playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

เมื่อเร็วๆ นี้  ณ ห้องประชุม จังหวัดทหารบกชุมพร คณะอนุกรรมการและสมาชิกกองทุนฯ สาขาจังหวัดชุมพร ประกอบด้วย สมาชิกกองทุนฯ ธนาคารต้นไม้ และตัวแทนกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดชุมพร กว่า 50 คนได้เข้ายื่นหนังสือ ต่อ คสช. โดยมีผู้แทนออกมารับหนังสือด้วยตัวเอง เพื่อรายงานต่อแม่ทัพภาค 4 ต่อไป

            1ทั้งนี้ พระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรการ พ.ศ.2542 ได้มีการประกาศใช้เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2544 เจตนารมณ์เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกร ที่ผ่านมาการดำเนินงานยังติดเรื่องกฎหมายหลายประการ และที่ผ่านมาอาชีพเกษตรกรรมต้องเผชิญกับมหันตภัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภัยจากนโยบายรัฐ ภัยจากธรรมชาติ ภัยจากภาวะการตลาด ภัยจากดอกเบี้ยเงินกู้ และอื่นๆ เป็นผลให้เกษตรกรซึ่งเป็นคนใหญ่ของประเทศซึ่งเป็นพลังในการผลิตอาหารและแรงงานหล่อเลี้ยงชีวิตตนเองและสังคม ต้องประสบกับภาวะหนี้สิน ไร้ที่ทำกิน ต่างก็มีฐานะยากจน ขาดความมั่นคงในชีวิต ทรัพย์สินและอาชีพ ประกอบกับการดำเนินงานแก้ปัญหาของหน่วยงาน-กลไกรัฐที่่ผ่านมา ขาดประสิทธิภาพและบูรณาการ และเป็นไปตามความต้องการของพ่อค้ารวมทั้งผลประโยชน์ทางการเมือง อันเป็นเหตุให้การแก้ไขไม่ประสบความสำเร็จ ล่าช้า ไม่ทันต่อสถานการณ์ปัญหา

วัตถุประสงค์การยื่นหนังสือในครั้งนี้ เพื่อให้ ให้ คสช.ใช้อำนาจในการแก้ไขปัญหาฝ่าวิกฤตเกษตรกร 3 ด้านคือ

ประการแรกคือ การปรับเปลี่ยนนโยบายและแนวคิด (ปฏิรูปกลไก/หน่วยงาน) โดย แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) 2544 ให้กองทุนฟื้นฟูพัฒนาเกษตรกรเป็นช่องทางเข้าสู่แหล่งทุนฯ ในการฟื้นฟูพัฒนาของเกษตรกรและจัดการหนี้สินของเกษตรสมาชิกทั้งระบบพร้อมกับ ยกเลิกการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร มาเป็นสรรหาจากผู้แทนขององค์การสมาชิกเกษตรกรแทนและเพื่อให้การบริหารงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง จากกรณี คณะกรรมการหมดวาระลงตั้งแต่ 11 มิถุนายน 2557 ให้ คสช.แต่งตั้ง คณะกรรมการกองทุนฯ ตามจำนวนและสัดส่วนที่กำหนดไป โดยประกาศ คสช. ว่าด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร คณะกรรมการบริหาร และคณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกร

ประการที่สองคือ ผ่อนภาระหนี้สินของเกษตรกร โดย

1)ให้มีประกาศ คสช. ให้เจ้าหนี้ทุกเจ้าหนี้ถือปฏิบัติภายใต้ หลักการ "3 ไม่กับลูกหนี้ที่เป็นเกษตรกร และสมาชิกกองทุนฯ" คือ ไม่เร่งรัดหนี้ ไม่ฟ้องคดี ไม่บังคับคดี จนกว่าเกษตรกรลูกหนี้และสมาชิกกองทุนฯ ได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

2)ให้โอนหนี้เสีย (NPL) ของเกษตรกรและหรือสมาชิกองค์กรเกษตรกรทุกสถาบันเจ้าหนี้ กองทุนชำระหนี้แทน (โอนหนี้ที่ถูกฟ้องร้อง ยึดทรัพย์ ถูกขายทอดตลาด หนี้ที่เจ้าหนี้ซื้อไว้ หากล้มละลายและหนี้ที่ถูกขายไปยังบุคคลที่สามมายังกองทุนฯ) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว โดยให้สำนักงานกองทุนฯ ชำระหนี้แทน (เกษตรกรผ่อนจ่ายกองทุนฯ) ในเงื่อนไขตามกรอบวงเงินและรัฐบาลชดเชยความเสียหาย

