เมื่อวันที่ 18-19 กรกฏาคม 2557 คณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์ขบวนองค์กรชุมชน จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อสรุปบทเรียนการขับเคลื่อนงานชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง กับการปฏิรูปประเทศไทยโดยขบวนองค์กรชุมชน ณ ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ชั้น 1 พอช. โดยมีผู้แทนองค์กรชุมชนเข้าร่วมจากทั่วประเทศ เพื่อสังเคราะห์บทเรียนการขับเคลื่อนงานชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองทั้งในระดับตำบล ระดับจังหวัด และในเชิงประเด็น จากรูปธรรมความสำเร็จทั่วประเทศ ให้เกิดความรู้ในการกำหนดเป้าหมายยุทธศาสตร์ แผนงาน แนวทางวิธีการทำงานของขบวนองค์กรชุมชน และเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทยโดยขบวนองค์กรชุมชนในทุกระดับ
นายพลากร วงศ์กองแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ คสช.ได้ตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์ มีคณะทำงานเตรียมการปฏิรูป เกิดเวทีรวบรวมความคิดเห็นข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป ทั้งยังมีการจัดเตรียมกลไกการขับเคลื่อนในแต่ละระดับ ขบวนองค์กรชุมชนและประชาสังคม เราจะมีบทบาทอย่างไรกับการนำประสบการณ์ องค์ความรู้ที่เราทำอยู่ไปสู่การพัฒนาประเทศ ในเรื่องต่างๆ เช่น การกระจายอำนาจ การจัดการทรัพยากร สวัสดิการชุมชน หรือประเด็นคนชายขอบ/ชาติพันธุ์ ฯลฯ
ในระยะที่ผ่านมาเราได้มีการประสานกับภาคีต่างๆ ในการสร้างพลังความร่วมมือในการเปลี่ยนแปลง เช่นเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กองทุนสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ในขณะที่การบริหารประเทศมีแนวโน้ม เน้นไปที่ชุมชนท้องถิ่นมากขึ้น ดังนั้นการคิดเรื่องพื้นที่เป็นตัวตั้ง การบริหารงบประมาณ คน ถึงจุดเปลี่ยนเหมาะสมกับพื้นที่หรือไม่ ขณะนี้ คสช.ประกาศพื้นที่พิเศษ เขตเศรษฐกิจการค้าชายแดน ถ้าจะออกแบบการบริหารลำพังเจ้าหน้าที่คงไม่เพียงพอ ต้องอาศัยแรงชาวบ้าน คณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์ขบวนองค์กรชุมชนและภาคีพัฒนาต่างๆร่วมด้วย
พื้นที่รูปธรรมอย่างอำนาจเจริญ ที่เชื่อมหน่วยงานต่างๆ ม.มหิดล มนส. สช. ฯลฯ เข้ามาช่วยในเรื่องต่างๆทั้งข้อมูล การวิจัย พอช. สนับสนุนเรื่องสวัสดิการ สภาองค์กรชุมชน ฯลฯ แต่แรงกระเพื่อมเกิดจากคนอำนาจเจริญ วิธีการบริหารแบบอำนาจเจริญ จึงต้องทำให้การพัฒนามาจากข้างล่าง ทำให้ข้อเสนอแนวทางการทำงานจากข้างล่างไปสู่การเปลี่ยนนโยบายให้ได้
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ กล่าวบรรยายพิเศษ “หัวข้อการกระจายอำนาจกับยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองภายใต้สถานการณ์ปฏิรูปประเทศไทย” ใจความตอนหนึ่งระบุว่า “ถ้าเราอยากเห็นสังคมประชาธิปไตย เราก็ต้องต่อสู้ขับเขี่ยวเอา 5hkจะสร้างให้สังคมจัดการตนเองได้ เราต้องรู้จักรุกรู้จักถอย อาจเดินหน้าหนึ่งก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวก็ได้ ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยแล้วนั้น ประวัติศาสตร์ของประเทศเหล่านี้ล้วนแต่มีการต่อสู้”
ดร.เอนก มองว่า สังคมไทยเป็นสังคม “พลิกพลิ้ว” คนไทยไม่ใช่คนเซื่องๆที่ใครจะมากดเอาได้ ประชาชนไทยปกครองยาก ในมุมของนักปกครองไม่ใช่เรื่องง่าย ปัจจุบันประชาชนก็เก่ง ชนชั้นปกครองก็คล่องตัว ถ้า 2 ฝ่ายรวมกัน แรงเหวี่ยงที่เกิดขึ้นจะนำพาประเทศไปได้ ประเทศที่ไปได้เพราะการเคลื่อนไหวแนวราบที่มาคานสร้างดุลไว้เสมอ ในโลกที่เป็นจริงไม่มีขาวหรือดำแท้ แต่มีดีเลวปะปน จะผลักดันอะไรต้องถือหลักผลประโยชน์ของคนมีความสลับซับซ้อน สังคมไทยนับวันไม่เหมือนเดิม มีคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่อยู่กับไอที มีอาชีพมั่นคงในทุกจังหวัด ซึ่งเราทำงานไปก็ต้องบวกกำลังใหม่ๆเข้ามา
จากมุมมองความคิดพัฒนาสร้างค่านิยมไม่ง้อรัฐ ให้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ รัฐมาร่วมก็ดีไม่ร่วมก็ไม่เป็นอะไร การเปลี่ยนแปลงสังคมต้องมีความฝันเพราะทำให้มีพลัง ถ้าคิดแต่แก้ปัญหาบางทีทำให้ไปไม่ได้ แก้ไม่ได้ เราจำเป็นต้องสร้างโลกทัศน์ใหม่ เราต้องทำให้คนมีความฝันร่วมกันและฝันให้เป็น
คนไทยต้องพึ่งตนเองในทางความคิด ถ้ารัฐบาลไม่ดีเราไม่ต้องตาม แต่คนไทยส่วนใหญ่คล้อยตามคนอื่น และมีความกังวลที่จะเป็นคนส่วนน้อย เท่าที่เห็นโลกเปลี่ยนด้วยคนส่วนน้อย จุดติดความฝัน สร้างการเรียนรู้ จากพึ่งตนเองมาสู่จัดการตนเองจนถึงจัดการประเทศ เป็นอาวุธทางความคิดที่ทรงพลัง ผมคิดว่าการปฏิรูปที่สำคัญที่สุดคือการปฏิรูปวัฒนธรรม หรือการเปลี่ยนความคิด ดร.เอนก กล่าว
ดร.เอนก กล่าวต่อว่า คนไทยโหยหาความยุติธรรม ควรเริ่มจากการปฏิรูปท้องถิ่น สร้างความเป็นธรรมสร้างการเรียนรู้ในท้องถิ่นเรา อย่าคิดว่าเรารู้จักสังคมไทย ถึงคนไทยไม่โง่แต่ว่าก็ไม่ฉลาด ขาดทฤษฎีไม่มีความฝัน แต่มีไหวพริบการเอาตัวรอดสูง เราต้องเรียนรู้ ถ้าเราทำการเปลี่ยนแปลงสังคมแล้วเราทุกข์ แสดงว่ามันไม่ใช่แล้ว และการวางแผนที่ดีก็คืออย่าไปกังวลว่าต้องทำตามแผนมากนัก การทำงานเพื่อสังคมเป็นการเรียนรู้ ต้องเรียนรู้ไม่หยุดนิ่ง
ท่ามกลางสถานการณ์ปฏิรูปประเทศ ลองเปลี่ยนเป็นงานทางลึก สถานการณ์ทางการเมืองเปรียบเป็นหน้าแล้ง เราจะปลูกข้าวหน้าแล้งไปทำไม? มุ่งสร้างความสำเร็จ อย่ารบในรูปแบบมากเกินไป สวมหัวใจด้วยความเพียร และคิดในเชิงบวก คนเราคิดได้มากกว่าหนึ่งทางเสมอ หากทางไหนทำให้เราอ่อนแอเราต้องหยุดคิดแม้จะเป็นเรื่องที่ถูกต้องก็ตาม ดร.เอนก กล่าว
อย่างไรก็ดีเวทีสัมมนามีความเห็นว่า ยุทธศาสตร์ที่ควรนำมาใช้ในการพัฒนา คือ “พื้นที่จัดการตนเองทุกระดับ” โดยสนับสนุนให้สภาองค์กรชุมชนเชื่อมโยงภาคีในแต่ละระดับมาร่วมกันพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และวางแผนการทำงานร่วมกัน ภายใต้ ข้อมูล วิถีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้มแข็งของภาคประชาชนเป็นการสร้างประชาธิปไตยจากฐานรากที่แท้จริง
พอช.ใช้บทเรียนการพัฒนาจากชุมชนเป็นแนวทางขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย
เมื่อวันที่ 18-19 กรกฏาคม 2557 คณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์ขบวนองค์กรชุมชน จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อสรุปบทเรียนการขับเคลื่อนงานชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง กับการปฏิรูปประเทศไทยโดยขบวนองค์กรชุมชน ณ ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ชั้น 1 พอช. โดยมีผู้แทนองค์กรชุมชนเข้าร่วมจากทั่วประเทศ เพื่อสังเคราะห์บทเรียนการขับเคลื่อนงานชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองทั้งในระดับตำบล ระดับจังหวัด และในเชิงประเด็น จากรูปธรรมความสำเร็จทั่วประเทศ ให้เกิดความรู้ในการกำหนดเป้าหมาย แผนงาน แนวทางวิธีการทำงาน อันจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทยโดยขบวนองค์กรชุมชนในทุกระดับ และการสังเคราะห์บทเรียนจังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดระยอง และจังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองภายใต้สถานการณ์ปฏิรูป
นายพลากร วงศ์กองแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์บ้านเมืองที่เราต้องติดตาม แบ่งเป็นระยะที่ 1 เตรียมการ ระยะที่ 2 ตั้งกลไก ระยะที่ 3 ปฏิรูป ในขณะนี้ คสช.ได้ตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์ มีคณะทำงานเตรียมการปฏิรูป เกิดเวทีรวบรวมความคิดเห็นข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป ทั้งยังมีการจัดเตรียมกลไกการขับเคลื่อนในแต่ละระดับ ขบวนองค์กรชุมชนและประชาสังคม เราจะมีบทบาทอย่างไรกับการพัฒนาประเทศ เรื่องการกระจายอำนาจ การจัดการทรัพยากร สวัสดิการชุมชน หรือประเด็นคนชายขอบ/ชาติพันธุ์
ในระยะที่ผ่านมาได้มีการประสานความร่วมมือกับภาคียุทธศาสตร์ สร้างพลังความร่วมมือในการเปลี่ยนแปลงร่วมกับเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป เชื่อมประสาน สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กองทุนสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
สภาพการบริหารประเทศมีแนวโน้ม เน้นไปที่ถิ่น ย่าน อย่างล้านนา การคิดเรื่องพื้นที่เป็นตัวตั้ง การบริหารงบประมาณ คน ถึงจุดเปลี่ยนเหมาะสมกับพื้นที่หรือไม่ ขณะนี้ คสช.ประกาศพื้นที่พิเศษ เขตเศรษฐกิจการค้าชายแดน ถ้าจะออกแบบการบริหารลำพังเจ้าหน้าที่นั้นแรงไม่พอ เน้นโครงการ ตัวชี้วัด เป็นภารกิจที่ไม่ทำไม่ได้ ต้องอาศัยแรงชาวบ้านคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์ขบวนองค์กรชุมชนต้องเสริม
เนื้อยุทธศาสตร์อย่างอำนาจเจริญ ที่เชื่อมหน่วยงานต่างๆ ม.มหิดล มนส. สช. ฯลฯ เข้ามาช่วยในเรื่องต่างๆทั้งข้อมูล การวิจัย อย่าง พอช. ช่วยในเรื่องสวัสดิการ สภาองค์กรชุมชน แต่แรงกระเพื่อมเกิดจากอำนาจเจริญ ใช่หรือไม่ที่เป็นวิธีการบริหารแบบอำนาจเจริญ อนุฯชุดนี้ ต้องคิดการพัฒนาเชิงบริหารลงข้างล่างอย่างไร อาจไม่กำหนดเชิงประเด็น ริเริ่มปี 58 ที่เนื้อหามาจากข้างล่าง
เรื่องการขับเคลื่อนหลักในสังคมไทย การจัดการเอง จากพื้นที่สู่นโยบาย พรรคการเมืองไหนไม่ทำ เรื่องนี้สู่การเมือง เราไม่ผูกติดกับการเมืองกำหนดจากพื้นที่จัดการตนเองต่อเชื่อมขึ้นไป เป็นตัวของตนเอง อิสระ พัฒนาตน จุดนี้ต้องกลับมาออกแบบ เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เราจะเดินอย่างไรในแบบของเรา เมื่อมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น เราจะมีความชัดเจนมากขึ้น
