playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

RNN070757

เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป (RNN: Reform Now Network) จัดเวทีความคิดเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ครั้งที่ ๗ หัวข้อ “กลไกและกระบวนการปฏิรูปอย่างมีส่วนร่วม” ณ ห้องกมลทิพย์ โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจากภาคีเครือข่ายต่างๆ ประชาชน นักวิชาการ องค์กรภาครัฐ ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานประมาณ ๑๕๐ คน

เพื่อระดมความคิด แนวทางของสภาปฏิรูปที่จะจัดตั้งขึ้นควรมีรูปแบบ องค์ประกอบ และวิธีการทำงานอย่างไร หลักเกณฑ์ คุณสมบัติ ที่มาของสมาชิกสภาปฏิรูป ความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างสภาปฏิรูปกับสภานิติบัญัติ กับภาคประชาสังคมควรเป็นอย่างไร และหารือถึงกลไกปฏิรูปอื่นๆที่จะทำงานคู่ขนาน รวมถึงแนวทางการผลักดันข้อเสนอของภาคประชาสังคมไปสู่การยอมรับและปฏิบัติได้จริง

นายจินดา บุญจันทร์ ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนและประชาสังคมเพื่อการปฏิรูป เสนอว่า สภาปฏิรูปที่จะจัดขึ้นควรมีหลักคิดสำคัญในการจัดตั้ง “สภาปฏิรูป” โดยยึดหลักการกระจายอำนาจ และมุ่งเน้นการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกระบวนการปฏิรูปให้มากที่สุด และ “สภาปฏิรูป” ต้องมีองค์ประกอบซึ่งมาจากภาคประชาชนทุกกลุ่ม ทุกสี เพื่อเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมในกระบวนการปฏิรูปให้เป็นไปอย่างกว้างขวาง และทั่วถึง

“สภาไม่ควรเป็นสภาเดี่ยวที่ตรงกลาง และไปรับฟังความคิดเห็นทั่วไป ซึ่งต้องฟังเสียงจากสภาที่เขามีการทำการศึกษาและจัดองค์ความรู้ด้านการปฏิรูปมาระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งจะต้องมาจากฐานราก ซึ่งคิดว่าไม่มีใครทำได้ในระยะสั้น จึงควรทำอย่างต่อเนื่องด้วยระยะเวลาพอดี และจะต้องรับรองสถานะจตามรัฐธรรมนูญทั้งชั่วคราวและรัฐธรรมนูญหลัก ต้องให้ความสำคัญกับองค์กรภาคีที่มีอยู่แล้ว” นายจินดา กล่าว

ในเรื่องที่มาของสมาชิกในสภาปฏิรูปที่จะช่วยให้การปฏิรูปมีความก้าวหน้าและได้รับการยอมรับจากสังคมนั้น เครือข่ายองค์กรชุมชนและประชาสังคมเพื่อการปฏิรูปมองว่า สมาชิกในสภาปฏิรูป ควรมีที่มาจากหลายภาคส่วน ประกอบด้วยหน่วยงาน วิชาการ ท้องถิ่น ท้องที่ องค์กรอิสระ เอกชน ประชาสังคม และชุมชน โดยมีข้อเสนอว่าควรกำหนดสัดส่วนของหน่วยงานไม่เกินหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกในสภาปฏิรูปทั้งหมด เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคส่วนอื่นๆ ในสังคมได้เข้ามามีบทบาทร่วมในการปฏิรูปอย่างเต็มที่

นายจินดา กล่าวต่อว่า เพื่อให้การปฏิรูปเกิดผลก้าวหน้าและมีความสำเร็จความเชื่อมโยงระหว่างสภาปฏิรูป กับ สภานิติบัญญัติ และภาคประชาสังคม เรื่องความสัมพันธ์นั้น สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ควรมีหลักคิด องค์ประกอบและที่มาในลักษณะเดียวกับสภาปฏิรูป คือมีองค์ประกอบของภาคประชาชนจากหลากหลายภาคส่วน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ  ควรมีภารกิจในการกำหนดทิศทางของกฎหมาย และจัดลำดับความสำคัญทางกฎหมาย โดยให้ความน้ำหนักกับข้อเสนอจากสภาปฏิรูป เพื่อให้กระบวนการปฏิรูปเกิดขึ้นได้จริง

นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ เครือข่ายจังหวัดจัดการตนเอง เสนอว่า หลักการใหญ่ของสภาฯ เห็นด้วยในเรื่องการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง และคงไม่ใช่แค่เรื่องการพูดและข้อมูล นั่นคือการปฏิบัติการและการขับเคลื่อน เพราะเครือข่ายปฏิรูปทำกันมานาน ควรจะมีองค์ประกอบจากทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ทุกระดับ ตั้งแต่ชุมชนท้องถิ่น และจังหวัด ซึ่งไม่ใช่มีสภาฯ ลอยๆ อยู่ตรงกลาง และไม่ยึดโยงอะไรเลย เรื่องการปฏิบัติการต้องปฏิรูปทันที เพราะคิดว่าสิ่งสำคัญพื้นที่รูปธรรมที่นำมาสู่การปฏิรูปมีอยู่มาก รวมถึงการสื่อสารกับสังคมให้ตื่นตัวเรื่องการปฏิรูป และข้อเสนอที่ไปเชื่อมโยงกับนโยบาย ที่จะต้องมีทั้งพื้นที่รูปธรรม พื้นที่ทางสังคม และพื้นที่นโยบายต้องมีพร้อมกัน มุ่งสู่การเป็นประชาธิปไตย และให้ประชาชนเป็นเจ้าของ เป็นของประชาชน เพื่อประชาชน และเน้นไปสู่ความเสมอภาคของประชาชน หลีกเลี่ยงคำว่าระดับล่างสู่ระดับบน เพราะทุกฝ่ายมีความเสมอภาค

นายชาติชาย เหลืองเจริญ ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนและประชาสังคมเพื่อการปฏิรูป กล่าวว่า นอกเหนือจากการจัดตั้งสภาปฏิรูป ควรจัดให้มีกลไกการปฏิรูปในเชิงประเด็น หนุนเสริมการดำเนินงานของ “สภาปฏิรูป” และควรมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วนผ่านสมัชชาปฏิรูปทั้งในระดับตำบล อำเภอ จังหวัด ภาค เพื่อให้กระบวนการมีส่วนร่วมในการปฏิรูปเป็นไปอย่างกว้างขวาง และทั่วถึง

“สภาฯ ควรยึดหลักการกระจายอำนาจให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ หากไม่มีการกระจายอำนาจ จะไม่ทำให้การปฏิรูปนั้นสำเร็จได้ ต้องมีองค์ประกอบที่มาจากภาคประชาชนทุกกลุ่ม ทุกสี ทุกภาคส่วน เพื่อเปิดพื้นที่อย่างมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางและทั่วถึง” นายชาติชาย กล่าว

เพื่อความต่อเนื่องของกลไกการทำงานปฏิรูป นายชาติชาย เสนอว่า ควรจัดให้มี “สภาพลเมือง” ในแต่ละระดับ เพื่อเป็นกลไกเชื่อมโยงกับ “สภาปฏิรูป” และทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนกระบวนการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปฏิบัติหน้าที่ต่อจาก “สภาปฏิรูป” ที่ควรหนุนเสริมให้สภาองค์กรชุมชนตำบล/จังหวัดมีความเข้มแข็ง เนื่องจากเป็นองค์กรของภาคชุมชนซึ่งได้มีการจัดตั้งและขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนท้องถิ่นครอบคลุมพื้นที่กว่า ๔,๐๐๐ ตำบลทั้ง ๗๗ จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเป็นกลไกในการเชื่อมโยง/สร้างเวทีกลาง รวมถึงปฏิบัติการปฏิรูปจากระดับชุมชนท้องถิ่นฐานราก

นายชาติชาย กล่าวต่อว่า แนวทางการผลักดันข้อเสนอจากภาคประชาสังคมไปสู่การยอมรับ และการปฏิบัติได้จริง ให้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่าข้อเสนอจากสภาปฏิรูป  มีผลผูกพันซึ่งทุกรัฐบาลและหน่วยงานจะต้องนำไปปฏิบัติ และควรจัดสมัชชาปฏิรูปเชิงประเด็นทั้ง 11 ประเด็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความตื่นตัวและการรับรู้ของประชาชน ก่อนการจัดสมัชชาปฏิรูประดับชาติ ในลักษณะงานมหกรรมใหญ่

