“ด้วยธรรมชาติที่บริสุทธิ์และสวยงามจึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชาวต่างประเทศถวิลหา ทำให้ป่าตองเจริญแบบก้าวกระโดดชนิดที่การพัฒนาทางกายภาพตามไม่ทัน เราจึงต้องจัดระบบต่างๆของภาคประชาชนหรือการเมืองภาคพลเมืองให้มีความพร้อมต่อการพัฒนาตนเองเพื่อรับมือกับอารยธรรมความเจริญที่ถาโถมเข้ามา”
ปรีชาวุฒิ กี่สิ้น ตัวตนที่แท้จริงเขาคือนักธุรกิจคนหนึ่งในป่าตอง อ.กระทู้ จ.ภูเก็ต แต่วันนี้เขาสวมบทบาทภาคประชาชนในฐานะประธานสภาองค์กรชุมชนเทศบาลเมืองป่าตอง ซึ่งจดแจ้งตาม พรบ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 ได้กล่าวให้ฟังอย่างหนักแน่นและเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น
เทศบาลเมืองป่าตองมีเนื้อที่ 16.4 ตารางกิโลเมตร ในจำนวนนี้เป็นที่ราบเพียง 8 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งเมื่อ 20ปีก่อน ป่าตองมีธรรมชาติชายหาดที่บริสุทธิ์และสวยงาม ใครได้มาเยือนแล้วจะหลงไหลในความงดงามนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวที่เป็นฝรั่งอั้งหม๊อ เมื่อได้มาสัมผัสลงเล่นน้ำและนอนตากแดดบริเวณชายหาดก็ติดใจและบอกกล่าวต่อกันไป ประกอบกับช่วงประมาณปี 2530 เป็นต้นมา เศรษฐกิจขยายตัวอุตสหกรรมการท่องเที่ยวได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาล ทำให้ป่าตองได้รับความสนใจมีนักท่องเที่ยวหลั่งใหลเข้ามาจำนวนมาก ส่งผลให้ร้านค้า โรงแรม สิ่งอำนวยความสะดวกเกิดขึ้นราวกับดอกเห็ด ป่าตองกลายเป็นแหล่งงานที่สำคัญของคนทุกระดับ ตั้งแต่หมอนวด คนขับรถรับจ้าง แม่ค้าหาบเร่ ไปถึงนักธุรกิจพันล้าน การหลั่งใหลของผู้คนจากต่างแดนมายังป่าตอง ทำให้พื้นที่เล็กๆเพียง 8 ตารางกิโลเมตร รองรับได้ไม่เพียงพอ
“ทุกวันนี้มีคนดั้งเดิมและมีทะเบียนบ้านอยู่ในป่าตองเพียงสองหมื่นคน แต่มีประชากรแฝงอาศัยอยู่ในป่าตองแสนคนเศษ และยังมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศเข้ามาใช้พื้นที่เล็กๆนี้วันละเป็นจำนวนมาก” ปรีชาวุฒิ กล่าวและว่า “ด้วยเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วป่าตองสามารถสร้างรายได้ปีละประมาณ 6 หมื่นล้านบาทแต่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐเพื่อนำมาพัฒนาป่าตองเพียงปีละ 50 ล้านบาทเศษเท่านั้น มันต่างกันราวฟ้ากับดิน เราจึงพยายามที่จะผลักดันให้ป่าตองเป็นเขตปกครองพิเศษเหมือนพัทยา พยายามทำมานานแล้วยังไม่สำเร็จ”