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ กล่าวบรรยายพิเศษ “หัวข้อการกระจายอำนาจกับยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองภายใต้สถานการณ์ปฏิรูปประเทศไทย” ใจความตอนหนึ่งระบุว่า “ถ้าเราอยากเห็นสังคมประชาธิปไตยเราก็ต้องต่อสู้ขับเขี่ยวเอา เราจะสร้างให้สังคมจัดการตนเองได้ เราต้องรู้จักรุกรู้จักถอย อาจเดินหน้าหนึ่งก้าวถอยหลังสิบก้าวก็ได้ ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยแล้วนั้น ประวัติศาสตร์ของประเทศเหล่านี้ล้วนแต่มีการต่อสู้”
ดร.เอนก มองว่า สังคมไทยเป็นสังคม “พลิกพลิ้ว” คนไทยไม่ใช่คนเซื่องๆที่ใครจะมากดเอาได้ ประชาชนไทยปกครองยาก ในมุมของนักปกครองไม่ใช่เรื่องง่าย ปัจจุบันประชาชนก็เก่ง ชนชั้นปกครองก็คล่องตัว ถ้า 2 อย่างรวมกันขัดกันให้ดี แรงเหวี่ยงที่เกิดขึ้นจะนำพาประเทศไปได้ และประเทศที่ไปได้เพราะการเคลื่อนไหวแนวราบที่มาคานสร้างดุลไว้เสมอ ในโลกที่เป็นจริงไม่มีขาวหรือดำแท้ แต่มีดีเลวปะปน จะผลักดันอะไรต้องถือหลักผลประโยชน์ของคนมีความสลับซับซ้อน สังคมไทยนับวันไม่เหมือนเดิม มีคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่อยู่กับไอที มีอาชีพมั่นคงในทุกจังหวัด ซึ่งเราทำงานไปก็ต้องบวกกำลังใหม่ๆเข้ามา
จากมุมมองความคิดพัฒนาให้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ สร้างค่านิยมไม่ง้อรัฐ มาร่วมก็ดีไม่ร่วมก็ไม่เป็นอะไร แม้คนไทยจะฝันยังฝันไม่เป็น การเปลี่ยนแปลงสังคมต้องมีความฝันเพราะทำให้มีพลัง ถ้าคิดแต่แก้ปัญหาบางทีทำให้ไปไม่ได้ แก้ไม่ได้ เราจำเป็นต้องสร้างโลกทัศน์ใหม่ ขั้นนี้เราต้องทำให้คนมีความฝันร่วมกัน
คนไทยต้องพึ่งตนเองในทางความคิด ถ้ารัฐบาลไม่ดีเราไม่ต้องตาม แต่คนไทยส่วนใหญ่คล้อยตามคนอื่น และมีความกังวลที่จะเป็นคนส่วนน้อย เมื่อคนส่วนใหญ่ไม่ได้ความเราจะทำอย่างไร เท่าที่เห็นโลกเปลี่ยนด้วยคนส่วนน้อย จุดติดความฝัน สร้างการเรียนรู้ จากพึ่งตนเองมาสู่จัดการตนเองจนถึงจัดการประเทศ เป็นอาวุธทางความคิดที่ทรงพลัง เพราะการปฏิรูปที่สำคัญที่สุดคือการปฏิรูปวัฒนธรรม หรือการเปลี่ยนความคิด ดร.เอนก กล่าว
ดร.เอนก กล่าวต่อว่า คนไทยโหยหาความยุติธรรม การปฏิรูปท้องถิ่นก็เป็นการทำความสะอาดกระแสแง่ลบของท้องถิ่น อย่าคิดว่าเรารู้จักสังคมไทย ถึงคนไทยไม่โง่แต่ว่าก็ไม่ฉลาด ขาดทฤษฎีไม่มีความฝัน แต่มีไหวพริบการเอาตัวรอดสูง เราต้องเรียนรู้ ถ้าเราทำการเปลี่ยนแปลงสังคมแล้วเราทุกข์ แสดงว่ามันไม่ใช่แล้ว และการวางแผนที่ดีก็คืออย่าทำตามแผนมากนัก การทำงานเพื่อสังคมเป็นการเรียนรู้ ซึ่งเรายังเข้าใจไม่พอ
ท่ามกลางสถานการณ์ปฏิรูปประเทศ ลองเปลี่ยนเป็นงานทางลึก สถานการณ์ทางการเมืองเปรียบเป็นหน้าแล้ง เราจะปลูกข้าวหน้าแล้งไปทำไม? มุ่งสร้างความสำเร็จ อย่ารบในรูปแบบมากเกินไป สวมหัวใจด้วยความเพียร เลือกการมองให้เกิดกำลัง คนเราคิดได้มากกว่าหนึ่งทางเสมอ หากทางไหนทำให้เราอ่อนแอเราต้องหยุดคิดแม้จะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ดร.เอนก กล่าว
