กระแสการเมือง กระแสสังคมโลก กระแสปัญหามากมายสารพันในแต่ละวันอาจทำให้คนไทยแทบไม่ได้สนใจแล้วว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อ 2 เดือนก่อนที่จังหวัดเชียงรายจนถึงป่านนี้แล้วเป็นอย่างไรบ้าง
“เชียงรายยังไหวอยู่”
มิตรสหายท่านหนึ่งตั้งหน้าเพจนี้ในเฟซบุ๊คเพื่อเป็นการบอกย้ำว่า เชียงรายแผ่นดินไหวทุกวัน เพียงแต่เบาลงไปจากเดือนที่แล้วเท่านั้น แต่ไม่ได้แปลว่าชาวบ้านจะอยู่ในสภาพที่ปลอดภัยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวด้วยแรงสั่นสะเทือนถึง 6.3 ริกเตอร์ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2557 การเกิดอาฟเตอร์ช็อคยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง บางครั้งวัดแรงสั่นสะเทือนได้ถึง 5 ริกเตอร์ ซึ่งนั่นเท่ากับว่า สภาพบ้านเรือนของประชาชนในเขตประสบภัยพิบัติยิ่งได้รับความเสียหายมากขึ้น
วิไล นาไพวรรณ์ คณะทำงานสภาองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงรายได้กล่าวถึง ความเดือดร้อนของพี่น้องผู้ประสบภัยว่า มีบ้านชาวบ้านจำนวนมากที่ตกสำรวจหลังจากที่ภาครัฐและภาคเอกชนต่างๆ ระดมความช่วยเหลือหลังเกิดเหตุการณ์ใหม่ๆ เพราะบ้านเรือนเหล่านั้น ในครั้งแรกอาจแสดงความเสียหายไม่มาก แต่เมื่อเกิดความเสียหายในภายหลังพวกเขาก็ไม่ได้การช่วยเหลือแล้ว ประกอบกับในความเป็นจริง เงินที่ภาครัฐให้มานั้นถือเป็นเงินเยียวยาแต่ไม่อาจช่วยซ่อมสร้างบ้านได้อย่างแท้จริง
“เมื่อเดือนที่แล้ว (มิถุนายน 2557) ที่อ.พาน ชาวบ้านที่นอนกันกลางถนนก็ยังมีหลายครอบครัว บ้านของพวกเขาไม่มีเงินซ่อมสร้าง ดังนั้น เมื่อมีองค์กรใดจะเข้ามาให้การช่วยเหลือ ทางเราก็บอกให้มาเลย”
สภาองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงรายมีเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลอยู่ 30 ตำบล ได้ประสานกับทางคณะทำงานสภาแต่ละตำบลเพื่อให้รวบรวมข้อมูลผู้เสียหาย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ภาครัฐยังให้การช่วยเหลือไม่มากนัก และจากนั้นจึงได้ทำการออกสำรวจความเสียหาย ซึ่งตำบลที่ออกสำรวจมี 16 ตำบล อันได้แก่ ต.เมืองพาน ต.แม่อ้อ ต.ป่าหุ่ง ต.ทรายขาว ต.ทานตะวัน ต.ธารทอง ต.สันติสุข ต.ดอยงาม อำเภอพาน ต.วาวี ต.แม่พริก ต.แม่สรวย ต.ป่าแดด อำเภอแม่สรวย ต.โป่งแพร่ อำเภอแม่ลาว ต.ป่าแดด ต.สันมะค่า อำเภอป่าแดด และ ต.ป่าอ้อดอนชัย อำเภอ, บ้านมั่นคงธารน้ำกรณ์ เทศบาลเมืองเชียงราย
โดยสภาองค์กรชุมชนตำบลทั้ง 16 ตำบลร่วมด้วยท้องที่ท้องถิ่นในพื้นที่ได้นำเสนอปัญหาความเดือดร้อนและแนวทางการซ่อมสร้างที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้ที่เดือดร้อนมากแต่ยากจน หรือผู้ด้อยโอกาส เช่น คนชรา คนพิการ เป็นรายแรกๆ ก่อน แล้วค่อยลำดับไปหาผู้ที่เดือดร้อนปานกลางและมีกำลังทรัพย์ในการซ่อมสร้างด้วยตนเอง ในลักษณะการช่วยเหลือตนเองและรับงบประมาณสนับสนุนสมทบ โดยทั้ง 16 ตำบลได้ขอรับงบประมาณจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ในเบื้องต้นได้งบประมาณซ่อมสร้างตำบลละ 220,000 บาท (ยกเว้น ต.ป่าแดด ได้รับงบประมาณ 198,450 บาท) และจะพิจารณางบประมาณครั้งที่สองหลังจากที่การซ่อมสร้างในครั้งแรกได้สำเร็จไปแล้ว