ผู้เขียนให้ความสำคัญกับคำพูดของปรีชาวุฒิเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมของประชาชน เพื่อรับมือกับความเจริญ พบข้อมูลน่าสนใจว่า ในเทศบาลเมืองป่าตองมีการรวมกลุ่มเป็นองค์กรชุมชนมากมาย ซึ่งมีอยู่หลายสาเหตุเช่น รวมกลุ่มเพราะรัฐต้องการจัดระบบเพื่อเข้ามาหนุนเสริม เช่น กลุ่มนวดแผนไทย กลุ่ม อสม. แม่บ้าน กลุ่มสตรี เป็นต้น กลุ่มที่เกิดขึ้นเพื่อดูแลต่อรองสร้างความเป็นธรรมให้กับสมาชิกเช่น กลุ่มสี่ล้อเล็ก กลุ่มโรงแรมเล็ก กลุ่มรถทัวร์ กลุ่มร่มเตียง กลุ่มหิ้วกระติก สวัสดิการชุมชน รวมั้งกลุ่มที่รวมตัวตามวิถีวัฒนธรรมเช่น กลุ่มช่างศิลป์ กลุ่มอีสานรักษ์ถิ่น เป็นต้น
กลุ่มเหล่านี้ได้มารวมตัวกันจดแจ้งเป็นสภาองค์กรชุมชนเทศบาลเมืองป่าตองเมื่อปี พ.ศ.2554 เพื่อให้เกิดการพูดคุยแลกเปลี่ยนและนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอในการพัฒนาเมืองป่าตองร่วมกัน รวมทั้งเพื่อหนุนเสริมกิจการของกลุ่มสมาชิกมากขึ้น ทำให้กลุ่มเหล่านี้มีเพื่อนในการหนุนเสริมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
“ทุกวันนี้เราใช้สภาองค์กรชุมขนเป็นเวทีให้ทุกกลุ่มนำปัญหามาพูดคุยและร่วมกันแก้ บางเรื่องเราก็ช่วยเหลือกันเอง แต่บางเรื่องต้องจัดทำแผนในการแก้ไขเสนอกับเทศบาล บางเรื่องเราก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคธุรกิจ เราก็ใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาและนำเสนอแผน เพราะสภาองค์กรชุมชนเป็นเวทีชาวบ้านที่มีกฏหมายรองรับ มีสถานะ” ปรีชาวุฒิบอก
สมชาย เหนียวแน่น เลขานุการสภาองค์กรชุมชนและประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลเมืองป่าตอง เล่าว่า กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลเมืองป่าตองจัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2553 เป็นกลุ่มหนึ่งมีการจดแจ้งอยู่ในสภองค์กรชุมชน ปัจจุบันมีชาวบ้านเข้ามาเป็นสมาชิกประมาณ 950 คน ซึ่งนอกจากชาวบ้านและรัฐบาลจะร่วมสมทบเงินจำนวน 365 บาท/คน/ปีแล้วทางเทศบาลก็ร่วมสมทบในอัตราเท่ากันอีกด้วย
“การที่เข้าร่วมในสภองค์กรชุมทำให้เราได้แรงหนุนจากภาคส่วนต่างๆเป็นอย่างดีเช่นมี สมาชิกของกลุ่มต่างๆที่อยู่ในสภาองค์กรชุมชนเข้าร่วมเป็นสมาชิกกองทุนและได้แรงหนุนจากเทศบาลและองค์กรภาครัฐในพื้นที่” สมชายกล่าว
ทุกวันนี้กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลเมืองป่าตองมีการจัดสวัสดิการให้กับสมาชิกที่หลากหลายตั้งแต่เกิดจนตาย รวมทั้งให้สวัสดิการอื่นๆเช่น ช่วยงานบวช สุนัต แต่งงาน ทุนการศึกษา ผู้ด้อยโอกาสและหากเกิดภัยพิบัติกองทุนก็จะช่วยเหลือให้สมาชิกเช่นกัน
ประธานกองทุนสวัสดิการเล่าต่ออีกว่า ทุกคนที่อยู่ในป่าตองก็สามารถเข้ามาเป็นสมาชิกได้ ไม่ว่าผู้ที่มีทะเบียนบ้านหรือผู้ที่เข้ามาอยู่อาศัย เข้ามาประกอบอาชีพก็ตาม อย่างตอนนี้เราได้ประสานงานกับนายจ้างที่มีแรงงานต่างด้าวทำงาน เพื่อให้แรงงานต่างด้าวนั้นได้รับการดูแลด้านสวัสดิการเหมือนคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานก่อสร้าง ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก แรงงานต่างด้าวเหล่านี้จะได้รู้สึกรักเมืองไทย ไม่ก่อปัญหาทางสังคม