อย่างไรก็ตาม การสังเคราะห์บทเรียนจังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดระยอง และจังหวัดอำนาจเจริญ ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนและมีข้อสรุปเพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองภายใต้สถานการณ์ปฏิรูปนั้น ควรให้ความสำคัญกับการจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างรัฐ ท้องถิ่น และภาคประชาชน ผ่านมิติต่างๆ เช่น เศรษฐกิจ การศึกษา วัฒนธรรม
โดยกระบวนการสำคัญคือวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาร่วม การกำหนดวิสัยทัศน์และทิศทางร่วม การจัดกลไกขับเคลื่อนที่เน้นการขยายฐานให้กว้าง และให้ความสำคัญในบทบาทหน้าที่ ใช้ประเด็นปัญหากำหนดเป้าหมาย เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนกระบวนการ เงื่อนไขสำคัญคือการจัดปรับความสัมพันธ์ผู้นำแนวราบตั้งแต่หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด การบริหารทรัพยากรร่วมของขบวน ประสานภาคีความร่วมมือเข้าหนุนช่วยการทำงาน มีข้อมูลที่เสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ การทำข้อมูลเพื่อการทำแผนพัฒนา หรือการทำข้อมูลเพื่อสร้างการเรียนรู้ร่วมกัน
ข้อจำกัดต่อการกำหนดทิศทางข้างหน้าของขบวนนั้น ปัจจุบันนโยบายยังไม่เอื้อต่อการจัดการตนเองของชุมชน ความคิด และความเข้าใจ ระหว่างท้องถิ่นกับสภาองค์กรชุมชนยังไม่เป็นเอกภาพ โอกาสในการเดินหน้า ควรจัดทำแผนพัฒนา “จังหวัดจัดการตนเอง” ในทุกจังหวัดและเอื้อต่อภาคีหน่วยงานสนใจเข้าร่วมดำเนินการ เพื่อทบทวนตรวจสอบทุนหรือทรัพยากร ประวัติศาสตร์ชุมชน นำมาวางแผนยุทธศาสตร์ กำหนดกลยุทธ์ และจัดหน้างานของตนเองที่เหมาะสมต่อไป
อย่างไรก็ดีคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์ขบวนองค์กรชุมชนได้หารือถึงการจัดงาน “มหกรรมขบวนองค์กรชุมชนและประชาสังคมเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย” (วิถีพลังไทย 3) โดยสาระสำคัญของการจัดงานนั้น เน้นขบวนองค์กรชุมชนเป็นแกนหลัก มุ่งจัดตั้งขบวนโดยใช้การจัดกิจกรรมเป็นเครื่องมือ เพื่อให้เกิดแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนบนฐานข้อมูลความรู้จากการปฏิบัติ โดยให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวของประชาชนในระดับภาคและจังหวัดพิจารณาองค์ประกอบผู้เข้าร่วมตามความเหมาะสม ส่วนเวทีตรงกลาง จำนวนคนเข้ารวมไม่มากเน้นผลักนโยบาย และการสื่อสารสู่สาธารณะ ซึ่งวางน้ำหนักการพัฒนานโยบายชุมชนท้องถิ่นระดับภาค จากพื้นที่สู่ข้อเสนอการปฏิรูปประเทศ
ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์ขบวนองค์กรชุมชน มีมติเลือกนายจินดา บุญจันทร์ และนายพลากร วงศ์กองแก้ว เป็นประธานอนุกรรมการฯ นางมุกดา อินต๊ะสาร เป็นอนุกรรมการและเลขานุการร่วม และมีมติให้นายปฏิภาณ จุมผา เป็นเลขานุการร่วม โดยมีกองเลขานุการ ประกอบด้วย สำนักสนับสนุนขบวนองค์กรชุมชน, สำนักสนับสนุนสภาองค์กรชุมชน, สำนักพัฒนาองค์ความรู้และประเมินผล, สำนักนโยบายและแผน และสำนักสื่อสารการพัฒนา