3)ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของเกษตรกร (หนี้ NPL 3 ปีขึ้นไป) 2ทั้งประเทศ (เกษตรกรทั่วไป เกษตรกรของกองทุนฟื้นฟูที่สมัครใจ) โดยใช้ มติ ครม.วันที่ 7 เมษายน 2553 เพื่อให้มีการแก้ปัญหาของเกษตรกรอย่างทั่วถึงและรวดเร็วในการปรับโครงสร้างหนี้ให้ตัดดอกเบี้ยและเงินต้นออก  50% เหลือ 50% ให้เวลาเกษตรกรส่งให้ครบภายใน 15 ปี โดยมีเงื่อนไขว่าเกษตรกรที่สมัครใจต้องเข้ารับการฟื้นฟูแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณ และแก้สัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับเกษตรกร พร้อมอนุมัติงบฯ ที่เหลือ 2,000 ล้านเศษ เพื่อฟื้นฟูสมาชิกตามเงื่อนไขใหม่ ในกรณีที่เกษตรกรส่งติดต่อกัน 5 ปี เกษตรกรสามารกู้ใหม่ได้ หรือในการชำระหนี้เกษตรกรสามารถใช้ทรัพย์อย่างอื่น เช่น ต้นไม้ที่เกษตรกรได้ปลูกไว้แทนได้ โดยตีราคาของต้นไม้เป็นมูลค่า หรือการใช้สินค้าเกษตรค้ำประกันกับหนี้ได้

4)เพื่อให้การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของสมาชิกฯ และเกษตรกรผู้ยากจนอย่างครอบคลุม มีประสิทธิภาพ ให้โอนงานและทรัพย์สินในส่วน อชก. ซึ่งขึ้นอยู่กับกระทรวงเกษตรฯ ให้อยู่ในความดูแลของกองทุนฯ โดยระยะเวลาที่ผ่านมาเกษตรกรและสมาชิกกองทุนฯ ต้องสูญเสียทรัพย์และที่ดินอันเนื่องมาจากการกู้นอกระบบ และการขายฝากที่ดินกับเจ้าหนี้อิทธิพลเป็นจำนวนมาก

5)การจัดการหนี้ของเกษตรกรและสมาชิกเกษตรกรของกองทุนฯ ให้รัฐบาลจัดงบประมาณสนับสนุนอย่างพอเพียง และเป็นธรรมรายปี ตามภูมิภาคและกลุ่มเป้าหมาย 

ประการที่สาม คือการสร้างความมั่นคงของอาชีพและที่ดินที่ทำกินของเกษตรกร โดย

         1) ให้ คสช.ประกาศ/ร่างกฎหมายและมีมาตรการปกป้องคุ้มครองเกษตรกรทั้งอาชีพ ที่ดินทำกิน (ทั้งบนบกและชายทะเล) โดยการกำหนดการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรไม่ให้เป็นพื้นที่ของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ห้ามเจ้าหนี้ยึด หรือขายทอดตลาด ที่ดินทำกินของเกษตรกรหรือสมาชิกเกษตรกรอันเนื่องมาจากสัญญาการจำนอง หรือขายฝาก การปกป้องคุ้มครองอาชีพเกษตรกร ซึ่งเดิมกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบอาชีพ ประกาศการปฏิวัติฉบับที่ 281 ลงวันที่ 24 พ.ย. 2515 ห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจที่กำหนดไว้ในบัญชี ก และ ข เว้นแต่จะมีพระราชกฤษฎีกาการอนุญาตและบัญชี ค เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดีรวมทั้งขอให้มีการประกันราคาผลผลิต/สินค้าเพื่อไม่ให้เกษตรกรถูกเอาเปรียบจากพ่อค้า ภายใต้คณะกำหนดราคา (เกษตรกร พ่อค้า ผู้บริโภค)

นอกจากนี้ยังเสนอไปยังหน่วยงานสนับสนุนชุมชนในด้านต่างๆโดย ให้ คสช. สนับสนุนงบประมาณเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพ (เป็นทุนประเดิมเพิ่มเติมรายปี) ให้สมาชิกเกษตรกรโดยใช้รูปแบบเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวทางพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และส่งเสริมให้เกษตรกรเป็นผู้ผลิตเกษตรด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ เพื่อลดต้นทุนและผู้บริโภคได้บริโภคอาหารปลอดภัย

 ให้ กฟก. สนับสนุนงบฯ อุดหนุนกับองค์กรเกษตรกรที่มีความพร้อมตามเงื่อนไขกองทุนฯ ทุกปี ตามความเหมาะสมเพื่อใช้ในการบริหารและการศึกษาอบรมองค์ความรู้แก่สมาชิกและศักยภาพความเข้มแข็งขององค์กร ภายใต้หลักคิดเศรษฐกิจพอเพียง (เช่นเดียวกับงบประมาณอุดหนุนพรรคการเมือง)การสนับสนุนงบประมาณเป็นโบนัสให้กับองค์กรเกษตรกรและสมาชิกที่ทำการผลิตที่เป็นคุณภาพชีวิต (ไร้สารพิษ/ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม/องค์ความรู้/สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ) รวมทั้งการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและ เร่งสนับสนุนงบประมาณพื้นฟูเกษตรกรที่ได้รับการชำระหนี้แทน และเกษตรกรที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter