การสรุปและถอดบทเรียนการดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 22-23 มิถุนายน 2557 ที่ผ่านมา ซึ่งจัดโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สำนักงานภาคใต้ตอนล่าง หรือพอช. ที่โรงแรมเจบีหรรษา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีคณะอนุกรรมการฯ ห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้แทนพมจ. ผู้นำชุมชน นายแก้ว สังข์ชู รษ.ประธานคณะกรรมการพอช. นายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้อำนวยการพอช. พร้อมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่เข้าร่วมกว่า 50 คน โดยผู้นำชุมชนในพื้นที่ระบุปัจจัยสำคัญที่ร่วมผลักดันโครงการนี้ให้สำเร็จ คือคนยากจนที่เป็นผู้เดือดร้อนและสี่เสาหลักในพื้นที่ร่วมกับภาคราชการ หน่วยงาน ทำให้สามารถทำงานได้บรรลุเป้าหมายในพื้นที 296 ตำบล และแก้ความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยกว่า 48,000 ครัวเรือน
นายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้อำนวยการพอช. กล่าวว่า โครงการแก้ปัญหาความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินพื้นที่ห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นโครงการพัฒนาระดับประเทศ ที่พอช.ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้ดำเนินการ โดยใช้แนวทางการบริหารที่ให้ชุมชนและท้องถิ่นเป็นแกนหลัก โดยเฉพาะผู้เดือดร้อนที่ต้องเข้ามาเป็นเจ้าของโครงการ การถอดบทเรียนจะนำไปสู่การพัฒนาและยกระดับแผนงานพัฒนาที่ดำเนินการโดยสถาบันฯและขบวนชุมชนต่อไป
นายสมชาติ ภาระสุวรรณ รองผู้ช่วยผู้อำนวยการพอช.และอนุกรรมการฯ กล่าวว่า โครงการฯดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของแผนยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตประชาชนในระดับหมู่บ้านห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดำเนินการตั้งแต่ 2553 ถึงปัจจุบัน มีการทำงานแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยในพื้นที่ 1,421 หมู่บ้าน 296 ตำบล ผู้ได้รับประโยชน์ 48,165 ครัวเรือน ส่วนการแก้ปัญหาที่ดินทำกิน ดำเนินการในพื้นที่ 44 ตำบล
ในเวทีสัมมนา มีการถอดบทเรียนในหัวข้อสำคัญในขั้นตอนต่างๆของโครงการ อาทิ เรื่องกลไกการทำงาน ความคาดหวังต่อโครงการ การคัดเลือกผู้รับประโยชน์ การจัดการเรืองวัสดุก่อสร้าง การสื่อสาร การรายงาน การคืนทุน การแก้ปัญหาที่ดิน เป็นต้น มีเรื่องสำคัญซึ่งส่งผลให้การทำงานในพื้นที่ๆมีความยากลำบาก บนสถานการณ์ที่มีความรุนแรงในพื้นทีเป็นระยะๆ สามารถทำงานเพื่อการแก้ปัญหาความเดือดร้อนในพื้นทีตามเป้าหมาย ในประเด็นสำคัญดังนี้
กลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนโครงการฯ
นอกเหนือจากการกำกับดูแลจากรัฐบาล และฝ่ายนโยบายแล้ว กลไกสำคัญของการดำเนินโครงการฯคือ คณะทำงานหรือกลไกการทำงานในระดับสำคัญ 3 ระดับคือ ระดับห้าจังหวัด คือคณะอนุกรรมการโครงการพัฒนาความมั่นคงในการอยู่อาศัยของคนจนในเมืองและชนบทพื้นที่ห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำหน้าที่บริหารกำกับดูแลและอนุมัติโครงการฯ มีองค์ประกอบของหน่วยงานในพื้นที่ นักวิชาการ ผู้แทนชุมชน และผู้บริหารพอช. ในระดับจังหวัด มีคณะกรรมการจังหวัดที่มีผู้ว่าหรือรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ทำหน้าที่ในการติดตามผลและกลั่นกรองโครงการฯก่อนเสนอคณะอนุกรรมการระดับห้าจังหวัดเห็นชอบ นอกจากนี้มีกลไกที่สำคัญในการระดับพื้นที่ คือหมู่บ้านและตำบล ที่มีบทบาทในการสื่อสารสร้างความเข้าใจ การคัดเลือกผู้เดือดร้อน การทำเวทีประชาคม และจัดทำโครงการ การดำเนินการตามโครงการ เช่นการซ่อมสร้างที่อยู่อาศัย หลังจากได้รับการอนุมัติโครงการฯ ในระดับตำบลมีองค์ประกอบของผู้เดือดร้อน ชุมชน ผู้นำศาสนา ท้องถิ่น ท้องที่ เรียกกันง่ายๆว่ามีองค์ประกอบของผู้เดือดร้อนและสี่เสาหลัก
ซึ่งหลักการสำคัญของการบริหารโครงการคือให้ครัวเรือนผู้เดือดร้อนและชุมชนท้องถิ่น เป็นเจ้าของโครงการหรือเป็นแกนหลักในการทำงาน
ความคาดหวังของชุมชนก่อนดำเนินโครงการ
ผู้เข้าร่วม ระบุว่าอยากเห็นขบวนองค์กรชุมชนที่มีศักยภาพในพื้นที่ ช่วยกันทำงานบนพื้นที่นี้ รวมทั้งคาดหวังว่าการทำงานพัฒนาภายใต้โครงการจะช่วยยกระดับการทำงานของเจ้าหน้าที่ และอยากเห็นความสามารถ/ศักยภาพของชุมชนในการบริหารจัดการโครงการ ที่ส่งผลต่อการทำงานพัฒนาในพื้นที่อื่นๆ และคาดว่าโครงการไทยเข้มเข้มแข็งทั้ง 27 เมนูจะมีการบูรณาการร่วมกัน รวมทั้งเกรงว่าในพื้นที่เร่งด่วน จะไม่สามารถลงทำงานในพื้นที่ได้เพราะเป็นพื้นที่สีแดง
ผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการ
การทำงานบนหลักการที่ให้ผู้เดือดร้อนและชุมชนท้องถิ่นเป็นแกนหลัก ทำให้หน่วยงาน ภาครัฐ/สังคมยอมรับว่าชาวบ้านสามารถบริหารจัดการแผนงานและร่วมบริหารโครงการเพื่อแก้ปัญหาของชุมชนกับกลุ่มเป้าหมาย ที่ตรงกว่า เร็วกว่า และใช้ทุนถูกกว่า
ผลของโครงการฯทำให้คนจนคนในพื้นที่ห้าจังหวัด มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงขึ้น จำนวน 48,156 หลังคาเรือน ภายในเวลา 4 ปี คิดเป็นร้อยละ 70 ของพื้นที่คือ 296 ตำบล
รวมทั้งเกิดการพัฒนาบุคคลากรในระหว่างดำเนินโครงการทุกระดับ ในเวทีถอดบทเรียนระบุว่าผู้นำชุมชนมีความสามารถในการบริหารจัดการโครงการซ่อมสร้างที่อยู่อาศัย โดยการทำงานบนฐานข้อมูลและใช้ข้อมูลเป็น สามารถนำเสนอและสื่อสารในสิ่งที่ทำต่อผู้ที่เกี่ยวข้องได้ สามารถจัดการเรื่องการเงินที่ได้รับการอนุมัติด้วยวิธีโอนงบประมาณตรงไปยังตำบลได้ อีกทั้งได้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นท้องถิ่นของตัวเอง ในหลายพื้นที่เกิดผู้นำซึ่งเป็นที่ยอมรับของหน่วยงาน/สังคม ทั้งในระดับตำบลและจังหวัด รวมทั้งผู้นำที่เป็นคนรุ่นใหม่ตำบลละอย่างน้อย 2-3 คน ในระดับจังหวัดจำนวน 10-15 คน
และจากกติกาของคณะทำงานพัฒนาที่อยู่อาศัยของชุมชนในระดับตำบล ที่ให้ผู้ได้รับประโยชน์มีการคืนทุนจากเงินที่รัฐบาลให้เปล่าเข้ากองทุนที่เป็นของชุมชนเอง จึงเกิดการคืนทุนจากพื้นที่ 245 ตำบล เป็นวงเงิน 65.50 ล้านบาท มีทุนหมุนเวียนไปสร้างซ่อมบ้านในชุมชนแล้ว 827 หลังคาเรือน
นอกจากนี้การทำงานซ่อมสร้างที่อยู่อาศัยในระดับตำบล ส่งผลให้เกิดการเชื่อมโยงและต่อยอดกับงานพัฒนาด้านอื่นๆในตำบลเช่น สภาองค์กรชุมชน สวัสดิการชุมชน สถาบันการเงินชุมชน การพัฒนาอาชีพรายได้ของชุมชน เป็นต้น
ในด้านความสัมพันธ์กับหน่วยงานเกิดการยกระดับเป็นความสัมพันธ์ใหม่กับหน่วยงานที่มากกว่าผู้รับการพัฒนา แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ประชาชนเป็นหุ้นส่วนของการพัฒนา ในฐานะคณะกรรมการร่วมในทุกระดับหลายหน่วยงานมีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน โดยเปิดให้ชุมชนมีส่วนร่วมมากขึ้น
โดยสรุปโครงการนี้ฯเป็นรูปธรรมของการกระจายอำนาจ /การปรองดองที่แท้จริง เพราะได้สร้างพื้นที่ให้กับคนที่มีความต่างทางความคิด ได้มาทำงานแก้เรื่องบ้านเรื่องดินร่วมกัน โดยมีเนื้อหาของการเปลี่ยนแปลงที่ตำบลและจังหวัดที่เห็นบทบาทของผู้หญิง / วัฒนธรรม /ศาสนา
บทเรียนกระบวนการเตรียมและคัดเลือกผู้รับประโยชน์ภายใต้โครงการ
การมีต้นทุนงานพัฒนาเดิมในพื้นที่ ทั้งงานประเด็นหรือพื้นที่ๆมีสภาองค์กรชุมชน แกนนำงานพัฒนาสามารถอธิบายและช่วยเหลือในการสื่อสารและขยายผลโครงการได้กับผู้รับประโยชน์ได้รวดเร็วขึ้น
การคัดเลือกผู้ประโยชน์เข้าร่วมโครงการฯ เป็นบทบาทของคณะทำงานพัฒนาที่อยู่อาศัยระดับตำบล แม้สถาบันฯจะมีเกณฑ์กลางในการคัดเลือกผู้รับประโยชน์เบื้องต้นแล้ว แต่การเพิ่มเกณฑ์ในระดับพื้นที่ ให้มีส่วนในการช่วยคัดกรองผู้รับประโยชน์มากขึ้น ด้วยความระมัดระวังที่ไม่ใช่การคัดออก แต่ให้ความสำคัญกับผู้เดือดร้อนด้อยโอกาส ที่ควรให้การช่วยเหลือในลำดับแรก
การคัดเลือกผู้เดือดร้อน จะต้องผ่านเวทีประชาคม และได้มีการนำข้อมูลผู้เดือดร้อนจากทุกจุด (การลงทะเบียน ข้อมูลผญ.บ้าน ข้อมูลที่มีการสำรวจเพิ่ม) มาดูร่วมกัน หากมีประเด็นปัญหา จะจัดทีมงานร่วมลงไปดูข้อมูล มีการเปรียบเทียบข้อมูลกับภาพบ้านของผู้เดือดร้อน
รวมทั้งการจัดระบบการกลั่นกรองข้อมูลผู้เดือดร้อน ที่มีการสอบทานและคัดเลือกกันเองของผู้เดือดร้อน รวมทั้งการมีทีมงานของชุมชนลงไปดูถึงบ้าน ทำให้คนทีเข้าไม่ถึงโครงการฯ มีโอกาสเข้าร่วมโครงการ
การให้ผู้เดือดร้อนในพื้นที่ช่วยวิเคราะห์คัดเลือกผู้รับประโยชน์กันเอง จะลดความขัดแย้ง หากท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้องมากมักจะเอาเครือญาติมาเป็นผู้รับประโยชน์
ในบางพื้นที่มีการสร้างกติการ่วม ด้วยการกำหนดเงื่อนไขของคนที่จะได้รับการช่วยเหลือจากโครงการ เช่นต้องเป็นสมาชิกการออมวันละบาท ให้มีการปลูกผักกินเอง เป็นต้น
ด้านกรรมการที่ไม่เดือดร้อนมาก ควรรับประโยชน์ในรอบหลัง จากเงินคืนทุน จะทำให้คณะกรรมการและโครงการได้รับความเชื่อถือ ศรัทธาและไว้วางใจจากคนในตำบล
และในการดำเนินงานแม้จะมีความความยากลำบาก แต่หากมีความตั้งใจและพยายามแล้ว จะสามารถแก้ปัญหาได้ มีบางพื้นที่ๆทำให้คนเดือดร้อนที่ไม่เข้าเกณฑ์ มาเข้าร่วมได้ เช่นคนไม่มีที่ดิน คณะกรรมการมีบทบาทในการช่วยกันดูที่สาธารณะ ที่ราชพัสดุ มัสยิด เอกชน สำหรับการสร้างบ้านเป็นต้น
บทเรียนการจัดซื้อวัสดุของชุมชน
- คณะกรรมการของชุมชนที่เป็นฝ่ายจัดซื้อวัสดุ จะมีการเปรียบเทียบราคาวัสดุจากหลายร้าน และเลือกร้านที่ราคาถูกที่สุด การดำเนินในลักษณะนี้เกิดผลเชิงบวก ต่อความความเปิดเผยโปร่งใส การประหยัด แต่ก็มีด้านที่ก่อให้เกิดข้อติดขัดเช่นในบางพื้นที่ ทำให้ร้านค้าส่งของไม่ทัน ส่งผลให้งานซ่อมสร้างหยุดชะงัก เกิดความล่าช้าแต่ผลดีคือ มีการเปรียบเทียบราคา จากหลายๆร้าน
- การนำร้านค้าวัสดุในท้องถิ่น มาเสนอราคาให้เห็นทั้งหมด แล้วให้ชาวบ้านไปเลือกของภายในวงเงินที่ได้รับเพื่อการซ่อมสร้างบ้าน
- กรณีส่วนต่างราคาจากการซื้อวัสดุ มีการนำไปลดราคา นำไปเป็นค่าใช้จ่ายส่วนกลาง เช่นการซื้อคอมพิวเตอร์ กล้องถ่ายรูป ด้วยการเปิดเผยให้เป็นที่รับรู้ของคนในตำบล
บทเรียนการสื่อสาร/รายงาน
- ระบบการสื่อสารตรง คือการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ช่วยสร้างความเข้าใจได้ดีที่สุด เช่นการสื่อสารในเวทีใหญ่ที่ทุกฝ่ายอยู่พร้อมกัน
- การสื่อสารในเวทีของหน่วยงาน ต้องดำเนินการด้วยคนที่เข้าใจและมีข้อมูล
- การติดประกาศในที่สาธารณะที่ชุมชนเข้าถึงได้ เช่นที่วัด มัสยิด ช่วยสร้างความมั่นใจ ความเปิดเผยโปร่งใส
- การสื่อสารเผยแพร่ในระหว่างดำเนินการต่อสาธารณะ ยังเป็นจุดอ่อน
- มีการจัดระบบข้อมูลรายงานพร้อมใช้ ในหลายมิติ เพื่อส่งให้ผู้เกี่ยวข้องสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง
- ควรวางระบบการสื่อสารตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการ สื่อสารทั้งขาชึ้นและขาลง
บทเรียนด้านการคืนทุน
- ควรมีการสร้างความเข้าใจ ในเป้าหมายของการคืนทุน ให้เขาใจตรงกัน ตั้งแต่แรกเริ่มว่า “ทำไมต้องคืนทุน”
โดยมีหลักการสำคัญคือ ๑.สร้างความเข้าใจ ๒.คณะกรรมการต้องเข้มแข็ง ๓.การสร้างความเชื่อมั่นในระบบคืนทุน ๔.ใช้หลักศาสนาช่วยอธิบาย
- ระบบคืนทุนโดยสร้างจิตสำนึก ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือ สมาชิกต้องส่งคืนเพื่อช่วยเหลือผู้เดือดร้อนคนอื่นๆในชุมชน โดยกรรมการต้องเป็นคนสำคัญในการสื่อสารสร้างความเข้าใจกับสมาชิก
- วางกติกาการใช้เงินคืนทุน โดยวางระบบร่วมกันอย่างเป็นที่รับรู้ก่อนการคืนทุน
- การคืนทุนมีอยู่สามระดับคือ คืนร้อยเปอร์เซ็น คืนแปดสิบเปอร์เซ็น และคืนห้าสิบเปอร์เซ็น
- ต้องเปิดเผยข้อมูลผู้คืนทุน ยอดเงินคืน การนำไปใช้เงินคืนทุนอย่างต่อเนื่องต่อคนในตำบล
- ความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือของกรรมการ จะส่งผลต่อการคืนทุนอย่างต่อเนื่อง น่าเชื่อถือ
- การคืนทุน แล้วนำเงินหมุนไปสร้าง/ซ่อมบ้านในระดับหมู่บ้าน จะเป็นที่ประจักษ์และเห็นได้ชัดเจนกว่าการคืนและหมุนเงินคืนทุนในระดับตำบล
- การคืนทุนในช่วงเวลาที่เหมาะสม ตามสภาะทางเศรษฐกิจ เช่นช่วงที่มีรายได้ดีจะคืนได้มากกว่าช่วงที่มีรายได้น้อย
- ตำบลที่มีการคืนทุนดี ส่วนใหญ่มีปัจจัยจากพื้นฐานงานพัฒนาในตำบลที่ดีอยู่แล้ว รวมทั้งมีระบบดี ผู้นำดี
บทเรียนการแก้ปัญหาที่ดิน
- ไม่ได้จัดเตรียมคนทำงานสนับสนุนการแก้ปัญหาที่ดินโดยเฉพาะ แต่การจัดงานมุ่งไปที่โครงการแก้ปัญหาด้านความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยมากกว่า เนื่องจากถูกเร่งรัดติดตามในงานซ่อมสร้างที่อยู่อาศัยมากกว่า
- การสนับสนุนงบประมาณอย่างเดียว ไม่สนับสนุนเรื่องอื่นที่เป็นองค์ประกอบ นำไปสู่การแก้ไขปัญหาไม่ได้
- เมื่อผู้เดือดร้อนเรื่องที่ดิน ไม่ลุกขึ้นมาร่วมแก้ปัญหา ทำให้งานแก้ปัญหาที่ดินในบางพื้นที่เดินหน้าไม่ได้ หรือไม่ประสบความสำเร็จ
- หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและหรือสนับสนุน มีภาระงานในแผนงานซ่อมสร้างที่อยู่อาศัยภายใต้โครงการฯ ไม่สามารถจัดเวลามาหนุนช่วยงานที่ดินได้อย่างเต็มที่
บทเรียนที่เป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factor)
- การสื่อสารและความโปร่งใส ด้วยวิธีการสื่อสารตรง เช่นสื่อสารในเวทีใหญ่ และเวทีของหน่วยงานอย่างมีข้อมูลและเนื้อหา
- กติกา มีกติกาในการดำเนินงานของโครงการโดยคนที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการกำหนดและทุกคนต้องยึดถือข้อตกลงหรือกติกาที่กำหนดขึ้น
- คณะทำงานชุมชนต้องมีผู้เดือดร้อนอยู่ในคณะทำงาน และมีองค์ประกอบของชุมชนและสี่เสาหลักที่ช่วยในการเอื้ออำนวยและถ่วงดุลย์
- การมีส่วนร่วม ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการทำงานในทุกขั้นตอน โดยเฉพาะ ผู้เดือดร้อน
- การเชื่อมโยงกับทุกภาคี การทำงานของโครงการจะต้องเชื่อมโยงกับองค์กรชุมชนอื่นๆ ในตำบลและทุกภาคีที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่น
- การติดตามผล คณะทำงานต้องมีการติดตามผลการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูความก้าวหน้าและแก้ปัญหาต่างๆ
- ความรวดเร็วในการทำงาน ชาวบ้านเบื่อหน่ายกับความล่าช้า ต้องมีการแจ้งระยะเวลาการทำงานในแต่ละขั้นตอนให้ชัดเจนและผลักดันการทำงานให้เป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนด
- ชุมชนและเจ้าของปัญหาต้องมีความแม่นในหลักการ ซึ่งเจ้าของปัญหาและชุมชนคือเจ้าของโครงการ กล้ายืนยันและสื่อสารอธิบายได้
นอกจากนี้ในเวทีสัมมนาได้มีความเห็นต่อแผนปฏิบัติการและข้อเสนอเชิงนโยบาย อันเป็นผลจากโครงการ ที่สำคัญได้แก่ การเสนอผลลัพธ์ บทเรียน ความรู้ จากแนวทางการทำงานในพื้นที่ห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่อฝ่ายนโยบาย/ คณะ คสช. เพื่อนำไปสู่การพัฒนา การแก้ไขปัญหากับพี่น้องชายขอบและในพื้นที่งานพัฒนาอื่นๆการสร้างภาคียุทธศาสตร์เพื่อการทำงานในพื้นที่พิเศษ และกำหนดทิศทางพัฒนาร่วมที่ให้ชุมชนเป็นเจ้าภาพหลักในการทำงาน ออกแบบสร้างการรับรู้ทุกระดับ ดึงศักยภาพของทุกหน่วยงานมาทำงานในพื้นที่ดังกล่าว และจัดทำแผนพัฒนาในพื้นที่ 5 จชต. เป็นแผนสามปี (ทุกจังหวัดวางแผนปฏิบัติการระดับจังหวัด Road Map จากขบวนภาคประชาชน ที่ยกคุณภาพชีวิตตามวิถีของคนในชุมชนและเชื่อมโยงแผนจังหวัดระดับภาค ร่วมกับหน่วยงานภาค ยกระดับสู่แผนพัฒนาร่วม )ในส่วนของ พอช. ควรวางแผนยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การยกระดับเรื่องกองทุนที่อยู่อาศัยของชุมชน เช่นให้มีการสมทบทุนจากภาคส่วนอื่นๆ แต่ไม่ใช่เรื่องประชานิยม เป็นต้น
ทั้งนี้โครงการแก้ปัญหาความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัย และที่ดินทำกินพื้นที่ห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยชุมชนท้องถิ่นเป็นแกนหลัก เป็นส่วนหนึ่งของแผนยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตประชาชนในระดับหมู่บ้านห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดำเนินการระหว่างปี 2553 -2556 ที่รัฐบาลเห็นชอบและอนุมัติงบประมาณและแผนงานวงเงิน 1,929.78 ล้านบาท ต่อมาโครงการฯได้รับงบประมาณเพิ่ม เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณของกลุ่มเป้าหมายวงเงิน 156.81 ล้านบาท โดยสรุปโครงการฯดำเนินการภายใต้งบประมาณ 2,086.60 ล้านบาท เพื่อแก้ความเดือนร้อนด้านที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของประชาชนพื้นที่ห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูลและสงขลาในบางอำเภอ) เป้าหมายแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย 39,630 ครัวเรือน และแก้ปัญหาที่ดินในพื้นที่ 44 ตำบล
ปัจจุบันมีความคืบหน้าในการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยในพื้นที่ 1,421 หมู่บ้าน 296 ตำบล มีผู้รับประโยชน์จากการซ่อมสร้างบ้าน 48,165 ครัวเรือน มีบ้านซ่อมสร้างเสร็จแล้ว 47,170 ครัวเรือน ส่วนการแก้ปัญหาที่ดินทำกิน ดำเนินการในพื้นที่ 44 ตำบล และแม้ว่างบประมาณภายใต้แผนงานนี้เป็นงบที่รัฐบาลให้เปล่า แต่คณะทำงานของชุมชนได้มีกติการ่วมกันว่าให้มีการคืนทุนเข้ากองทุนของชุมชนเองภายในตำบล เพื่อการช่วยเหลือผู้เดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยหรืองานพัฒนาอื่นๆ ตามข้อตกลงของชุมชน ทั้งนี้กติกานี้มีข้อยกเว้นสำหรับผู้พิการ ผู้ยากไร้ ผู้สูงอายุที่ไม่สามารถคืนทุนได้ ปัจจุบันมีการคืนทุนจากผู้รับประโยชน์แล้วจาก 245 ตำบล วงเงิน 65.50 ล้านบาท และมีครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์จากการคืนทุน เช่นซ่อมสร้างบ้าน แล้ว 827 ครัวเรือน





