

“ปี ๒๕๔๗ มีช้างป่าที่สำรวจอยู่ที่ ๑๘๒ ตัว
แบ่งออกเป็น กลุ่มบ่อพลอย กลุ่มทุ่งสลักพระ กระจายอยู่ในหลายพื้นที่
และในปี ๒๕๕๖ มีการสำรวจข้อมูล พบว่า
มีช้างป่าเพิ่มขึ้นเป็น ๒๗๐-๒๘๐ ตัว นับว่าจำนวนช้างป่าเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว”
ในอดีตที่ผ่านมาพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระมีแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร แหล่งโป่ง ซึ่งเป็นอาหาร และที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมในการดำเนินชีวิตของสัตว์ป่า ไม่ว่าจะเป็นช้างป่า และสัวต์ชนิดต่างๆ แต่ผลที่ตามมาก็คือ ปัญหาช้างป่าทำลายพืชเกษตรในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ที่ทวีความรุนแรงและสร้างความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้น ระหว่าง “คนกับช้าง!!!”
จากข้อมูลในการจัดทำการจัดทำแผนการอนุรักษ์และแก้ไขปัญหาช้างใน ระบุว่า ปัจจัยหนึ่งมาจากการเพิกถอนพื้นที่บางส่วนเพื่อประโยชน์ในการให้ประทานบัตรเหมืองแร่ และการประกาศเพิกถอนพื้นที่บางส่วนเพื่อประโยชน์ในการสร้างเขื่อนศรีนครินทร์ โดยอพยพชุมชนที่ได้รับปัญหาจากการสร้างเขื่อนขึ้นมาอาศัยบริเวณตำบลท่ากระดาน ตำบลหนองเป็ด ตำบลด่านแม่แฉลบ ตำบลนาสวน อำเภอศรีสวัสดิ์ และพื้นที่รอบแนวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ทำให้ที่อยู่อาศัยของราษฎรอยู่ติดแนวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ยกเว้นทางด้านทิศเหนือที่ติดกับอุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์ และพื้นที่ป่าตามพระราชกฤษฎีกาทหารบางส่วน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระจึงเปรียบเสมือนเกาะที่ถูกล้อมรอบไปด้วยชุมชนและพื้นที่เกษตรของชุมชน

นางสาวคณัสนันท์ น้อยทิพย์ ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลช่องสะเดา อ.เมือง จ.กาญจนบุรี กล่าวว่า ปัญหาช้างป่าออกมาทำลายพืชผลทางการเกษตรและทรัพย์สินของราษฎร บริเวณพื้นที่รอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ เริ่มต้นในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ในท้องที่ตำบลท่ากระดาน ต.หนองเป็ด ต.ด่านแม่แฉลบ อ.ศรีสวัสดิ์ ต่อมาในปี พ.ศ .2545 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน สถานการณ์ดังกล่าวได้ขยายพื้นที่เพิ่มขึ้น จากเดิมเข้ามาในพื้นที่ ต.วังด้ง ต.ช่องสะเดา อ.เมือง และ ต.หนองกุ่ม ต.บ่อพลอย อ.บ่อพลอย ทำให้เกิดความสูญเสียถึงชีวิตทั้งคนและช้าง
“ที่ผ่านมามีแนวทางในการไขปัญหาเฉพาะหน้าเหมือนกัน เช่น การทำแนวป้องกัน จากรั้วไฟฟ้า ระยะทางประมาณ ๕๐ กม. การทำคูกันช้างป่า ระยะทาง 4.5 กม. การปรับปรุงถิ่นอาศัยของช้างป่า การ จัดทำโป่งเทียม ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ และการเฝ้าระวังกันเองของชาวบ้าน แต่ด้วยแรงคนไม่สามารถที่จะทานกับแรงของช้างป่าได้ และประเด็นดังกล่าวนับเป็นปัญหาเร่งด่วน ที่ต้องได้รับการแก้ไข ในปี ๒๕๕๗ นี้ คณะทำงานเครือข่ายภาคประชาสังคมจังหวัดกาญจนบุรี ร่วมกับสภาองค์กรชุมชนตำบลช่องสะเดา และทุกภาคส่วนราชการ เอกชน ประชาชน จำนวนมากกว่า ๗๐ หน่วยงาน จัดเวทีเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างเป็นระบบมากขึ้นในการป้องกันและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ”
จากปัญหาดังกล่าวสภาองค์กรชุมชนตำบลช่องสะเดา อ.เมือง จ.กาญจนบุรี จึงใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือในการเปิดเวทีร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง หารือและหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา และมูลเหตุที่ทำให้ช้างป่าออกจากพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ รุกชุมชนโดยเฉพาะพื้นที่ ๖ ตำบล ๒ อำเภอ ประกอบด้วย ต.วังด้ง ต.ช่องสะเดา อ.เมือง ต.หนองเป็ด ต.ท่ากระดาน ต.ด่านแม่แสลบ และ ต.บ้านนาสวน อ.ศรีสวัสดิ์ ออกมากัดกินพืชไร่ของชาวบ้านรอบแนวเขตป่า รวมทั้งทำร้ายชาวบ้าน ยังคงเป็นปัญหาที่หน่วยงานหลายภาคส่วนพยายามหาทางแก้ไขแม้จะมีการหาทางออกแห่งการแก้ไขปัญหาอยู่หลายปี แต่ก็เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และนับวันความรุนแรงจากการทำลายทรัพย์สินและเรือกสวนไร่นาของชาวบ้านนับทวีมากขึ้น ด้วยปัจจัยหลายประการ อาทิ (๑) จำนวนประชากรป่าที่เพิ่มขึ้น จากข้อมูลช้างป่าในปี ๒๕๔๗ มีช้างป่าที่สำรวจอยู่ที่ ๑๘๒ ตัว แบ่งออกเป็น กลุ่มบ่อพลอย กลุ่มทุ่งสลักพระ และมีกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ และในปี ๒๕๕๖ มีการสำรวจข้อมูล พบว่า มีช้างป่าเพิ่มขึ้นเป็น ๒๗๐-๒๘๐ ตัว นับว่าจำนวนช้างป่าเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว (๒) พื้นที่อาศัยของช้างเปลี่ยนแปลง เช่น หนองน้ำที่ตื้นเขิน สภาพความอุดมสมบูรณ์ของป่า โป่งเสื่อมสภาพ (๓) พื้นที่อาศัยของช้างถูกรบกวนจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การเลี้ยงปศุสัตว์ การล่าสัตว์ การตัดไม้รวกไม้ไผ่ การเก็บหาของป่า และ (๔) เกษตรกรรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ปลูกพืชผลทางการเกษตรที่ช้างชอบกิน เช่น อ้อย ข้าวโพด มะม่วง ขนุน และการสร้างแหล่งน้ำเพื่อการปศุสัตว์ที่ติดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ เป็นต้น
นายสุพรรณ ปทุมสูตร์ สมาชิกสภาองค์กรชุมบนตำบลช่องสะเดา หมู่3 และประธานชมรมผู้สูงอายุ ระบุว่า “จากการสังเกตพฤติกรรมของช้างป่าที่ลงมาในเขตหมู่บ้านหรือชุมชน มีอยู่ ๒-๓ ปัจจัย คือ ช่วงฤดูกาลที่มีผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะหน้ามะม่วง รวมถึงกรณีช้างหนุ่มที่ถูกขับไล่ออกจากฝูง และผสมกับบริเวณพื้นที่ดังกล่าวมีปางช้างขนาดใหญ่อยู่ ๒ แห่ง จึงส่งผลให้ช้างหนุ่มนั้นติดสัตว์ในฤดูผสมพันธุ์ และปัญหาจากช้างปล่อยที่ไม่สามารถอยู่ร่วมกับฝูงช้างป่าได้ มักจะถูกขับไล่ออกมา และชาวบ้านเองมีการบุกรุกที่ดินเข้าไปในที่อยู่อาศัยของช้างเอง”
นายพิพัฒน์ แก้วจิตคงทอง สมาชิกสภาพัฒนาการเมืองจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า ในการรวมตัวกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ โดยใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือในการจัดเวทีในการหาทางออกในการแก้ไขปัญหาช้างป่า แม้ว่าแต่ละหน่วยแต่ละส่วนจะทำงานกันคนละพื้นที่ คนละรูปแบบ แต่จุดมุ่งหมาย คือ การนำช้างป่า กลับคืนสู่ป่าคืนสู่ธรรมชาติ
“ปัญหาข้อพิพาทระหว่างคนกับช้างป่า เป็นปัญหาที่เรื้อรังมาเป็นเวลายาวนาน แต่ก็เป็นความพยายามของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการหาทางออกร่วมกัน และมีข้อเสนอให้กำหนดเป็นประเด็นปัญหาร่วมทั้งจังหวัด รวมถึงพื้นที่จังหวัดใกล้เคียงทั้งผืนป่าตะวันตกที่ได้รับผลกระทบจากช้างป่า โดยจัดทำแผนแก้ไขปัญหาใน ๓ ระยะ ทั้งแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว มีการจัดทำข้อมูลทั้งประชากรช้าง ที่ดินทำกินของชุมชน และความเสียหายที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและยั่งยืน จริงๆ”
จากการหารือในหลายเวที จึงมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกันระดับจังหวัด คือ ประการที่หนึ่ง ตั้ง “คณะกรรมการแก้ปัญหาช้างป่าสลักพระ”ขึ้น โดย ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธาน มีตัวแทนจากผู้แทนชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๖ ตำบล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายอำเภอ มูลนิธิอนุรักษ์ช้างไทย สภาองค์กรชุมชน สภาพัฒนาการเมือง เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เจ้าหน้าที่ป่าไม้ สถาบันการศึกษา เป็นต้น ประการที่สอง จัดตั้งกองทุน ที่มาจากองค์กรชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเยียวยาผู้ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.กาญจนบุรี มีงบประมาณในการเยียวยาผู้เดือดร้อน รายละ ๒,๐๐๐ บาท ประการที่สาม การจัดทำข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบดังกล่าว พร้อมทั้งมีข้อเสนอเพื่อการแก้ปัญหาเร่งด่วนร่วมกัน คือ (๑.) ให้ทุก อบต. บรรจุแผนการแก้ไขปัญหาช้างป่าสลักพระเข้าสู่แผนพัฒนาตำบล รวม ๖ อบต. ในพื้นที่ (๒.) ปรับปรุงแนวกั้นรั้วลวดไฟฟ้า ระยะทาง ๕๐ กม. (๓.) สร้างแห่งอาหาร โป่ง และแหล่งน้ำให้ช้าง (๔.) การไล่ต้อนช้างเข้าป่า ด้วยทีมอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง (๕.) ทำคูน้ำกั้น เป็นเขตที่อยู่ของช้าง และมีการจัดทำข้อมูลเพื่อเสนอเป็นแผนระดับจังหวัดต่อไป
วันนี้เป็นการวางจังหวะก้าวของคนกาญจนบุรี ที่จะเดินไปพร้อมกันอย่างมีพลัง เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกันทั้งจังหวัด ลดข้อพิพาทระหว่าง “คนกับช้าง” โดยชุมชนและภาคีเองได้ใช้สภาองค์กรชุมชนทั้งระดับตำบลและจังหวัดเป็นเครื่องมือในการหารือและพูดคุย และทุกฝ่ายต่างร่วมเป็นเจ้าภาพในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งคนและงบประมาณ เพื่อนำมาสู่การอยู่ร่วมกันของ “คนกับช้าง” อย่างพึ่งพา