“เราถือว่าสวัสดิการชุมชนคือ กองบุญ เราไม่แยกเชื้อชาติ ศาสนา แต่เราคำนึงถึงสิทธิความเป็นมนุษย์ ทุกคนจึงเข้าได้ ตอนนี้มีนายจ้างหลายแห่งตอบรับและยินดีร่วมมือกับเรา ปีนี้ตั้งเป้าว่าจะรับแรงงานต่างด้าวเป็นสมาชิกกองทุนให้ได้ 500 คน” สมชายบอก
สมชายเล่าอีกว่า ตอนนี้กองทุนสวัสดิการชุมชนได้รับความสนใจมากขึ้นโยเฉพาะอย่างยิ่งภาคธุรกิจ ปีที่แล้วกองทุนได้รับเงินสมทบจากภาคธุรกิจ ปีนี้เราจึงเข้าไปคุยกับภาคธุรกิจอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสมาคมโรงแรมในป่าตอง ปรากฏว่าได้รับการตอบรับแล้วจำนวน 40 แห่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง รวมทั่งจะทำกล่องบริจาคไปตั้งไว้ตามสถานที่ต่างๆเช่น สนามบิน โรงแรม ส่วนงานราชการ ฯลฯ เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการ โดยหน้ากล่องเราจะบอกอย่างชัดเจนว่า เงินที่บริจาคเราเอาไปทำอะไร คนที่บริจาคจะได้ทราบและภูมิใจที่ตนได้มีส่วนร่วมสนับสนุนสวัสดิการคนในจังหวัดที่เขามาเยือน
ปรีชาวุฒิให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาเทศบาลเมืองป่าตองให้ความรวมมือต่อกองทุนสวัสดิการขุมชนเป็นอย่างดี ทั้งสมทบงบประมาณรายปี การอำนวยความสะดวกด้านต่างๆ ข้อมูลข่าวสารการชักชวนให้เจ้าหน้าที่ผู้บริหารเทศบาลทุกคนเข้ามาเป็นสมาชิกกองทุนเป็นต้น และมีอยู่อีกเรื่องหนึ่งที่กำลังผลักดันให้เกิดขึ้นคือ ความร่วมมือจากภาคธุรกิจท่องเที่ยวไม่ว่าน้ำดื่มก็ดี เหล้าเบียร์ก็ดี ซึ่งแต่ละวันมียอดจำหน่ายเป็นจำนวนมาก หากตัดเงินค่าน้ำเพียงขวดละ 50 สตางค์ เหล้าเบียร์ขวดละ 1 บาทเพื่อนำเงินเหล่านี้ไปพัฒนาท้องถิ่นของเราเอง รวมทั้งนำไปสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการชุมชน ก็จะทำให้ท้องถิ่นมีการพัฒนาและทุกคนได้รับสวัสดิการที่ดีขึ้น เป็นการนำเงินนักท่องเที่ยวมาพัฒนาท้องถิ่น นั่นคือทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนป่าตองหรือนักท่องเที่ยวต่างก็มีส่วนร่วมกันทั้งหมด
ประธานสภาองค์กรชุมชนเทศบาลเมืองป่าตองยังเล่าให้ฟังถึงแผนงานสำคัญที่สภาองค์กรชุมชนได้ทำให้กับชาวป่าตองทุกคนคือ การร่วมมือกับเทศบาลและกองทุนสวัสดิการ ชมรมรักษาความสะอาดอันดามัน รักษาความสะอาดให้กับสิ่งแวดล้อมทั้งชายหาดและท้องทะเล ซึ่งทำเป็นประจำทุกปี หลายคนอาจไม่เชื่อว่าชายหาดป่าตองที่งดงามแต่ลึกลงไปในทะเลมีขยะที่มนุษย์ทิ้งไว้ เราดำน้ำลงไปเก็บได้ปีละเป็นพันกิโลกรัม ซึ่งการร่วมมือจะทำไปควบคู่กับการรณรงค์ให้ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวได้ตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกันรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย
อีกเรื่องที่สภาองค์กรชุมชน กองทุนสวัสดิการชุมชนและองค์กรสมาชิกร่วมกันทำก็คืองานด้านวัฒนธรรมคือมีแผนในการสร้าง “ถนนสายวัฒนธรรม” โดยการใช้ถนนพระบารมีและถนนพิศิษฐ์กรณี มีให้เป็นเขตปลอดอบายมุข ไม่มีผับ ไม่มีบาร์ ไม่ขายสุรา ยาเสพติด ซึ่งในขณะนี้ได้เริ่มลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับร้านค้าต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือแต่ก็มีบางเจ้าที่จะต้องชี้แจงทำความเข้าใจกันต่อไป
“เราเป็นเมืองท่องเที่ยว มีความเจริญ มีร้านจำหน่ายสุรา มีผับมีบาร์ก็จริง แต่ใช่ว่าเราจะลืมวัฒนธรรมของชาติ มีความเชื่อว่า ความเจริญทางด้านวัตถุกับความงดงามทางวัฒนธรรมก็ต้องมีที่ยืนที่เหมาะสมความเจริญต้องเคารพในวัฒนธรรมท้องถิ่น สังคมจึงจะอยู่รอดเราจะทิ้งวัฒนธรรมซึ่งเป็นรากของเราไม่ได้” ปรีชาวุฒิบอก
ประการสุดท้ายที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งจากคำบอกเล่าของปรีชาวุฒิก็คือ การเตรียมพร้อมของประชาชนให้รู้เท่าทันต่อโลกาภิวัฒน์หรือระบบทุนนิยมที่ดำรงอยู่เหนือคนป่าตองในปัจจุบัน โดยเขาบอกว่า ป่าตองเป็นแหล่งท่องเที่ยวมีความเจริญทางวัตถุ คนส่วนมาติดการแสวงหาความสุขกับมันอย่างไร้ขีดจำกัด ซึ่งเรื่องนี้ต้องไม่ลืมว่า มันเกิดขึ้นและหาประโยชน์บนแผ่นดินเรา เราต้องเรียนรู้เพื่ออยู่กับมันให้ได้และในบางครั้งหากมากจนเกินไป เราจะต้องเรียนรู้ที่จะกำหนด มิใช่ปล่อยให้มันกำหนดเรา
“ผมว่าการเรียนรู้เรื่องการเมืองภาคพลเมืองเป็นเรื่องสำคัญเพราะพลเมืองจะต้องเป็นผู้กำหนดว่าจะให้ป่าตองไปทางไหน มิใช่ความเจริญทุนนิยมและโลกาภิวัฒน์เป็นคนกำหนดคนป่าตอง ผมว่ามันยังไม่สายที่คนป่าตองจะเริ่มเรียนรู้สิ่งแหล่านี้ ยกระดับจากประชาชนธรรมดาไปสู่พลเมืองผู้กำหนด ซึ่งกิจกรรมงานพัฒนาทุกๆอย่างที่เราร่วมกันทำไม่ว่าจะเป็น สภาองค์กรชุมชน กองทุนสวัสดิการชุมชน หรือกลุ่มอื่นๆเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้สิทธิความเป็นพลเมืองทั้งสิ้น ในตอนนี้ได้ตั้งศูนย์เรียนรู้การเมืองภาคพลเมืองขึ้น มีข้อมูลมีเอกสาร มีการให้ความรู้เกี่ยวกับการเมืองภาคพลเมืองซึ่งกลุ่มชมรมต่างๆ สามารถมาใช้ได้ตลอดเวลาและในอนาคตจะจัดทำห้องประชุมที่สามารถรองรับคนได้จำนวนมากขึ้น” ปรีชาวุฒิบอก
ป่าตองจึงเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ทุกภาคส่วนได้ตระหนักถึงการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความจริงใจ ทั้งจากชาวบ้าน ภาครัฐและภาคธุรกิจ ซึ่งคงทำได้ไม่ง่ายนักที่ภาคประชาชนจะสละเวลาทำงานส่วนรวมเพื่อกำหนดอนาคตตนเองท่ามกลางความเจริญทางธุรกิจเพราะเวลาทุกเสี้ยววินาทีล้วนเป็นเงินเป็นทอง