การซ่อมสร้างที่อยู่อาศัยให้กับชาวบ้านผู้ประสบภัยครั้งนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากช่างชุมชน (ช่าง ภาษาเหนือ เรียกว่า สล่า) เครือข่ายบ้านมั่นคง โดยมีช่างชุมชนจากทั่วประเทศขันอาสามาซ่อมสร้าง เนื่องด้วยเป็นกลุ่มที่ทำงานดูแลที่อยู่อาศัยคนจนเมืองมานานกว่า 10 ปี มีทักษะประสบการณ์มาระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้น เพื่อให้พี่น้องที่บ้านเรือนเสียหายหนักได้รับการซ่อมแซมและอยู่ได้อย่างปลอดภัย สบายใจ ช่างชุมชนของเครือข่ายบ้านมั่นคงจึงจับมือสล่าชุมชน หรือ ช่างชุมชนในพื้นที่เชียงราย (ซึ่งก็คือ ช่างประจำหมู่บ้านหรือช่างประจำตำบล โดยได้รับการอบรมมาก่อนหน้านี้แล้วจากอาจารย์วิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และเข้ารับการอบรมเพิ่มเติมจากทีมวิศวกร พอช.) มาร่วมมือกันลงแรงสร้างบ้านให้พี่น้องผู้เดือดร้อน
ปฏิบัติการซ่อมสร้างที่อยู่อาศัยแก่ผู้ที่เดือดร้อนจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยทีมช่างอาสาชุมชนเดินทางมาจากทุกสารทิศที่เครือข่ายเชื่อมโยงถึง ไม่ว่าจากทีมช่างชุมชนอาสาจากภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคตะวันตก โดยหมุนเวียนสับเปลี่ยนกำลังการซ่อมสร้างมากกว่า 200 คน ซึ่งแต่ละครั้งจะมีทีมช่างชุมชนอาสายืนพื้นในพื้นที่ประมาณ 50 คน บวกรวมกับช่างชุมชนในพื้นที่อีก นับรวมราว 100 กว่าคนจะช่วยกันสร้างบ้านให้ผู้เดือดร้อนทุกวัน นับจนถึงปัจจุบันนี้ (24 กรกฎาคม 2557) มีบ้านที่ได้รับการซ่อมแซมแล้วเสร็จจำนวน 66 หลัง และทีมช่างชุมชนยังคงปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะหมดระยะเวลาทำงานคือ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2557
นายปิยเนตร เขตสมุทร วิศวกร พอช. ได้กล่าวว่า ทีมช่างชุมชน เครือข่ายบ้านมั่นคงเป็นทีมช่างชาวบ้านที่ทำงานการซ่อมสร้างที่อยู่อาศัยให้กับชุมชนมานานแล้ว ด้วยเนื้องานของบ้านมั่นคงคือการสร้างที่อยู่อาศัยให้คนจนเมืองโดยสอดคล้องกับความต้องการของชุมชนและเจ้าของบ้าน ดังนั้น แนวคิดของบ้านมั่นคงที่ต้องการให้ชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างบ้านด้วยตนเองจึงทำให้พวกเขามีทีมช่างที่ได้รับการอบรมจากวิศวกรและสถาปนิกมืออาชีพจนเกิดเป็นความชำนาญ
“เหนืออื่นใดที่ผมคิดว่าช่างชุมชนมีลักษณะพิเศษกว่าช่างธรรมดาทั่วไปคือ พวกเขาจะมีจิตอาสา ช่วยเหลือผู้อื่นที่ด้อยโอกาสกว่า นี่คือเป้าหมายสูงสุดของช่างชุมชน เพราะทุกวันนี้งานก่อสร้างจะอยู่ในมือผู้รับเหมาเป็นส่วนใหญ่ มีอะไรเราก็จ้างผู้รับเหมา แต่คนที่ไม่มีเงินจ้างล่ะ ระบบการลงแรงมันได้หายไปจากสังคมไทย ผมอยากเห็นการเอามื้อเอาแรงกันของช่างอย่างแต่ก่อน”
การลงแรงครั้งนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีอย่างชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว เสียงขอบคุณดังซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกเขายืนยันว่า ไม่มีใครไม่อยากซ่อมสร้างบ้าน แต่เงินทองเพียงพันสองพันที่ได้รับจากการเยียวยานั้นไม่สามารถทำอะไรได้เลย เพราะการซ่อมสร้างบ้านนั้นว่ากันด้วยเงินหลักหมื่น สำหรับครอบครัวที่หัวหน้าครอบครัวไม่มีความสามารถด้านการช่างหรือครอบครัวที่มีแต่ผู้หญิง พวกเขาจึงได้แต่อยู่กันไปตามสภาพจนกว่าจะหาเงินมาจ้างซ่อมได้ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ดูออกจะยาวนานไม่น้อยสำหรับคนยากจน
(อ่านต่อ ตอน 2)




