน์จากฝายมานานนับปี และวัสดุต่าง ๆ ได้ผุพังและสูญหายไปกับสายน้ำจนไม่เหลือกั้นทดน้ำเข้าปากเหมืองมากพอ 
สำหรับสมาชิกเหมืองฝายที่จะใช้น้ำทำนาตลอดทั้งปีทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง จำนวน ๑๒๒ คน พื้นที่ทั้งหมด ๑๕๘ ไร่ ตามระยะเส้นทางเหมืองยาว ประมาณ ๕ กิโลเมตร ครอบคลุมสมาชิกในพื้นที่ ๔ หมู่บ้าน การซ่อมฝายในปีนี้มีความพิเศษกว่าปีก่อน เนื่องเพราะในปีนี้มีแนวคิดที่ถกเถียงกันมาอย่างต่อเนื่องจากการประชุมสมาชิกหลายครั้ง ถึงปริมาณไม้ตอกหลัก ไม้ค่าว ไม่ว่าจะเป็นไม้เนื้อแข็งหรือไม้ไผ่จำนวนมากที่นำมาใช้ในการซ่อมฝายในแต่ละปี ซึ่งสมาชิกและคณะกรรมการรู้และตระหนักดีว่า นั่นเป็นการตัดไม้จากป่ารอบ ๆ หมู่บ้านที่มองเห็นว่าต้นไม้ในป่ามีปริมาณลดลงทุกปี และต้องการดูแลรักษาต้นไม้ให้เติบใหญ่สร้างเป็นป่าให้มีความอุดมสมบูรณ์ จากข้อถกเถียงดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการเรียนรู้ถึงองค์ความรู้ของการบริหารจัดการน้ำของชุมชนรูปแบบ “ระบบเหมืองฝาย” ซึ่งได้นำเสนอไปแล้ว และเรียนรู้ถึงกระบวนการซ่อมฝายด้วยการตอกหลัก หรือฝายดั้งเดิม เพื่อค้นหาถึงทางเลือกใหม่สำหรับ “ฝายชุมชน” ที่สร้างความยั่งยืนให้กับคนและป่า
กิจกรรมซ่อมฝายเริ่มขึ้นเวลา ๐๘.๐๐ น.สมาชิกและคณะกรรมการฝายพร้อมกันที่ฝาย พร้อมอุปกรณ์การซ่อมฝาย เช่น ไม้หลัก ไม้ค่าว มีด ค้อน บุ้งกี๋ ต่างขนนำมารอการตรวจสอบจำนวนของแต่ละคนที่ได้จัดแบ่งไปแล้วในวันประชุมใหญ่ครั้งก่อน สมาชิกแต่ละคนต่างนั่งรอการขานชื่อและตรวจสอบไม้สำหรับซ่อมฝายบนไม้ของตนเอง รอหัวหน้าฝายเรียกจึงยกขนไม้เข้ากองไว้ในจุดรับผิดชอบรวมกับของสมาชิกคนอื่น ๆ และในระหว่างการตรวจสอบไม้มีสมาชิกบางคนนำไม้ไม่ได้ขนาดและประเภทไม้ไม่ตรงกับที่ตกลงกันไว้ถูกปรับเป็นเงิน ๓ ราย โดยไม้หลักใหญ่เล่มละ ๕๐ บาท รวมเป็นเงินมากกว่า ๑,๐๐๐ บาท ซึ่งสมาชิกทุกคนเป็นพยานการปรับครั้งนี้ ซึ่งถูกปรับได้ยอมรับด้วยดี เมื่ออุปกรณ์และคนพร้อมในเวลา ๐๘.๓๐ น.งานเริ่มขึ้นด้วยหัวหน้าเหมืองแต่ละหมู่บ้านลงห้วยก่อนเพื่อเตรียมพื้นที่ด้วยการตรวจสอบความลึกของน้ำและเก็บถอนหลัก ไม้ เก่าที่ติดอยู่ออกให้สะดวกในการลงหลักและไม้ใหม่ โดยได้จัดแบ่งออกเป็นสองทีม คือ ทีมแรกรับผิดชอบบริเวณใกล้ท่อส่งน้ำเข้าเหมือง และทีมที่สองซึ่งมีจำนวนมากกว่ารับผิดชอบบริเวณถัดลงไปใต้ท่อเหมืองเพื่อตอกหลักยึดหน้าดินดันดินบริเวณจุดแรกใกล้ท่อส่งน้ำเข้าเหมืองไม่ให้พัง
หลังจากพร้อมแล้วสมาชิกเริ่มทยอยขนไม้ค่าวขนาดเล็กที่เป็นกิ่งหรือไม้ไผ่ผ่าซีกที่มัดไว้มัดละ ๑๐๐ อัน (ที่นา ๑ ไร่ต่อไม้ ๑๐๐ อัน) ลงไปในลำห้วยจุดที่เหมาะสมสำหรับตอกหลัก แล้วช่วยกันดันให้ลงติดพื้นมากที่สุดสำหรับดันน้ำให้สูงขึ้นและทรายสามารถลอดได้ซึ่งจะทำไม่ให้ทรายทับถมให้เกิดการตื้นเขิน ต่อจากนั้นนำหลักไม้ไผ่ตอกทับเพื่อยึดไม่ให้ไหลไปกับน้ำ และสุดท้ายตามด้วยหลักไม้เนื้อแข็งตอกเพิ่มความแข็งแรงกระจายไปทุกพื้นที่ตามแนวไม้ค่าว ส่วนบริเวณหน้าท่อเหมืองใช้กระสอบใส่ทรายปิดทับหน้าฝายที่ตอกหลักเพื่อดันน้ำให้สูงขึ้นและตอกทับกลางกระสอบทรายด้วยหลักไม้ไผ่เพื่อยึดไม่ให้ไหลไปกับน้ำ ในขณะไม้ค่าวที่เป็นไม้เนื้อแข็งขนาดใหญ่กว่าด้ามมีด ยาว ๓ เมตร (คนละ ๑ อัน) ถูกนำไปตอกมัดกับหลักขนาดใหญ่บริเวณหน้าฝายจุดที่สองเพื่อรองรับหินภูเขาซื้อจากงบของ อบต.แจ้ซ้อน ซึ่งสาคร เงือกน้อย ประธานฝายดินดำบอกว่า “ สิ่งสำคัญสำหรับการทำฝายตอกหลัก คือ การป้องกันไม่ให้ทรายเข้าเหมือง กั้นทางน้ำไหลให้ดีและทำให้น้ำไหลเสมอกันเพื่อป้องกันตลิ่งพัง” ซึ่งเป็นหน้าที่ของหัวหน้าและคณะกรรมการเหมืองฝายคอยควบคุมการทำงานอย่างเข้มงวด คอยตะโกนสั่งงานสมาชิกในแต่ละจุดสำคัญตลอดแนวการซ่อมฝาย การทำงานดำเนินไปเรื่อย ๆ หลายชั่วโมงจนถึงเวลาอาหารกลางวันจึงพักและเริ่มต่อในช่วงบ่ายต่อไปจนแล้วเสร็จ เวลาบ่ายแก่ (ประมาณ เวลา ๑๔.๐๐-๑๖.๐๐ น.) จึงกลับบ้านพร้อมกัน
นายภาคภูมิ ติ๊บดี คนหนุ่มรุ่นใหม่ ผู้ใหญ่บ้านสบลีและประธานเครือข่ายการบริหารจัดการน้ำชุมชนบ้านสบลี ภายใต้สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตร(สสนก.) เล่าถึงการทำฝายตอกหลัก ว่า “ฝายตอกหลักมีมาอย่างต่อเนื่องจากบรรพบุรุษสมัยปู่ย่าตายายหลายรุ่นคน ทำให้สมาชิกผู้ใช้ได้เกิดการร่วมแรงร่วมใจกันบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนให้เกิดความเป็นธรรมและเท่าเทียมในการเข้าถึงการใช้น้ำในการทำนา เพราะทุกคนมีความเท่าเทียมกัน จะต้องมีข้าวกินเหมือนกัน ภายใต้การมีส่วนร่วมกำหนดกฎระเบียบต่าง ๆ และการตัดสินใจของทุกคน”
ถึงอย่างไรก็ตามเมื่อวันเวลาผ่านไปการเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่มีปัจจัยแวดล้อมแตกต่างไปจากในอดีตทั้งความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ที่ลดลง น้ำป่าไหลหลากและน้ำแล้งที่รุนแรงมากขึ้น วิถีการทำเกษตรกรรมเปลี่ยนไปจากที่เคยผลิตเฉพาะฤดูฝนเป็นทำตลอดทั้งปีซึ่งจะต้องใช้น้ำมากขึ้น และที่สำคัญแรงงานในการทำเกษตรกรรมมีอายุมากขึ้นและลูกหลาน คนรุ่นใหม่มีน้อย ดังคำบอกเล่าของนายวง ถือบุญ ชายร่างเล็กอายุ ๗๔ ปี เป็นผู้เฒ่าสมาชิกฝายอายุมากที่สุดในการซ่อมฝายวันนี้ บอกว่า “พ่อเป็นคนบ้านดินดำโดยกำเนิด ได้ซ่อมฝายนี้มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อายุ ๑๕ ปี มีลูกชาย ๔ คน มีครอบครัวย้ายไปอยู่ที่อื่นทั้งหมด อยู่กับหลานสาวไม่สามารถมาซ่อมฝายได้พ่อจำเป็นต้องมาถึงแม้ว่ามีอายุมากแต่ก็สามารถทำงานได้ ซึ่งพ่อมีที่นาของตนเอง ๑.๒ ไร่ และทำนาผ่าอีก ๙ ไร่ ตอนนี้ยังสาสมารถใช้แรงตอกหลักฝายไหว แต่ถ้าต่อไปข้างหน้าอาจจะไม่ไหวแล้ว”
ในขณะที่สมาชิกฝายคนอื่น ๆ ที่กำลังออกแรงตีฝายด้วยกันโดยส่วนใหญ่มีอายุตั้งแต่ ๕๐ ปี ขึ้น จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นแรงผลักดันให้สมาชิกเหมืองฝายดินดำ มีประเด็นถกเถียงกันเพื่อหาทางเลือกสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสมสำหรับรูปแบบของฝายชุมชนจากฝายตอกหลักให้มีความยั่งยืนและถาวรไม่ต้องซ่อมทุกปีนั่นหมายถึงไม่ต้องตัดไม้ในป่า มีน้ำมากพอสำหรับสมาชิกทุกคนในการทำเกษตรกรรม และที่สำคัญชุมชนยังมีอำนาจในการบริหารจัดการตามรูปแบบเดิมที่เคยปฏิบัติมา
ทางเลือกใหม่สำหรับฝายถาวร ที่สมาชิกทุกคนต้องการ ถือได้ว่าเป็นเป้าหมายร่วมกัน ในขณะที่รูปแบบของฝายที่ต้องการมีความแตกต่างกัน ซึ่งอยู่ระหว่างการหาค้นหาและรับฟังข้อเสนอจากสมาชิกทุกคน ที่รอการตัดสินใจขั้นสุดท้ายร่วมกัน บนฐานความรู้ที่หลากหลายนำมาผสมผสานกันออกแบบฝายใหม่ ที่ไม่สร้างปัญหาใหม่และรักษาคุณภาพเดิมไว้ เช่น ปัญหาตลิ่งพัง ปัญหาน้ำหลากพัดหินทรายทับถมนาบริเวณใกล้เคียง และการมีน้ำอย่างเพียงพอสำหรับสมาชิกตลอดทั้งปี เป็นต้น
รูปแบบของฝายใหม่นี้ถือเป็นความท้าทายของสมาชิกและคณะกรรมการฝายดินดำในการขับเคลื่อนให้เห็นผลในเวลาไม่นานนักจากการประสานงานกับหน่วยงานภาคีต่าง ๆ ทั้ง หน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรธุรกิจเอกชน เป็นต้น ที่มีงบประมาณและความรู้หนุนเสริมชุมชนในการออกแบบและดำเนินการ ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์ของความร่วมมือของภาคีหุ้นส่วนต่าง ๆ ในการหนุนเสริมชุมชนให้สามารถจัดการตนเองได้มากขึ้น