นายโคทม อารียา สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ในการปฏิรูป สิ่งหนึ่งที่ต้องมีคือแผนที่เดินทางกับผู้คนทีเกี่ยวข้อง อาจจะเป็นในลักษณะข้อตกลง/สัญญา ที่มาของสมาชิก คือ หาคนที่สมัครใจ และมีฐานในพื้นที่ เช่น ให้คนที่สมัครใจมาสมัครเป็นสภาปฏิรูปและให้เขาคัดเลือกกันเอง และเราจะมีผู้สมัครใจอยู่ ๗๗๐ คน และให้จังหวัดต่างๆ เลือกเอง และให้คนที่ไม่ได้รับการคัดเลือกให้มีหน้าที่อนุกรรมการในพื้นที่ และเหล่านี้จะเป็นเครือข่ายในการทำงาน

สัดส่วนในด้านอาชีพ เอาฐานคนที่เขามีโอกาสน้อยในสังคม เช่น คนชายขอบ เพราะเราทำเรื่องนี้ เราอาจจะให้กลุ่มเหล่านี้เป็นเป้าหมาย สภาฯต้องทำงานเชิงเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การเข้าไปแก้ไข กฎระเบียบกรมกอง หากเรามีข้อเสนอดี ๆ ก็ไปเผื่อแผ่กรมกองต่างๆ แก้โครงสร้างจะต้องพูดถึงเรื่องกฎหมาย และนำข้อเสนอต่อกม.รัฐธรรมนูญ และนำมาสู่การปรับเปลี่ยนด้านการเมือง  

นายโคทม กล่าวต่อว่า การพัฒนาสู่วัฒนธรรม เช่น การสื่อสารทางตรง อาจจะมีประชามติแต่ดีสำหรับรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าทำทุกเรื่องก็จะเปลืองต้นทุน อาจจะไม่ใช้ข้อยุติไปในทุกเรื่องที่เป็นทางการ ควรเป็นประชามติลำลอง เอาเฉพาะผู้สมัครใจที่จะทำประชามติ และจดทะเบียนเฉพาะสำหรับผู้ที่สมัครใจที่อยากออกเสียงประชามติ เมื่อลงทะเบียนแล้ว ได้เลขประจำตัว ไม่ต้องบอกใครเมื่อได้ทะเบียน และอาจจะโทร. เข้าไป และยืนยันการโทร.เข้าไป ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย และคิดว่าผลก็ค่อนข้างน่าเชื่อถือ

ส่วนสภาคู่ขนาน อย่าเรียกว่าสภา แต่ใครอยู่เครือข่ายใดก็ให้ทำและชวนคนที่เกี่ยวข้องนั้นมา แต่เราอาจจะจำเป็นให้สภาปฏิรูปให้การยอมรับและรับฟังเสียงของพวกเรา เราควรรักษาระยะห่างเพื่อเสนอข้อคิดเห็นในบางเรื่องหากเห็นความไม่ถูกต้อง และเข้าไปร่วมอย่างสร้างสรรค์ มีการนำเสนอที่โปร่งใส เช่น การถ่ายทอดทางวิทยุ โทรทัศน์ เป็นต้น

ผลลัพธ์ที่สำคัญและเร่งด่วน ต้องทำใน ๑ ปี และต้องเกิดประโยชน์ต่อประชาชน ๑)ปฏิรูปการเมือง เพราะเราชัดแย้งเรื่องการเมือง ๒) เรื่องใดที่เป็นเรื่องลดความเหลื่อมล้ำ ไม่เลือกปฏิบัติที่ไม่เห็นด้วยกับประชาชน ลดความฉ้อฉล  กลไกต่อเนื่อง สภาฯ มีเวลา ๑ ปี อย่าได้ขยายวาระ ควรให้สภาปฏิรูปวางเค้าโครง คือ ๑) วางวิสัยทัศน์และคุณค่าร่วมของสังคม เพื่อมีจัดร่วมมากขัน ๒) จัดลำดับความสำคัญ เช่น ประเด็นใดที่จะทำเฉพาะหน้า และประเด็นใดจะทำต่อเนื่อง โดยมีกลไกการปฏิรูปต่อเนื่อง คือ ต้องมีกลไกตามประเด็นเฉพาะ เช่น ประเด็นการจัดการน้ำ มีการจัดตั้งเวทีถาวรในการถกแถลงสาธารณะเพื่อการปฏิรูป เป็นต้น นายโคทม กล่าว

นายพลากร วงศ์กองแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) กล่าวว่า เพื่อให้การปฏิรูปเข้าสู่บรรยากาศปรองดองสมานฉันท์ คสช. ควรคิดถึงเรื่อง “การมีส่วนร่วม” หรือการเกิดกลไกต่างๆ ในระดับพื้นที่ ควรเป็นบรรยากาศที่มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ ฉะนั้นควรเปิดให้ข้างล่างสุดของสังคมไทย เช่น สภาองค์กรชุมชน สภาเกษตร สภาพัฒนาการเมือง สภาพลเมือง รวมถึงระดับตำบล ได้มีโอกาส มีพื้นที่ สามารถเสนอความเห็นได้อย่างเต็มที่ และคึกคัก นับเป็นช่องทางหรือโอกาสเดียวที่จะเกิดได้ และควรมีการวางกติกาเพื่อไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง หากทำได้สิ่งที่เราคุยกันทั้งกลไก และองค์ประกอบจะเกิดความสมบูรณ์มากขึ้น , การออกแบบกลไก เราจะมีสภาปฏิรูปอย่างเดียวไม่ได้ เพราะบางครั้งมีข้อจำกัด จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีสภาคู่ขนานเพื่อให้เกิดมติ หรืออาจจะใช้ระบบของประชาชน โยงมาสู่ระดับชาติในการออกแบบร่วมกัน

นายไมตรี จงไกรจักร ผู้แทนภาคประชาสังคมเพื่อการปฏิรูป เสนอว่า เราทำเรื่องอำนาจที่ ๔ คืออำนาจของประชาชนให้มีอำนาจที่แท้จริง และเราต้องคุยว่าสภาปฏิรูปนั้นต้องมีความถาวร สิ่งที่เสนอคือ ๑. จะต้องมีการรวบรวมปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม หรือปัญหาร่วมของสังคม รวมถึงข้อเสนอทางออกของปัญหานั้นให้ได้ เช่น ปัญหาที่ดิน เป็นต้น ๒. สำหรับข้อเสนอดังกล่างที่เสนอไปนั้น ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารต้องนำมาสู่กระบวนการแก้ไข ๓. ควรมีกระบวนการประชามติ เพื่อนำมาสู่ทางออก ๔. ต้องรับฟังความเห็นจากทุกกลุ่ม ตั้งแต่ระดับล่าง เช่น ชาวเล ชาวเขา ทุกองค์กร และประชาชนทั่วไป ๕. ผู้แทนหรือองค์ประกอบของสภาปฏิรูป ที่ผ่านมาผู้มีประสบการณ์ด้านการปฏิรูปอยู่มาก แต่ไม่เข้าใจในการปฏิรูป ซึ่งอาจจะมีตัวแทนของภาคประชาชนระดับจังหวัดเข้าร่วม รวมถึงกลุ่มอาชีพ กลุ่มชาติพันธุ์ และกลุ่มองค์กรทั้งชุมชนและเอกชน รวมถึงกลุ่มประเด็นปัญหาที่มีอยู่ในสังคมไทย ที่มีการขับเคลื่อนและทำงานอยู่ในพื้นที่

ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์     เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป จากการหารือมีข้อสรุปเบื้องต้นว่า สภาปฏิรูป ใช้หลักและพันธกิจร่วมกันของประชาชนทุกคน เรื่องการมีส่วนร่วมเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว สภาฯ ต้องเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย สภาฯ มีสิ่งที่เรียกว่ากลไกแวดล้อมคู่ขนานไป ที่ทำหน้าที่หนุนเสริม ตรวจสอบ และลงมือปฏิบัติควบคู่กันไป ที่มา มีทั้งฐานพื้นที่ อาชีพ ประเด็นปัญหา ชาติพันธุ์ กลุ่มคนชายขอบ กระบวนการปฏิรูป มีการจัดลำดับความสำคัญ ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม การปฏิรูปเชิงระบบ การเขียนแผนที่เส้นทาง เพื่อนำมาสู่การปฏิบัติ และการสร้างผลผูกพันธ์เพื่อนำมาสู่การปฏิรูป ซึ่งการบ้านที่ทำต่อ อยากเห็นการออกแบบกลไกการมีส่วนร่วมที่หลากหลายมากขึ้น เช่น การจัดเวทีในหลากหลายรูปแบบ อาทิ สมัชชา การสื่อสารผ่าน Social           ๒ เดือน สิ่งที่จะทำต่อก่อนมีการตั้งสภาปฏิรูป จะมีทีมที่ทำเอกสารข้อเสนอ ได้มีเสียงและมีข้อหารือกันมากอยู่ ว่าเราทำข้อเสนอโจทย์และแนวทางการปฏิรูปภาคประชาชนได้อย่างไรภายใต้ระบบต่างๆ จากองค์กรเครือข่ายที่แจ้งชื่อนับจากนี้ไป

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter